กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง”

(ต่อ)

การประชุมกลุ่มย่อยที่ ๒ เรื่อง สภาพปัญหา ข้อเท็จจริง และสถานการณ์ปัจจุบันการประกอบอาชีพค้าปลีกค้าส่งและการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย 

                                สำหรับในภาคบ่ายในการประชุมกลุ่มย่อยที่ ๒ เรื่อง สภาพปัญหา ข้อเท็จจริง และสถานการณ์ปัจจุบันการประกอบอาชีพค้าปลีกค้าส่งและการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ นายสันติชัย  สารถวัลแพศย์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า เป็นวิทยากร  และดำเนินรายการโดย นายอิฐบูรณ์  อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภคภาคประชาชน  สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

๑. ประเด็นปัญหาและผลกระทบจากการขยายตัวของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่

                                จากข้อมูลของกรมการค้าภายใน พบว่าปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในปัจจุบัน เกิดจาก

                                ๑. ปัญหาความไม่สมดุลของโครงสร้างการประกอบธุรกิจค้าปลีก กล่าวคือ มีการขยายตัวของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และขยายเข้าไปในพื้นที่ระดับตำบลแล้ว

                                ๒. ปัญหาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมเนื่องจากห้างค้าปลีกขนาดใหญ่มีอำนาจการต่อรองสูงกว่า  และมีปัญหาการเอาเปรียบผู้ผลิตโดยกดราคารับซื้อ ทำให้รายเล็กไม่สามารถแข่งขันได้ ดังนั้น  จึงมีความจำเป็นที่ต้องออกกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งเพื่อจัดโครงสร้างให้เหมาะสม และให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม

                                นอกจากนี้ จากการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมอย่างกว้างขวาง ได้พบว่าการขยายตัวของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่นั้น ส่งผลกระทบ ดังนี้

                                ๑. ผลกระทบต่อผู้ผลิต

                                เมื่อห้างค้าปลีกขนาดใหญ่มีอำนาจต่อรองสูง  ทำให้สามารถกดราคารับซื้อสินค้าจากผู้ผลิต และผู้ผลิตไม่มีทางเลือก ไม่มีอำนาจต่อรอง เพราะไม่สามารถขายสินค้าให้ลูกค้าอื่นซึ่งเป็นร้านค้าปลีกรายเล็กที่ปิดกิจการไปแล้ว เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ได้  ผู้ผลิตจึงไปกดราคาสินค้าจากเกษตรกร ส่งผลกระทบกันเป็นทอดๆ  สุดท้ายทำให้เกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม

                                ๒. ผลกระทบต่อร้านค้าปลีกขนาดเล็กหรือโชห่วย 

                                เนื่องจากห้างค้าปลีกขนาดใหญ่     มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ทั้งยังสามารถขายสินค้าในราคาที่ถูกกว่ามาก เพราะใช้อำนาจต่อรองกับผู้ผลิต และการให้ผู้ประกอบการที่มีระดับการแข่งขันที่แตกต่างกันมากอยู่ในที่เดียวกัน ทำให้เกิดความปัญหาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ห้างค้าปลีกขนาดเล็กจึงอยู่ไม่ได้ ต้องปิดกิจการลงในที่สุด

                                . ผลกระทบต่อผู้บริโภค

                                ผู้บริโภคถูกจูงใจด้วยราคาสินค้าบางประเภทที่ถูก แต่การไปซื้อของที่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ซึ่งรวบรวมสินค้าไว้หลายอย่าง (Economy of Scope) และมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่สูง ทำให้ผู้บริโภคบริโภคสินค้าเกินความต้องการ เกิดความต้องการเทียม เกิดอุปสงค์ส่วนเกิน  นอกจากนี้ สินค้าในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ไม่ได้มีราคาถูกทุกประเภท ทำให้ผู้บริโภคอาจต้องซื้อสินค้าราคาสูงกว่าที่อื่นก็ได้

