เมื่อวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา พวกเรานิสิตปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยการนำของ ดร.รุจโรจน์ แก้วอุไร ได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่มูลนิธิ ข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี
ระหว่างการเดินทาง พวกเราได้พูดคุยกันถึงความคาดหวังในการไปดูงานครั้งนี้ แต่ละคนก็มีความคาดหวังที่แตกต่างกันไป ส่วนตัวผู้เขียนมีความคาดหวังที่จะได้เห็นและได้เรียนรู้จากการจัดการความรู้ของจริงว่าจะมีความแตกต่างจากเรียนในภาคทฤษฎีมากน้อยเพียงใด การปฏิบัติจะมีข้อจำกัด หรืออุปสรรคใดๆบ้าง และโอกาสในการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสมาชิกของมูลนิธิแห่งนี้
ประเด็นสำคัญคือ มูลนิธิข้าวขวัญได้รับการสนับสนุนจาก สคส. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็นแกนนำสำคัญในดำเนินการเผยแพร่เรื่องการจัดการความรู้ให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย จึงทำให้ผู้เขียนยิ่งอยากรู้ว่ามูลนิธิข้าวขวัญ ได้ใช้ประโยชน์ในการนำเอาแนวคิดการจัดการความรู้มาปฏิบัติ อย่างไร ???
พวกเราเดินทางถึงมูลนิธิข้าวขวัญ เวลา 09.00 น. (ถ้าไม่หลงทางคงเร็วกว่านี้) ความรู้สึกแรก คือ บ้านใครกันอยู่กลางทุ่งล้อมรอบไปด้วยบรรยากาศสีเขียวขจีของต้นข้าว ลมเย็น สบายๆ และมันน่านอนมากๆ ถ้าได้ เสื่อปูนอนคงหลับสบายไปเลย แต่ก็ถูกปลุกจากจิตนาการและความขี้เกียจ ด้วยเสียงหวานๆทักทายอย่างเป็นกันเอง ของคุณชมพู่ (สาวน้อยที่เรียกตัวเองว่า หนู กับทุกๆคน) และเชิญชวนให้เราเข้าไปในห้องรับรอง เพื่อต้อนรับพวกเราอย่างเป็นทางการ
คุณชมพู่ เป็นเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมของมูลนิธิข้าวขวัญใครมาดูงานที่นี่ ก็จะเจอคุณชมพู่ ที่จะเป็นคนให้ข้อมูลต่างๆกับพวกเรา คุณชมพู่แนะนำตัวเองและเล่าว่า มูลนิธิข้าวขวัญ ทำงานด้านพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับใช้ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เอื้อต่อสุขภาพมาตั้งแต่ พ.ศ. 2532 เมื่อครั้งยังใช้ชื่อ "ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคม" อยู่ โดยได้ร่วมมือกับชาวนาบางรายพัฒนาเทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วม (Participatory Technology Development - PTD) เช่น การควบคุมศัตรูพืช การปรับปรุงดิน การพัฒนาพันธุ์ข้าว และพืชผักบางชนิด ในขณะเดียวกัน มูลนิธิข้าวขวัญ ในฐานะสมาชิกของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกก็มีบทบาทสนับสนุนเทคโนโลยีการเกษตรต่าง ๆ ให้แก่สมาชิกเครือข่ายฯ ทั้งด้านองค์ความรู้ และการฝึกอบรม ในโครงการนำร่องฯ มูลนิธิฯ ร่วมกับเกษตรกรในโครงการนำร่องฯ ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรด้านต่าง ๆ รวม 5 เรื่อง ตั้งแต่เรื่อง พันธุ์ข้าว พันธุ์ผัก พันธุ์ไม้ผล การควบคุมศัตรูพืช และการปรับปรุงบำรุงดิน อีกทั้งได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการจัดการความรู้เรื่องการทำนาข้าวในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างมูลนิธิข้าวขวัญ (มขข.) และ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) โดย สคส.สนับสนุนทุนและเครื่องมือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เทคนิคและวิธีการเรียนรู้ร่วมกันที่เรียกว่า "การจัดการความรู้" ซึ่งแนวคิดในทางทฤษฎีก็เป็นโมเดลของ สคส. นั่นเอง ในใจผู้เขียนพูดว่า "อืม ไม่เสียเที่ยวนะที่มา"
โครงการส่งเสริมการจัดการความรู้เรื่องการทำนาข้าวในระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน คือ การขยายองค์ความรู้เชิงลึกให้กับเกษตรกรเพื่อการพึ่งพาตนเองเป็นสำคัญ โดยการจัดตั้ง โรงเรียนชาวนา ใช้กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) มาจัดการความรู้ในการทำนาข้าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวนา ได้เรียนรู้ร่วมกันอย่างอิสระ สร้างความรู้และเทคโนโลยีของตนเองซึ่งมีด้วยกัน 3 หลักสูตร
ระดับประถม
จะเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของแมลง โดยทางมูลนิธิจะให้ชาวนาสร้างความรู้จักแมลงแต่ละอย่างที่เจอในนาเสียก่อน วิธีการเรียนรู้ส่วนหนึ่ง ก็จะให้วาดรูปเก็บไว้ แล้วก็ต้องทำความรู้จักทั้งชื่อ รวมทั้งประโยชน์และโทษของแมลงแต่ละชนิด พร้อมทั้งกระบวนการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมต่างๆ ของแมลงที่พบ ในที่สุดชาวนาก็จะเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองว่า "แมลง" ที่พบเห็นในนานั้น ส่วนใหญ่เป็นแมลงที่มีประโยชน์มากกว่าโทษ จากนั้นก็นำมาสู่กระบวนการจัดการ เมื่อได้ทราบว่าในนามีแมลงที่เป็นประโยชน์มากกว่าที่เป็น "ศัตรูพืช" ดังนั้น ถ้ามีการพ่นยาฆ่าแมลง ก็เท่ากับว่า "ฆ่าแมลง" ที่เป็นประโยชน์ให้ตายไปเกือบหมด ซึ่งน่าจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
ระดับมัธยม
จะเรียนรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงบำรุงดิน ซึ่งจะได้เรียนรู้โครงสร้างของดินและวิธีการปรับปรุงดินโดยวิธีธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมี โดยจะให้เรียนรู้ทฤษฏี และลงมือปฏิบัติโดยการให้ชาวนาปลูกพืชในลักษณะ ดิน สภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกัน หลังจากนั้นก็จะทำการติดตามผลและนำมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
ระดับมหาวิทยาลัย
จะเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ในหลักสูตรนี้นักเรียนชาวนาได้เรียนรู้ถึงการคัดเลือกและการเพาะปลูกข้าวจากข้าวกล้อง เพื่อนำไปปลูกเป็นข้าวพันธุ์ต่อไป ในหลักสูตรนี้นักเรียนชาวนาได้เรียนรู้ถึงวิธีการผสมพันธุ์ข้าว เพื่อการพัฒนาข้าวให้ได้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ตามที่ต้องการ
ข้อมูลที่ได้จากคุณชมพู่ ในตอนต้นนั้นเป็นข้อมูลเชิงกลยุทธ์ ในการดำเนินการจัดการความรู้ และต่อมาก็เป็นเทคนิควิธีการในการเข้าไปสู่ชุมชนชาวนา คุณชมพูเล่าถึงความยากลำบากในการเข้าไปปฏิบัติงานครั้งแรก และเล่าถึงเทคนิคของตนเองที่นำไปใช้ ให้ชาวนาเกิดการจัดการความรู้กันอย่างไร ซึ่งประสบการณ์การทำงานของคุณชมพู่ สามารถนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติการจัดการความรู้ได้ดีทีเดียว จากนั้น
ช่วงบ่ายคุณชมพู่ พาพวกเราไปดูนาข้าว ที่คุณชมพู่เราว่าสมาชิกในมูลนิธิเป็นคนช่วยกันปลูกข้าว ดำนา และเก็บเกี่ยวกันเอง นาข้าวที่นี่สูงเกือบท่วมหัวเราเลยค่ะ เหมือนที่คุณพ่อของผู้เขียนเล่าให้ฟังว่าสมัยที่พ่อเป็นเด็ก ๆ ปู่กับย่า ก็ทำนาแบบนี้แหละ ไม่ใช้ปุ๋ย ไม่ใช้สารเคมี แต่ข้าวก็รวงสวยสีเหลือง เมล็ดอวบ กินอร่อยกว่าสมัยนี้ เพราะเมื่อก่อนส่วนใหญ่เขาปลูกข้าวไว้กินกัน มีเหลือถึงแบ่งขาย เดินดูไปก็ได้ข้อมูลจากคุณชมพู่ว่าพวกเรามาช้าไป 10 วัน เพราะเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเพิ่งมีการฝึกอบรมกลุ่มเกษตรกร ที่สนใจพัฒนาองค์ความรู้ในการทำนาอินทรีย์ ไปหมาดๆ อืม!!น่าเสียดายจริงๆ แต่ไหนๆก็มาแล้ว คุณชมพู่ จึงเป็น คลังความรู้ ของเราไปโดยปริยาย
เราได้เดินดูรอบๆมูลนิธิข้าวขวัญ ได้เห็นพื้นที่รอบๆ มูลนิธิซึ่งส่วนใหญ่เป็นแปลงข้าว และส่วนทดลองผสมพันธุ์ข้าว ระหว่างนั้นเพื่อนนิสิต ตั้งคำถามกับคุณชมพู่ว่าพื้นที่ที่ปลูกข้าวรอบๆ มูลนิธิ ก็ปลูกข้าววิธีเดียวกันกับมูลนิธิใช่มั้ย?? เรากลับได้คำตอบจากคุณชมพู่ ว่า "ไม่ค่ะ" ทำให้ผู้เขียนเกิดข้อสงสัย ว่าทำไม?? คุณชมพู่ บอกเหตุผลที่ผู้เขียนพอจะสรุปได้ว่า
1. การเปลี่ยนแปลงให้ชาวนาไม่ใช้ ปุ๋ย หรือ ยาฆ่าแมลงนั้น ให้พวกเขาเลิกปลูกข้าวไปเลยซะดีกว่า เพราะไม่ยอมเสี่ยงเด็ดขาด
2. หลายคน (ชาวนา)คิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่มูลนิธิจะไม่ใช้ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง "แอบใส่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ??ไม่มีใครเห็นนี่"
3. เหตุผลสุดท้าย "กลัว ค่ะ" วิตกกังวลไปหมด
แค่ 3 เหตุผลที่คุณชมพู่เล่าให้เราฟัง ก็พอเข้าใจค่ะว่าสาเหตุที่ชาวนาส่วนใหญ่ไม่เห็นคุณค่าของ การทำนาข้าวในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน นั้นเป็นเพราะอะไร ?? เราเดินทางออกจากมูลนิธิข้าวขวัญหลังจากที่พวกเราได้สรุป และประเมินผลการมาศึกษาดูงานครั้งนี้ เวลาก็ล่วงเลยเกือบ 5 โมงเย็น ได้มีโอกาสไปแวะที่ตลาดร้อยปี (ตลาดสามชุก) ที่นี่เค้าอนุรักษ์ ของเก่าๆ พวก อาหารการกิน ของเล่น ของใช้ ในอดีต ไว้ ให้เราได้ซื้อหา ไปฝากคนทางบ้านกัน ผู้เขียนได้ "เกมบันไดงู" มาฝากเด็กๆ ที่บ้าน เด็กตื่นเต้นกันใหญ่เพราะสมัยไม่มีขายทั่วไปเหมือนเมื่อก่อน การไปศึกษาดูงานครั้งนี้ นอกจากความรู้ที่ได้รับจากทุกคนในมูลนิธิ ยังได้ประสบการณ์และแนวคิด ต่างๆที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน มันคุ้มจริงๆค่ะ
หวัดดีค่ะ
กำลังสนใจการทำนา พ่อ-แม่ ทำนาค่ะ กำลังหาความรู้การทำนาสมัยใหม่ไปใช้ที่บ้านบ้าง