กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

สรุปสาระสำคัญในการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน

เรื่อง กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

วันอังคารที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๐๘.๐๐-๑๖.๓๐ น.

 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่นกรุงเทพมหานคร

............................................................

 

                                คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้จัดให้มีการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียหรือ    ผู้อยู่ใต้บังคับกฎหมาย (Focus Group) ว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง วิเคราะห์ถึงปัญหาและทิศทางการแก้ไขปัญหาการค้าปลีกค้าส่งของประเทศในปัจจุบันและอนาคต และนำข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวไปใช้ประกอบการพิจารณาเสนอความเห็นแก่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... ให้เหมาะสมต่อไป เมื่อวันอังคารที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่นกรุงเทพมหานคร

 

ผู้เข้าร่วมการสัมมนาประกอบด้วย ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม (โชห่วย) นักวิชาการ บุคลากรจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนผู้บริโภค รวมประมาณ ๑๘๐ คน  การประชุมสัมมนาแบ่งออกเป็นภาคเช้าและภาคบ่ายโดยในภาคบ่ายได้แบ่งการประชุมออกเป็น ๒ กลุ่มย่อย

 

ผู้เข้าร่วมการสัมมนามีความเห็นไปในทิศทางที่ควรจะมีกฎหมายควบคุมการขยายตัวของห้างค้าปลีกค้าส่งในพื้นที่ และเงื่อนไขการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการค้าที่เสรี เป็นธรรม ป้องกันการผูกขาด คุ้มครองผู้บริโภค ภายใต้ความเป็นธรรม ที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน สังคม วัฒนธรรมของประเทศ โดยใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.๒๕๔๒ พระราชบัญญัติราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.๒๕๔๒ พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.๒๕๔๐และกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองมาพิจารณาก่อนด้วยวิธีบริหารจัดการหรือประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมีระบบที่ดี  และเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... ยังมีข้อบกพร่องที่ต้องปรับปรุงให้เหมาะสม เช่น อำนาจการตัดสินใจให้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ตั้งในเขตเมืองหรือชุมชนควรเป็นสิทธิของชุมชนนั้น ๆ เนื่องจากศักยภาพในการตัดสินใจของนักการเมืองท้องถิ่นยังอ่อนแอและมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล  นอกจากนี้ ไม่ควรกำหนดให้ร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษในทางอาญา เป็นต้น  รวมถึงทุกภาคส่วนในสังคมจะต้องมีส่วนช่วยในการผลักดันให้เกิดพัฒนาการด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทและหน้าที่ของผู้บริโภคแต่ละคนที่จะต้องมีความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ด้วย  ทั้งนี้ ตามประเด็นอภิปรายและข้อเสนอของผู้เข้าร่วมประชุมโดยสรุป ดังนี้

 

ภาคเช้า

                                ศาสตราจารย์ คณิต  ณ นคร  ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้กล่าวเปิดการสัมมนา  ในการสัมมนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้อภิปราย เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. ....  ได้แก่

                                ๑. นายยรรยง  พวงราช                                        อธิบดีกรมการค้าภายใน

                               ๒. ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร                                     ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา
                                                                                                                 ประเทศไทย

                              ๓. นางพยงค์  หาญพัฒนนันท์                           ผู้อำนวยการกองควบคุมทางผังเมือง
                                                                                                                 สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร

                                ๔. นางสุวรรณา  อัศวเรืองชัย                             กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

ดำเนินรายการโดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ) สิทธิโชค  ศรีเจริญ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

                                 “ข้อคิดเกี่ยวกับกฎหมายค้าปลีกค้าส่งไทย” โดย ดร.นิพนธ์  พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

                                ผลกระทบจากการตั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ต่อชุมชนนั้นมีทั้งผลกระทบทางบวกและทางลบ ดังเช่น กรณี Super Center ของ Wal Mart ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการศึกษาวิจัยผลกระทบจากการตั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ต่อชุมชน โดยเมื่อพิจารณาผลกระทบทางบวกนั้น พบว่าผู้บริโภคได้ประโยชน์จากราคาสินค้าที่ถูกลง ประหยัดเวลา เนื่องจากห้างมีสินค้าทุกอย่าง และทำให้มูลค่าค้าปลีกเพิ่มขึ้น  นอกจากนี้ ยังทำให้งบโฆษณาสูงขึ้นอีกด้วย แต่การตั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ก็มีผลกระทบด้านลบ คือ ทำให้ธุรกิจค้าปลีกบางประเภทหดตัวลง เกิดอำนาจผูกขาดในเมืองที่ไม่มีคู่แข่ง ธุรกิจขนาดเล็กเลิกกิจการ รัฐเก็บภาษีได้น้อยลง และต้องช่วยเหลือด้านสวัสดิการให้ลูกจ้างของ Wal Mart เนื่องจาก   ได้ค่าจ้างและสวัสดิการต่ำ รวมทั้งมีผลกระทบต่อการจราจรและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมีผลต่อวิถีชีวิตของชุมชนเมือง เกิดการสูญเสียเอกลักษณ์ของชุมชนด้วย เมื่อพิจารณาชั่งน้ำหนักถึงผลดีผลเสียของการตั้งธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่แล้ว สังคมเห็นว่าควรควบคุมธุรกิจค้าปลีก แม้ว่าการควบคุมดังกล่าวเป็นการจำกัดเสรีภาพของการทำธุรกิจ แต่ผลกระทบต่อสังคมอาจมีความสำคัญมากกว่า

                                เมื่อพิจารณากฎหมายและมาตรการควบคุมการตั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ของต่างประเทศ ได้พบว่า มีมาตรการควบคุมโดยการจำกัดและควบคุมที่ตั้งและขนาดของร้าน ควบคุมรูปแบบอาคาร เพื่อให้มีความงดงามและรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ ควบคุมวันและเวลาในการเปิดและปิดห้าง ดูแลพฤติกรรมการแข่งขันไม่ให้มีการผูกขาด  ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจกำหนดมาตรการควบคุมนั้นเป็นรูปแบบของคณะกรรมาธิการที่มาจากการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองจำกัดเสรีภาพในการทำธุรกิจ และแต่ละชุมชนมีความต้องการพัฒนาที่แตกต่างกัน

                                อย่างไรก็ตาม การควบคุมการตั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ก็มีผลกระทบเช่นกัน ซึ่งเมื่อพิจารณาผลต่อการจ้างงานก็ได้ข้อสรุปที่ไม่ชัดเจนว่ามีการจ้างงานลดลงหรือไม่ เนื่องจากงานศึกษาวิจัยในยุโรปพบว่ามีการจ้างงานลดลง ขณะที่การจ้างงานในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น  นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่า การจำกัดการตั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ชานเมืองในอังกฤษ ทำให้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ปรับขนาดให้เล็กลงเป็นห้างขนาดเล็ก (Express) ซึ่งสร้างความเสียหายต่อร้านโชห่วยรุนแรงมากขึ้นและทำให้การจ้างงานในตลาดค้าปลีกลดลงมาก และยังส่งผลต่อการเลิกกิจการของร้านค้าปลีกอิสระและโชห่วย ทั้งยังไม่เป็นผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกด้วย

                                ในประเด็นรูปแบบการต่อสู้ระหว่างฝ่ายต่อต้านและฝ่ายสนับสนุนห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกานั้น มีรูปแบบการต่อสู้ทั้งในระดับการตัดสินใจของคณะกรรมาธิการของเมืองโดยพิจารณาเปรียบเทียบผลการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม   การต่อสู้ในทางการเมือง โดยใช้เงินและการรณรงค์สนันสนุนการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฝ่ายของตน การลงประชามติเพื่อกลับมติของคณะกรรมาธิการของเมือง การพึ่งอำนาจศาลฟ้องร้องกระบวนการพิจารณาของกรรมาธิการที่ไม่สมบูรณ์ การใช้สื่อต่อสู้เรื่องความไม่ชอบธรรมของนักการเมือง และการต่อสู้ด้านวิชาการเพื่อพัฒนาผู้ค้ารายย่อย  จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าสหรัฐอเมริกามีกลไกที่ใช้บริหารจัดการความขัดแย้งเพื่อแก้ปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง

                                นอกจากนี้ ดร.นิพนธ์ฯ ได้เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายค้าปลีกค้าส่งของไทย โดยสามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

                                ๑. หลักการของร่างกฎหมายไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่มุ่งแก้ไขปัญหาการขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ แต่กลับให้อำนาจคณะกรรมการในการควบคุมธุรกิจทั้งหมดอย่างกว้างขวาง     และเห็นว่าคณะกรรมการควรมีอำนาจปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น ไม่ควรให้คณะกรรมการเป็น             ผู้กำหนดนโยบายเนื่องจากนโยบายเป็นเรื่องการเมือง และร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพทางธุรกิจ จึงต้องอาศัยอำนาจทางการเมืองเป็นหลัก ไม่ใช่ให้อำนาจแก่คณะกรรมการซึ่งเป็นข้าราชการและนักวิชาการ  นอกจากนี้ ร่างกฎหมายจะไปจำกัดการโอนกิจการไปให้ผู้อื่นไม่ได้

                                ๒. ร่างกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งมีปัญหาความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบัน ทั้งกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร

                                ๓. การตัดสินใจให้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ตั้งในเมืองหรือชุมชนหรือไม่นั้นควรเป็นสิทธิของชุมชนนั้น ๆ ไม่ใช่สิทธิของส่วนกลาง เนื่องจากความต้องการและการพัฒนาของแต่ละชุมชนมีความแตกต่างกัน  ดังนั้น อำนาจการตัดสินใจจึงไม่ควรอยู่ที่ส่วนกลาง  อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าศักยภาพในการตัดสินใจของนักการเมืองท้องถิ่นยังอ่อนแอและมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล

                                ๔. การขยายตัวของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ไม่ใช่อาชญากรรม  ดังนั้น การใช้อำนาจควบคุมต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ทางธุรกิจกับต้นทุนทางสังคม และต้องมีหลักเกณฑ์สำหรับการตัดสินใจของคณะกรรมการที่ชัดเจน โดยต้องมีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) ซึ่งหมายรวมถึงสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม ให้คณะกรรมการใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจ

                                ๕. การใช้อำนาจตัดสินใจต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วย

                                ๖. การใช้อำนาจควบคุมห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ไม่ใช่การคุ้มครองธุรกิจรายเล็ก แต่เป็นการเปิดพื้นที่และโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถแข่งขันและพึ่งตัวเองได้

                                ๗. ร่างกฎหมายต้องกำหนดนโยบาย หลักการ และเกณฑ์การควบคุมการตั้งห้างค้าปลีกให้ละเอียดและชัดเจน อย่างเช่นกฎหมายล้มละลาย เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ ไม่ต้องตีความ

                                ๘. หลักเกณฑ์ที่จะกำหนดขึ้นต้องประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกา

                                ๙. ประเด็นคณะกรรมการกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่งนั้น มีข้อเสนอแนะ 2 แนวทาง คือ

                                                                (ก) มีคณะกรรมการระดับจังหวัดเป็นผู้ตัดสินใจออกใบอนุญาต และคณะกรรมการกลางระดับชาติวางหลักเกณฑ์และติดตามประเมินผลกระทบของกฎหมายในภาพรวม หรือ

                                                                (ข) มีคณะกรรมการชุดเดียวแต่มีอนุกรรมการระดับจังหวัดทำหน้าที่พิจารณาการขออนุญาต แต่แนวทางนี้อาจมีปัญหาการสรรหาบุคคลเป็นอนุกรรมการระดับจังหวัด

                                ๑๐. ด้านคุณสมบัติ และองค์ประกอบคณะกรรมการ มีข้อเสนอแนะ คือ

                                                                - คณะกรรมการต้องไม่ใช่นักธุรกิจที่มีส่วนได้เสีย หรือครอบครัวมีธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง

                                                                - กรรมการหรืออนุกรรมการระดับจังหวัดควรเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ร่วมกับข้าราชการและนักวิชาการ

                                                                - กรรมการควรมีผู้มีอำนวยการสำนักผังเมืองรวมอยู่ด้วย

                                                                - หากคณะกรรมการหรืออนุกรรมการตัดสินใจไม่ได้อาจจัดให้มีการทำประชามติของชุมชน

                                                                - หากประชาชนไม่เห็นด้วยกับมติของกรรมการสามารถนำเรื่องฟ้องศาลได้

                                สรุปได้ว่า ปัญหาความขัดแย้งและการต่อสู้ระหว่างธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่กับธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กเป็นปัญหาที่ทุกประเทศประสบ อย่างเช่นกรณีของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น มีประวัติการต่อสู้ที่ยาวนานนับร้อยปี และมีกลไกที่ใช้แก้ปัญหาความขัดแย้งที่ชัดเจน แต่ปัญหาความขัดแย้งของประเทศไทยเพิ่งประทุขึ้นในช่วงระยะเวลาเพียง ๑๐ ปี จึงมีความรุนแรงมากกว่า ประกอบกับประเทศไทยไม่มีวิธีบริหารจัดการความขัดแย้ง  ดังนั้น จึงต้องมีหลักเกณฑ์หรือกลไกที่ใช้แก้ปัญหาดังกล่าว  โดยการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และการควบคุมการตั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่นั้นต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีผลเสียของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกับผลกระทบต่อสภาพสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงต้นทุนทางสังคมอื่นๆ ด้วย

 

                                (มีต่อ)