กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง”

(ต่อ)

ความจำเป็น  และหลักการสำคัญในกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง โดย นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน

                                ธุรกิจค้าปลีกเป็นธุรกิจที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากมีมูลค่าสูงถึง ๑.๒ ล้านล้านบาท ซึ่งสูงเป็นอันดับ ๒ ของประเทศ รองจากธุรกิจส่งออก และมีแรงงานในภาคธุรกิจค้าปลีกถึง ๖ แสนคน คิดเป็นร้อยละ ๑๖ ของแรงงานในประเทศ ทั้งยังเป็นกลไกตลาดที่สำคัญที่สุดของการค้าภายในประเทศ และเป็นแหล่งกระจายสินค้าที่สำคัญ รวมทั้งราคาสินค้ามีผลกระทบต่อดัชนีราคาผู้บริโภคด้วย ธุรกิจค้าปลีกจึงมีความสำคัญทั้งขนาดและผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ  แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง มีแต่เพียงกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าซึ่งมีผลใช้บังคับได้ม่นานเช่นกัน  นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีสาขาห้างค้าปลีกขนาดใหญ่มากที่สุดในโลก ประมาณ ๖๑๕ สาขา โดยมีจำนวนสาขามากกว่าจีน ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรสูงกว่าประเทศไทยมาก และในประเทศญี่ปุ่นก็มีกฎหมายค้าปลีกที่ดูแลเรื่องการตั้ง Department Store มานานแล้ว  ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเพื่อใช้ดูแลการประกอบธุรกิจดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม ขณะที่ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งบังคับใช้ กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการแก้ปัญหา ได้แก่

                                ๑. บังคับใช้ตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง และกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร

                                ๒. ใช้กฎหมายว่าด้วยการควบคุมราคาสินค้าและบริการกำหนดเป็นธุรกิจควบคุม และกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการปฏิบัติทางการค้า

                                ๓. ใช้กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนพาณิชย์กำหนดให้จดทะเบียนร้านค้าปลีกค้าส่ง

                                ๔. ใช้กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าดูแลพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรม

                                . บังคับใช้ตามกฎหมายว่าด้วยคลังสินค้า ไซโล ห้องเย็น

                                ปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเมื่อพิจารณาในแง่โครงสร้างตลาดแล้ว ต้องมีโครงสร้างที่เหมาะสม ทั้งขนาด รูปแบบ และจำนวน           แต่สถานการณ์ในขณะนี้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งกฎหมายของไทยไม่มีระบบจัดการที่ดี ทำให้ไม่ทราบจำนวนร้านค้าปลีกขนาดเล็กหรือโชห่วย ที่ถูกต้อง ซึ่งปัญหานี้อาจแก้โดยใช้กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนพาณิชย์มาควบคุม  นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความไม่เข้าในในปรัชญาความคิดเรื่องการค้าเสรีกับการไม่มีกฎเกณฑ์มาควบคุม ซึ่งเห็นว่าหากต้องการให้มีการค้าเสรีที่สุดนั้น ต้องมีกฎเกณฑ์มากที่สุดด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกรายสามารถแข่งขันกันได้อย่างเสรีและเป็นธรรม

                                                ในด้านเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. ....     มีหลักการที่สำคัญ คือ

                                ๑. ต้องการให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม โดยจัดเขตพื้นที่ (Zoning)           ให้โครงสร้างตลาดมีความถูกต้อง และสมดุล เพราะหากปล่อยให้ธุรกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่แตกต่างกันมากไปรวมอยู่ในที่เดียวกัน จะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น เช่น การให้      Hyper Mart ตั้งในเมือง ก็จะกระทบโชห่วย  โดยในร่างกฎหมายดังกล่าวให้คณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งกำหนดประเภทธุรกิจ และพื้นที่ในการอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ เพื่อให้ทุกรายสามารถแข่งขันกันได้ และร่างกฎหมายนี้ควบคุมธุรกิจค้าปลีกบางประเภท คือ Discount Store เท่านั้นไม่ได้รวมธุรกิจค้าปลีกทุกประเภท

                                ๒. ไม่มีจุดประสงค์ต่อต้านการค้าเสรีและทุนต่างชาติ  กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งเพียงแต่จัดรูปแบบการประกอบธุรกิจให้เหมาะสม และไม่ให้ทำลายธุรกิจของไทยรวดเร็วเกินไป ไม่ได้สกัดทุนต่างชาติ และเรื่องทุนต่างชาติอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 

                                                สรุปได้ว่าร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... ไม่ขัดหรือต่อต้านการค้าเสรีและการลงทุนของต่างประเทศ แต่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการค้าเสรีที่สมบูรณ์ ไม่ให้มีปัญหาเรื่องโครงสร้าง โดยหน้าที่ของรัฐคือจัดโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกให้เหมาะสม ดูแลพฤติกรรมผู้บริโภคและพัฒนาค้าปลีกแบบดั้งเดิมให้ดีขึ้น

(มีต่อ)