ทุกศาสนามีคำสอนจำแนกได้เป็นสามส่วน

ศาสนาพุทธที่มุสลิมพึงเข้าใจ และอิสลามที่พุทธพึงรู้จัก 3

อย่างไรก็ตาม ภารกิจที่ท่านศาสดาทำนั้นก็มิได้จำกัดอยู่เพียงแต่ศาสนาของคนอาหรับเท่านั้น แต่ท่านศาสดามีภารกิจที่กว้างขวางเช่นเดียวกันกับที่กล่าวไว้กับพระพุทธเจ้า ดังที่ปรากฏในพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอ่านว่า ท่านศาสดาเป็นความเมตตาต่อมนุษยชาติ (21: 107) หากเราพิจารณาคำสอนของศาสนาต่างๆแล้ว เราจะเห็นว่า ทุกศาสนามีคำสอนที่อาจจะจำแนกได้เป็นสามส่วนเหมือนๆกันคือ

                ส่วนแรกของคำสอนจะเป็นเรื่องของการกล่าวถึงความจริงของโลกและชีวิต คำสอนในส่วนนี้จะพยายามอธิบาย ความเป็นจริงของโลก ความเป็นจริงของชีวิต ในประเด็นนี้มุมของแต่ละศาสนาจะแตกต่างกัน ศาสนาที่ไม่กล่าวถึงเรื่องพระผู้เป็นเจ้า ในฐานะพระองค์ผู้สร้างสรรพสิ่ง ก็จะอธิบายสรรพสิ่งมันเป็นไปตามที่มันเป็น(ตถตา)การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไปของสิ่งต่างๆเป็นไปตามที่มันเป็น ในแง่นี้พระเจ้าไม่เข้ามามีส่วนในการอธิบายความเป็นไปของสรรพสิ่ง พุทธศาสนาเป็นศาสนาหนึ่งที่มีลักษณะเช่นนี้ ส่วนศาสนาอิสลามนั้น อธิบายความเป็นจริงของโลกและชีวิต โดยมีพระเจ้ามาเป็นส่วนประกอบหลัก  เป็นฐานของความเป็นไปของทุกสรรพสิ่ง การเกิดขึ้นตั้งอยู่ ดับไป ของสรรพสิ่ง เป็นไปได้โดยมีพระเจ้าเป็นฐานความคิดในการอธิบายในสิ่งต่างๆจึงเป็นไปโดยเดชานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า (กุดเราะฮ์)มิได้เป็นไปโดยตัวของมันเองเราอาจจะเรียกส่วนนี้ว่าเป็น สัจธรรม ของศาสนาก็ได้

                ในส่วนที่สองของคำสอนทางศาสนา จะเป็นการชี้แจงแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ศาสนาเชื่อว่า เป็นสิ่งที่ดีที่มนุษย์พึงประพฤติปฏิบัติหรือการบอกให้เห็นถึงสิ่งที่มนุษย์พึงละเว้น หรือห่างไกล คำสอนส่วนนี้ของพุทธศาสนา เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งอาจจะแสดงออกมาในคำสอนเรื่องต่างๆ เช่น มรรค 8 ศีล 5 ธรรม 5 หิริ-โอตัปะอิทธิบาท 4 เทวธรรม อุโบสถศีล ทศพิธราชธรรม เป็นต้น ส่วนในอิสลามจะเรียกเนื้อหาส่วนนี้ว่า ชะรีอะฮ์ หรือ ทาง อันเป็นบทบัญญัติที่พระเจ้าทรงกำหนดว่าการกระทำใดดี การกระทำใดชั่ว การกระทำใดพึงกระทำ การกระทำใดพึงละเว้น เช่นเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การบริจาคทาน การไม่เป็นพยานเท็จ การประพฤติดีต่อญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้าน การไม่ประพฤติผิดทางเพศ การไม่คดโกง เป็นต้น เนื้อหาของศาสนาในส่วนนี้เราอาจเรียกได้ว่า เป็นคำสอนประเภทศีลธรรม

                ในส่วนที่สาม เป็นเรื่องเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติ ข้อบัญญัติของศาสนา โดยลักษณะที่เป็นเนื้อหาของการประพฤติแล้ว มันไม่มีความหมายในการตัดสินว่าดีหรือชั่ว ในตัวของมันเอง แต่ศาสนามีความเชื่อว่า หากบุคคลใดได้ปฏิบัติตามคำสอนนี้วิถีปฏิบัติเช่นนี้ หากประพฤติอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอแล้ว การปฏิบัติเช่นนี้จะนำคนไปสู่ การยึดมั่นอยู่ในความดี ตามที่กล่าวไว้ในคำสอนที่สอง ดังที่กล่าวมาแล้ว คำสอนในส่วนนี้ เช่น การทำบุญตักบาตร ทำวัตร สวดมนต์ ไหว้พระ ไปวัด เป็นต้น ในศาสนาอิสลาม ก็มีคำสอนในเรื่องนี้ เช่น การละหมาด(นมาซ-นมัสการ) การถือศีลอด การไปละหมาดที่มัสยิดในวันศุกร์ หรือวันสำคัญอื่นๆ เช่นวันตรุษทั้งสอง การวางแนวประพฤติในส่วนนี้ ศาสนาจะวางคุณค่าไว้ว่า เป็นเรื่องที่ทำแล้วจะได้รับผลบุญมากน้อยตามลักษณะของพิธีกรรมนั้นๆ เราอาจจะเรียกคำสอนส่วนนี้ ของศาสนาว่าเป็นเรื่องของพิธีกรรม