What if ....

ต่อนะครับ จากภาคหนึ่งที่เป็นอารัมภบท

สิ่งที่ผมคิดว่่า Howard Gardner พยายามจะสื่อก็คือ "ถ้าเราขาดมิติใดมิติหนึ่งของห้าสภาวะจิตนี้แล้ว ก็จะเหมือนกับเราขาดอวัยวะสำคัญที่จะทำให้เรามีชีวิตอยู่ในอนาคตอันใกล้นี้ได้อย่างพร้อมพรัก" คราวนี้ ผมจะลองพยายามทดสอบสมมติฐานของประโยคข้างต้นนี้ด้วย ด้วยเครื่องมือ "What if..." ก็คือ ลองจินตนาการว่าถ้าเรา "ขาด" มิติใดมิติหนึ่งนี้ไป อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

What if no "Disciplinary Mind"

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราขาดทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญในการทำงาน?

งานนั้นเป็นชีวิิตจิตใจของชุมชน มนุษย์อาศัย "ปัจจัย" มากมายในการดำรงชีพ จุดแข็งของเราเกิดจากจุดอ่อนของ species เราเอง ได้แก่ เรานั้นเป็นสัตว์ที่ทาง "กายภาพ" นั้นอ่อนแอที่สุด เปรียบเทียบกับสัตว์ในตระกูล mammal ด้วยกัน  มนุษย์ชดเชยความอ่อนแอทางกายภาพนี้ได้ด้วยการใช้่สมองและจินตนาการ สร้างบ้านช่องที่อยู่อาศัยเครื่องนุ่มห่ม การเกษตรปศุสัตว์แทนการไล่ล่า สังเคราะห์หยูกยาอายุรเวชภัณฑ์ต่างๆเสริมกับสมุนไพรตามธรรมชาติ และการชดเชยทั้งหมดนี้ ทำให้เราอยู่อย่างเต็มศักยภาพอย่างที่เราเป็น

การขาด disciplinary mind ก็จะเป็นการเอียงสมดุลของมนุษย์ไปหาจุดอ่อนของเรา เพราะขาดงานต่างๆนั้น เราก็จะต้องชดเชยด้วยการใช้สิ่งที่เรามีทางกายภาพ เราจะลดการใช้สมอง แต่ไปใช้แรงแทน เพราะที่สุดแล้ว knowledge นั้น ไม่ได้่มีประโยชน์เพียงแค่คิดและรู้เท่านั้น แต่จะเกิดประโยชน์ต่อเมื่อเอาไปลงมือทำ มนุษย์ที่สามารถเชื่อมโยงศักยภาพที่แท้ทางฐานคิด ฐานจินตนาการเข้ากับสรีระ กายภาพได้เท่านั้น จึงจะอยู่รอดได้ดีที่สุด

ในการศึกษาของปัจจุบัน จึงจำเป็นที่เรา "มองเห็นความจำเป็น" (ไม่เพียงแค่สำคัญ) ที่เราจะต้องให้ความเคารพในการหน้าที่การงาน ในศาสตร์และทักษะของงาน

What if "no synthesizing mind"?

เกิดอะไรขึ้น ถ้ามนุษย์ไม่สามารถบูรณาการ เชื่อมโยง ศาสตร์ต่างๆเข้าด้วยกัน?

มนุษย์นั้นอ่อนแอทางกายภาพมากๆ จนกระทั่งการชดเชยด้วยจิตที่มีจินตนาการอย่างเดียวก็ไม่พอ แต่ต้องอาศัยความสามารถของผู้อื่นในการอยู่รอดด้วย

Synthe = combine หรือการเชื่อมโยง ในชุมชนที่ซับซ้อนมากขึ้นนั้น การมองศึกษาแต่จุดเล็กๆ มุมเล็กๆมุมเดียว ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร เพราะจะมองไม่เห็นภาพรวมว่าอะไรเกิดขึ้นและมีผลอย่างไรกับอะไรบ้าง

ในอนาคต ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ "ระบบรวม" มากขึ้น ทั้งทางกายภาพ คือใกล้กันขึ้น มีปฏิสัมพันธ์ตรงมากขึ้น เร็วขึ้น รุนแรงมากขึ้น และทางความสัมพันธ์ทางจิต ได้แก่ relationships การสื่อสารแลกเปลี่ยน ความคิด ความเชื่อ ความศรัทธา ไปถึง value system ที่เป็นรากฐานของชุมชนในทุกหนทุกแห่ง