                                ๔. ผลกระทบต่อสังคม 

                                การขยายตัวของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่โดยไม่มีความเหมาะสมนั้น ยังก่อให้เกิดปัญหาสังคมด้วย เนื่องจาก ประโยชน์จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากการตั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่คนกลุ่มเดียว แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้รับประโยชน์ จึงเป็นปัญหาการกระจายรายได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมได้

๒. ประเด็นปัญหาการเลิกกิจการร้านค้าปลีกขนาดเล็กหรือโชห่วย

                                นอกจากปัญหาการขยายตัวของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่โดยไม่มีกฎหมายควบคุมการขยายตัวให้เหมาะสมแล้ว การเลิกกิจการของร้านค้าปลีกขนาดเล็กหรือโชห่วยยังมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย คือ การขาดการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐในการพัฒนาร้านค้าปลีกขนาดเล็กให้มีขีดความสามารถแข่งขันได้ เช่น การไม่ให้ความสนับสนุนเรื่องเงินทุน ไม่อนุญาตให้โชห่วยกู้เนื่องจากไม่มี Bank Statement เรื่องการบริหารจัดการ การจัดสินค้า ความสะอาด มารยาทในการบริการ เป็นต้น ประกอบกับร้านค้าปลีกขนาดเล็กมีปัญหาในการปรับตัวด้วย

. ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับร่างกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

มุมมองของผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดใหญ่

                                ในด้านมุมมองของผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดใหญ่นั้น เห็นว่าไม่ขัดข้องหากจะมีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง โดยมีความเห็นและข้อเสนอแนะดังนี้

                                ๑. กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งต้องมีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งที่ชัดเจนในการอนุญาตประกอบธุรกิจค้าปลีกเพื่อประโยชน์ในทางปฏิบัติ เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... ไม่มีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว แต่ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดแยกประเภทธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งที่ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจ และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งในแต่ละประเภท  ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถวางแผนการลงทุนล่วงหน้าได้ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อมีการวางแผนตั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยสำรวจตลาด พื้นที่ ประชากร และเจรจาตกลงกับคู่ค้าแล้ว คณะกรรมการจะอนุญาตให้ตั้งห้างค้าปลีกหรือไม่ ขณะที่กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน คือ กฎหมายผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคารมีความชัดเจนว่าพื้นที่ใดสามารถตั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ได้หรือไม่ได้ 

                                ๒. ไม่ควรให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

                                ๓. การจัดเขตพื้นที่การประกอบธุรกิจในต่างประเทศที่ห้ามตั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ในเมืองเนื่องจากแหล่งที่พักอาศัยของคนตั้งอยู่นอกเมือง ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่จึงไปตั้งอยู่ชานเมืองได้ ส่วนในเมืองห้ามให้มีแหล่งที่พักอาศัย มีแต่สถานที่ราชการ และสถานที่ประกอบธุรกิจ  ดังนั้น จะนำหลักเกณฑ์การให้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ไปตั้งอยู่นอกเมืองเหมือนต่างประเทศไม่ได้ เพราะสภาพสังคม และวัฒนธรรมต่างกัน

                                ๔. นโยบายการจำกัดเวลาเปิดปิดของกฎหมายต่างประเทศ โดยให้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ปิดทำการเร็วนั้น มีสาเหตุมาจากมีการจ้างเป็นรายชั่วโมง และค่าจ้างทำงานล่วงเวลาสูงมาก ประกอบกับต้องปิดวันอาทิตย์เพื่อให้ไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา  นอกจากนี้ กฎหมายไทยไม่ได้ห้ามการเปิดปิดของร้านเล็ก ซึ่งจะเปิดปิดเมื่อใดก็ได้ จึงเห็นว่าไม่ควรจำกัดเวลาเปิดปิดห้างค้าปลีกขนาดใหญ่

                                ๕. ให้มีการศึกษาปัญหา ผลกระทบ และแนวทางการแก้ไขปัญหาให้รอบคอบก่อน   ไม่ควรรีบเสนอกฎหมายให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา

มุมมองของผู้ค้าส่ง

                                การมีห้างธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ในประเทศไทยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าส่งรุนแรงเช่นในสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลให้ธุรกิจค้าส่งลดลงถึงร้อยละ ๔๗ โดยจากข้อมูลของผู้ค้าส่งรายใหญ่ของไทยรายหนึ่งพบว่าในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา จำนวนลูกค้าเดิมซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกรายย่อยไม่ได้ลดลง เพราะฉะนั้น ธุรกิจค้าส่งจึงไม่ได้ ตายสนิท ดังเช่นรายงานศึกษาวิจัยกรณีผลกระทบของ Wal Mart ของสหรัฐอเมริกา  นอกจากนี้ การมีรูปแบบธุรกิจค้าปลีกที่หลากหลายยังทำให้เกิดความตื่นตัวและปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมด้วย

                                สำหรับข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... นั้น เห็นว่า

                                ๑. วัตถุประสงค์ของการมีกฎหมาย คือ ให้ร้านค้าปลีกรายเล็กสามารถแข่งขันได้       แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้บัญญัติมาตรการควบคุมการขยายสาขาห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เป็นคู่แข่งของร้านค้าปลีกขนาดเล็ก  นอกจากนี้ ควรมีบทบัญญัติเพิ่มศักยภาพร้านค้าปลีกรายย่อยให้แข่งขันได้ นอกเหนือจากการควบคุมการขยายสาขาของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่

                                ๒. การประกอบธุรกิจค้าปลีกนั้นไม่ได้มีเพียงผู้ประกอบการเท่านั้น ยังมีผู้เกี่ยวข้องอื่นด้วย คือ ผู้ผลิต แต่ร่างกฎหมายนี้ ไม่ได้มีบทบัญญัติที่กล่าวถึงผู้ผลิต พฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ต่อผู้ผลิต และไม่มีการคุ้มครองผู้ผลิตเลย

                                ๓.ไม่ควรมีบทลงโทษทางอาญา เนื่องจากการประกอบธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ไม่ใช่อาชญากรรม

                                ๔. รัฐต้องขจัดความไม่มั่นใจของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการแก้ปัญหาของรัฐ เนื่องจากห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ถูกมองว่าเป็นผู้ร้าย และทำให้ความไม่สบายใจแก่ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ ดังนั้น รัฐต้องทำลายกำแพงความไม่ไว้วางใจของทุกฝ่ายเพื่อให้ร่วมมือกันแก้ปัญหา

                                ๕. ต้องบังคับใช้กฎหมายนี้กับผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ทุกราย ไม่ใช่จำกัดเฉพาะ ๔ รายเท่านั้น เพราะในต่างจังหวัดก็มีผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกที่มีลักษณะเป็นห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เช่นกัน

๔. ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วมการประชุมในการแก้ปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง

                                ๑. ร่างกฎหมายขาดแนวทางการพัฒนาร้านค้าปลีกขนาดเล็กให้มีความสามารถแข่งขันได้

                                ๒. ควรมีตัวแทนของผู้บริโภคเป็นกรรมการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งมากกว่า ที่บัญญัติไว้ในร่าง

                                ๓. การรับกระแสโลกาภิวัฒน์ของไทยนั้น รับมาเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยไม่มี Check and Balance เช่นเรื่อง Corporate Social Responsibility (CSR) ซึ่งถูกพิจารณาว่าเป็นเรื่องการกุศล แต่จริงๆ แล้วมีองค์ประกอบเรื่องการค้าที่เป็นธรรมด้วย  ดังนั้น ต้องพิจารณาให้ครบทุกองค์ประกอบ

 

**********************************

                                                                                                         จบการสัมมนา

สุชาอร นครไทยภูมิ นิติกร

ครองภาคย์ ศุขรัตน์ นิติกร

อัครพงษ์ เวชยานนท์

สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย