ชุมชนที่ถูกพัฒนาด้วยฐานงานวิจัย ที่เรียกว่า งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น น่าจะมีการขับเคลื่อนที่ทรงพลังและเป็นหนทางที่ยั่งยืน

สืบเนื่องจาก บันทึก "วิถีการจัดการความรู้วัฒนธรรมชุมชนปกาเกอญอ ดอยอินทนนท์"

เวทีนี้เราใช้ชื่อว่า “ตลาดนัดองค์ความรู้ ชนเผ่าปกาเกอญอ” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันที่ ศูนย์การเรียนรู้ ชุมชนบ้านผาหมอน มีพ่อหลวงมูแฮ ดลใจไพรวัลย์ ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้กล่าวรายงานและ นายชูโชค แนบสนิทธรรมเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนนิยมไพร เป็นประธานในการเปิดตลาดนัดองค์ความรู้ ดังกล่าว

พิธีเป็นไปอย่างเรียบง่าย ผมบอก คุณกนกวรรณ หรือคุณเบียร์ (นศ.ป.โท) บอกว่า อยากให้เรียบง่ายมากที่สุด การเปิดงานก็กล่าวเพียงสั้นๆก็พอ พอให้รู้ที่มาที่ไป รวบรัดตัดตอน ให้เข้าสู่กระบวนการแลกเปลี่ยนให้เร็ว ผมคิดว่างานส่วนใหญ่เสียเวลากับพิธีการอันอืดอาด เชื่องช้า เพราะกว่าจะได้ทำตามวัตถุประสงค์ของงานก็เหลือเวลาไม่มาก...

คุณกนกวรรณ หรือคุณเบียร์ ได้แนะนำทีมงาน วิทยากร อย่างสนุกสนาน ง่ายๆแต่ประทับใจ เป็นกันเอง จากนั้นการคืนข้อมูลของนักศึกษาที่เข้าชุมชนหลายครั้งหลายครา ว่า ได้อะไรบ้าง คิดอะไร จะไปต่ออย่างไร และเหลืออะไรที่ต้องทำ บอกกันตรงๆ ขอความช่วยเหลือกันตรงๆ  งานก็ชัดเจนดี ผมว่าชาวบ้านก็ชอบ ตรงๆง่ายๆ

ผมเล่าเรื่อง งานวิจัยการท่องเที่ยวที่แม่ฮ่องสอน จุดกำเนิดงานวิจัยที่แม่ฮ่องสอน หลายๆชุมชนที่ผมมีประสบการณ์ต่างก็อยู่ภายใต้ การทำงาน “วิจัยเพื่อท้องถิ่น” ที่สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) สำนักงานภาค ดังนั้นกลิ่นอายของงานก็จะออกแนวเดียวกันกับ ชุมชนผาหมอนที่ได้รับทุนจาก สกว.เช่นเดียวกัน  ผมมองว่ารูปแบบการทำงานของ สกว.ก็มีรูปแบบเฉพาะ ทำกันไปทำกันมา คล้ายคลึงกันไปหมด ส่วนหนึ่งผมคิดว่าคือจุดอ่อนของการคิดนวัตกรรมใหม่ๆ  ...ผมลองคิดนอกกรอบออกไปว่า หากไม่มี สกว.เป็นพี่เลี้ยงรูปแบบการพัฒนาชุมชนอาจจะดำเนินไปอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่าง และน่าจะเกิดนวัตกรรมใหม่ๆในการพัฒนาชุมชนขึ้นมาได้

แต่ข้อดีก็มากครับ สกว.ภาค เน้น การพัฒนาคน การสร้างนักวิจัยชาวบ้าน ให้พัฒนาศักยภาพ ได้เรียนรู้กระบวนการวิจัยอย่างเป็นระบบ คิดเป็นระบบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ปัญหาได้อย่างใกล้เคียงแม่นยำ ปัญหาชุมชนที่ได้ จึงเป็นปัญหาที่สอดคล้องกับเรื่องจริงที่เป็นเงื่อนไขปัญหาจริงๆ

ที่ชุมชนผาหมอนก็เช่นเดียวกัน มีพี่น้องปกาเกอญอ กลุ่มหนึ่ง ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นนักวิจัยเพื่อท้องถิ่น การพูด คิด เขียน ถอดด้ามมาจากเบ้าหลอมเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด (ผมนั่งฟังก็อดอมยิ้มไม่ได้) เพราะผมเองก็มีลักษณะเช่นนี้ เพราะตั้งต้นมาจาก สกว.เช่นเดียวกัน

เวทีในช่วงเช้าไม่ได้มีอะไรมาก  ผมนำเสนอเรื่องเล่าจากแม่ฮ่องสอน ส่วน อ.ธันยพร ก็เล่าเรื่องการท่องเที่ยวอัมมพวา สมุทรสงคราม วัตถุประสงค์ของผมก็อยากให้ชาวบ้านได้ เห็นกระบวนการพัฒนาการท่องเที่ยวพื้นที่อื่นๆบ้างว่าเขาทำกันอย่างไร ผลลัพธ์ที่เป็นทั้งผลความสำเร็จ และล้มเหลว แตกต่าง คล้ายคลึงกับพวกเขาอย่างไร  กระบวนการแก้ไขปัญหาเหมือนกัน หรือต่างกันอย่าสงไร ชาวบ้านให้ความสนใจเป็นอย่างดี ...ผมเชื่อว่ากระบวนการเช้านี้จะต่อติดกับเวทีแลกเปลี่บนภาคบ่ายได้อย่างดี

หลังจากอิ่มหนำ กับ กับข้าวบนดอย คุณเบียร์ยกกาแฟสดมาเสริฟ แบบรู้ใจ...มีแฮงลุยภาคบ่ายอีกครั้ง

ภาคบ่ายเรา ใช้รูปแบบ ปฏิทินชุมชน ๑๒ เดือนของชาวปกาเกอญอเป็นตัวเดินเรื่อง วิถีชีวิตของคนบนดอยที่เรียงร้อยใน ๑๒ เดือน ก็เห็นภาพทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ชาวบ้านจัดการ ตามช่วงระยะเวลา มีเหตุมีผล น่าสนใจมาก อาทิ

-           ทำไมต้องแต่งงานเดือนนี้ ไม่แต่งงานเดือนนี้...

-           ทำไมต้องไหว้ผีฝายเดือนนี้

-           แล้วมัดมือช่วงนี้ เพราะอะไร

ช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมกับประเพณีวัฒนธรรมผมมองว่า เป็นภูมิปัญญาของชุมชน ในการคิดกิจกรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ที่เหมาะเจาะและลงตัว

หลังจากระดมความรู้เรื่อง ปฏิทินชุมชนแล้ว เราก็ได้ภาพวิถีชีวิตของคนปกาเกอญอทั้ง ๑๒ เดือน ตรงนี้เองเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่จะเชื่อมโยงต่อ ปฏิทินการท่องเที่ยว เพื่อเป็นข้อมูลให้นักท่องเที่ยวได้ตัดสินใจในการเข้ามาเที่ยว เรียนรู้ในชุมชน

ส่วนประเด็นที่ผมทิ้งโจทย์ในเวทีอีกประเด็นก่อนเลิกประชุม คือ “องค์ความรู้ ภูมิปัญญาของชาวปกาเกอญอที่มีเราจะสืบทอดต่อไปอย่างไรให้ยั่งยืน”

คำถามใหญ่ ๆและ ท่ามกลางสายตาที่ครุ่นคิดของผู้เข้าร่วมประชุม ผมมองว่า มีแววตากังวลลึกๆบ้างเหมือนกัน วัยกลางคนจนถึงวัยสูงอายุที่มีภูมิปัญญา องค์ความรู้ที่มากมาย แต่กลับกลายเป็นว่า สิ้นสุด Generation ของพวกเขา เยาวชนที่สืบทอดต่อ ไม่มี และมองไม่เห็นวี่แววว่าจะสืบทอดอย่างไร...

ทั้งหมดเป็น การจัดการความรู้ ที่ท้าทายกับวิถีคนบนดอย...จะอยู่รอดอย่างไร..ในกระแสโลกาภิวัฒน์

คุณสุปอย บรรพตพนา หนุ่มใหญ่นักวิจัย บอกว่า การเย็บผ้าเป็นเรื่องของผู้หญิงที่ไม่น่าเป็นห่วง เพราะเยาวชนหญิงรุ่นใหม่ที่หมู่บ้านแม้ว่าจะไปเรียนข้างนอกแต่ก็เย็บผ้าเป็นทุกคน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ เยาวชนชายจักสานไม่เป็นและไม่สนใจ”

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือ “ทา”

ทา คือเพลง หรือท่วงทำนองที่กล่าวเป็นภาษิตคำสอนของปกาเกอะญอ ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดมายาวนาน นิยมร้องกันในพิธีสำคัญๆ เช่น ประเพณีมัดมือ งานแต่งงาน ทำบุญ งานศพ เป็นต้น ส่วนที่ได้ยินว่า โดทา คือการท่องตามบททาที่มีโดยยังไม่ได้ใส่ท่วงทำนอง

ปัจจุบันการอื่อทา(การร้องเพลง,ท่องบทเพลง) กำลังจะสูญหายไปตามกระแสของโลกยุคเทคโนโลยีที่พยายามบีบให้รับข้อมูล และไม่เห็นความสำคัญของสิ่งใกล้ตัวที่มีคุณค่า จะเหลือก็เพียงการโดทาเท่านั้นที่ยังแพร่หลายในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่

เสียงจากผู้อาวุโสคนหนึ่งในเวทีบอกว่า “ทา” คือชีวิตของชาวปกาเกอญอ เราเติบโต เรียนรู้จาก ทา อันเป็นเสมือนคัมภีร์การดำเนินชีวิตของชนเผ่า...ปกาเกอญอ ต้องมี “ทา” ไม่มี “ทา” ก็ถือว่าความเป็นปกาเกอญอได้สูญหายไป

คำถามที่ท้าทาย ความคิดของผู้นำที่อยู่ในวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พูดคุยกันอย่างคร่ำเคร่ง ถึง อนาคต ความเป็นอยู่ของพวกเขา

ทางเลือกของปัญหาที่พวกเขาช่วยกันคิด ถูกร้อยเรียงลงในกระดาษปรู๊ฟ

-           การเรียนรู้จากผู้อาวุโส ของเยาวชน...(ยังไม่ได้เขียนต่อว่า มีกระบวนการใดต่อ)

-           หลักสูตรท้องถิ่น

-           ศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอญอ ที่รวมเอา ภูมิปัญญาอันทรงคึณค่าของชนเผ่ามาเก็บรวบรวม ถ่ายทอด และนำเสนอ

-           การนำใช้ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากภูมิปัญญา “เมื่อมีการใช้ ก็มีการผลิต”

ทางเลือกของปัญหาที่ช่วยกันคิด มีหลายๆประเด็นที่กำลังดำเนินการอยู่

 Dscf1981   Dscf2009 
เยาวชนทอผ้า ของผาหมอน - - - รุ่นต่อไป เยาวชน จักสาน ของผาหมอน - - -รุ่นต่อไป

------------------------------------------------------------------------------------------------------

ผมมีโอกาสคุยกับ ผอ.โรงเรียนในช่วงเช้า ก็เห็นความพยายามที่จะหารูปแบบการสืบทอดภูมิปัญญาเหล่านี้  ส่วนประเด็นที่ช่วยกันคิดที่เขียนบันทึกไว้ในกระดาษหน้าเวทีวันนี้ ก็ขึ้นอยู่กับชุมชนว่า จะสร้างให้เกิดขึ้น ขับเคลื่อนอย่างไร...ชุมชนที่ถูกพัฒนาด้วยฐานงานวิจัย ที่เรียกว่า งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น น่าจะมีการขับเคลื่อนที่ทรงพลังและเป็นหนทางที่ยั่งยืน...ผมเชื่อแบบนี้นะครับ

เป็นความอยู่รอด...ของความเป็นปกาเกอญอ บนกระแสโลกาภิวัฒน์  

เป็นโจทย์ที่ท้าทาย โจทย์หนึ่งของคนบนดอยที่อินทนนท์