การศึกษาในอนาคต (หรือเริ่มจากในปัจจุบัน) จะต่้องเน้นที่ synthesis หรือการเชื่อมโยงประโยชน์ของศาสตร์หนึ่งเข้ากับศาสตร์อื่นๆให้ได้ เราจะไม่สามารถ afford ที่จะปล่อยให้ความรู้ต่างๆกระจัดกระจาย หรือเราไม่สามารถที่จะ "ลงลึก" เพียงอย่างเดียว โดยมองไม่่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความลึกในแต่ละระดับกับสิ่งแวดล้อมรอบๆข้าง

การแก้ปัญหาในอนาคต จะไม่สามารถทำได้โดยศาสตร์หรือความรู้มิติเดียวอีกต่อไป แต่ต้องเป็นศาสตร์ความรู้สหสาขา ใครสามารถที่จะ integrate และ systhesize knowledge ได้ดีกว่า มากกว่า ก็จะแข็งแกร่งกว่า และทนทานต่อ chaotic phenomenon ที่กำลังดาหน้าเข้ามาผุดกำเนิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ได้มากกว่า และมี survival chance ดีกว่า

What if "no creating mind"?

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราไม่สามารถสร้างคำถามใหม่ๆ จินตนาการถึงปัญหาใหม่ และกระบวนทัศน์ใหม่?

จากการที่ทุกสิ่งทุกอย่างแท้ที่จริงมีปฏิสัมพันธ์ถึงกันหมด แต่ในอนาคตนั้น ปฏิสัมพันธ์โดยตรงจะมากยิ่งขึ้น รุนแรงขึ้น เร็วขึ้น และมีผลขยายรุนแรงมากขึ้น จากเดิมที่อะไรๆอาจจะเป็น butterfly effects ชนิดที่เกิดในจินตนาการแบบ "ลมจากปีกผีเสื้อ ก่อเกื้อพายุเฮอริเคน" นั้น เราจะเห็นอะไรที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรมมากยิ่งๆขึ้น ผลจาก global warming อาจจะออกมาชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหาร species และพฤติกรรมของทั้งพืชและสัตว์

ปัญหาที่มนุษยชาติกำลังเผชิญในอนาคต จะไม่ใช่ปัญหาที่เกิดมาแล้วในอดีตอีกต่อไป แต่จะเป็นปัญหา new scale, new paradigm ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และหลายๆอย่าง จะต้องใช้วิธีแก้ปัญหาใหม่ๆมาแก้เท่านั้น

ผู้นำ ผู้บริหารองค์กรยุคใหม่ (และรวมทั้งเราๆท่านๆ ที่ไม่ใช่ผู้บริหารด้วย) จะต้องฝึกหัด mentality ในการแก้ปัญหาใหม่ แทนที่จะเปิดตำรา เปิดสมุด rule of engagement เล่มเก่า เมื่อสิบปีก่อน ห้าปีก่อน (หรือแม้กระทั่ง ในบางบริบท เมื่อเดือนก่อน) ซึ่งจะพบว่าไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาได้ จะต้องพัฒนา mentality ที่จะอยู่กับปัจจุบัน พยายาม catch up กับปัจจุบันให้ได้ อย่าติดกับอดีต ติดกับ rules เก่า นิยามเก่า กฏเก่า และพยายามจะ comfort ตัวเองว่ามันน่าจะ work ในอนาคตต่อไปได้เรื่อยๆ

Downloading mentality นี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ได้ง่ายๆ เพราะการอยู่กับปัจจุบันอย่างแท้่จริงเท่านั้น จึงจะสามารถรับรู้เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดได้ แต่โดยไม่รู้ตัว เรามี mentality ที่ผนึกติดกับอะไรเดิมๆ ที่มันง่ายในการจะหยิบมาใช้ ไม่ว่าจะ work หรือไม่ก็ตาม ในสมัยหนึ่งอาจจะเป็นการเพียงพอที่ผู้นำคือผู้ที่สามารถ quote guidelines หรือ rules หรือ laws ได้ครบถ้วนถูกต้องมากที่สุด แต่เดี๋ยวนี้คุณสมบัติดังกล่าวสามรถแทนที่ได้ด้วยคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่เสมียนที่ความจำดีๆ สิ่งที่ผู้นำยุคใหม่จะต้องมีแทนที่ก็คือ ความคิด จินตนาการได้ถึงความเป็นไปได้ในทุกรูปแบบของอนาคต ซึ่งอนาคตที่จะเกิดนั้น ก็มาจากปัจจุบันและอดีตนี่เอง เพียงแต่ผลกระทบจากปัจจุบันต่ออนาคต จะยิ่งใหญ่กว่าผลกระทบจากอดีตต่ออนาคต มากขึ้นเรื่อยๆ

What if "no respectful mind"?

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามนุษย์ไม่เคารพในความต่าง ไม่สามารถยอมรับความหลากหลายได้?

คำตอบง่ายๆที่สุด ที่ไม่ได้ยกให้เกินจริงเลยก็คือ "ความหายนะ Disaster"

เพราะยิ่งมาในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะพบว่าการอยู่ร่วมกัน โดยมีความหลากหลาย ศักยภาพรอบด้าน ต่อภัย ปัญหาต่างๆที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จะเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของชุมชนมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราไม่สามารถเป็นมิตรกับเพื่อนบ้านรอบชุมชน รอบหมู่บ้าน รอบประเทศ เราจะพบตนเองต้องทุ่มเท resource อันมีจำกัดในการแสวงกลวิธีป้องกันตัวเอง หรือคุกคามคนอื่น แทนที่จะไปทำอะไรเสริมสร้างศักยภาพของตนเอง สุดท้ายเราจะแวดล้อมบ้านเราด้วยอาวุธยุทธภัณฑ์แต่ปราศจากอาหารภายในครัว หรือพบเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหาที่เหลืออยู่มีแต่อาวุธเท่านั้น

การกลัวความแตกต่าง หรือ Alienophobia นั้น เป็นความกลัวที่เป็นอวิชชา มองไม่เห็นความรุ่มรวย ความจำเป็น ของความแตกต่าง มองไม่เห็นว่าพลังงานที่ทำให้คนรับรู้แตกต่างกันนั้นคือความเข้มแข็งของมนุษยชาติ ความเข้มแข็งนี้ไม่ได้อยู่ที contents ที่แตกต่าง แต่อยู่ที่มุมมอง และเหตุผลที่มาว่าทำไมจึงเห็นต่างกัน ศักยภาพตรงนี้เท่านั้น จึงจะทำให้เรามองปัญหาได้อย่างเป็นองค์รวม มองได้จากหลายๆมุม และมีจิตที่สงบ ไม่ถูกคุกคาม หรือสูญเสีย self เมื่อเจอคนที่แตกต่างจากเรา มีความสามารถที่จะยังคงความมีเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ จิตวิญญาณได้ แม้แต่ตอนถูก challenge ด้วยความแตกต่างพื้นฐานทางความคิด

What if "no Ethical Mind"?

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามนุษย์ไม่มีความตระหนักในหน้าที่ ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม?

EXTERMINATION OF MANKIND!!

Ethical mind เป็นสภาวะจิต ที่จะเชื่อมโยงระหว่าง "สิ่งที่เราเชื่อ" เข้ากับ "สิ่งที่เราทำ"

พฤติกรรมมนุษย์นั้นซับซ้อนมาก เรามี "ข้อมูล" มหึมามหาศาลที่เราต้องนำมาคิด ใคร่ครวญ คำนวณ และไตร่ตรอง แล้วนำไปประกอบเชื่อมโยงกับอารมณ์ ความรู้สึกของเรา "ณ ขณะนั้นๆ" เสร็จแล้วยังไปถูก approve ด้วย social rules and laws ออกมาเป็นกิจกรรม การกระทำ จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากเราท่องจำพระไตรปิฎกได้ทั้งเล่ม คัมภีร์ไบเบิ้ล หรือ scriptures ใดๆ แล้วไม่ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาจิตวิญญาณของตนเอง

Ethical Mind นี้ อาจจะเปรียบเทียบได้กับ Will หรือ เจตจำนงค์ ในหนังสือ Theory U ของ Otto Scharmer ก็ได้ บางทีที่คนเรามีทั้ง open mind และ open heart แล้ว ยังไม่เกิดพฤติกรรมที่พึงปราถนา ก็เพราะว่าขาดความมุ่งมั่น ที่จะทำให้เกิดนี่เอง

"Success is not in the learning, but in its application to the benefit of mankind." พระบรมราโชวาทในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก