(ต่อ)
“เงื่อนไขการอนุญาตให้ประกอบธุรกิจค้าปลีกในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร” โดย นางพยงค์ หาญพัฒนนันท์ ผู้อำนวยการกองควบคุมทางผังเมือง สำนักผังเมืองกรุงเทพมหานคร
การพิจารณาอนุญาตให้ผู้ประกอบการประกอบธุรกิจค้าปลีกในเขตกรุงเทพมหานคร สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร ใช้เกณฑ์การพิจารณาจากข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร แต่ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครไม่ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครกำหนดเพียงที่ตั้ง เพื่อการบริการชุมชนและอาคารเท่านั้น ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาหรือควบคุมการขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ดังนั้น หากเป็นเรื่องการประกอบธุรกิจแล้วควรนำร่างกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งมาพิจารณาแก้ไขปัญหา เนื่องจากจะสามารถแก้ปัญหา ช่วยเหลือธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิม มีเหลักเกณฑ์ควบคุมห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ และคุ้มครองผู้บริโภคได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ที่มีกฎหมายอื่นควบคุมอยู่ทั้งกฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร และข้อบัญญัติท้องถิ่น ควรกำหนดหลักเกณฑ์ พื้นที่ในร่างกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งให้สอดคล้องกับกฎหมายดังกล่าวข้างต้นด้วย
“มุมมองของการคุ้มครองผู้บริโภคในปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง” โดย นางสุวรรณา อัศวเรืองชัย กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
ผู้บริโภคเป็นคนกลางและเป็นผู้ตัดสินปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการห้างค้าปลีกขนาดใหญ่กับค้าปลีกแบบดั้งเดิม เนื่องจากอำนาจตัดสินใจอยู่ที่ผู้บริโภค และในมิติของการคุ้มครองผู้บริโภคก็มิได้พิจารณาแค่เรื่องราคาที่ถูกกว่าหรือบริการที่ถูกใจเท่านั้น แต่เป็นการบริโภคโดยความพึงพอใจของคนในสังคม และให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ เนื่องจากการซื้อของที่ราคาถูกกว่า บริการดี มีความสะดวกมากกว่าอาจต้องเห็นเพื่อนบ้านซึ่งเป็นคนในชุมชนที่ประกอบอาชีพค้าปลีกดั้งเดิมต้องตกงาน ดังนั้น การทำความเข้าใจกับผู้บริโภคถึงปัญหา และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่จึงเป็นเรื่องสำคัญ
ผลกระทบของการขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ทำให้การพึ่งตัวเองได้ในสังคมไทย เช่น การค้าขายโดยใช้ทุนต่ำ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจชุมชนล่มสลาย ทำให้คนที่จะประสบปัญหาวิกฤตครั้งใหม่ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ โดยในอดีต เมื่อตกงานแล้วยังสามารถกลับไปค้าขายที่บ้านได้ แต่ขณะนี้ ค้าปลีกดั้งเดิมทั้งโชวห่วย ตลาดสด ลดลงเป็นจำนวนมาก ทำให้เมื่อคนตกงานในเมือง กลับไปภูมิลำเนาแล้วต้องพบว่าครอบครัวก็ตกงาน ปิดกิจการไปแล้วเช่นกัน อีกทั้งไม่มีความสามารถที่จะแข่งขันกับห้างค้าปลีกสมัยใหม่ได้อีกด้วย
เมื่อเศรษฐกิจชุมชนอ่อนแอ ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ต้องเป็นภาระสังคม และภาษีของประเทศที่ต้องดูแลคนตกงานเหล่านี้ ดังนั้น ผู้บริโภคควรทำความเข้าใจผลกระทบเหล่านี้ด้วย
นอกจากนี้ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ยังทำลายเศรษฐกิจครัวเรือนและส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค กระตุ้นการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย และสินค้า House Brand ยังเอาเปรียบผู้ผลิตสินค้า หรือ supplier รวมทั้งการเก็บภาษีของสาขาห้างค้าปลีกขนาดใหญ่แล้วส่งเงินภาษีเข้าส่วนกลางทำให้ชุมชนไม่ได้ประโยชน์จากการตั้งสาขาของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ในชุมชนนั้นๆ เลย
นางสุวรรณาฯ ได้ให้เสนอความคิดเห็นในการแก้ปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง สรุปดังนี้
๑. ร่างกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งควรมีบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน คือคุ้มครองสิทธิในการดำรงชีวิต ไม่ปล่อยให้ผู้ประกอบการรายใดมีอำนาจผูกขาด ต้องให้โอกาสทุกคนดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วย โดยเห็นว่าหากเศรษฐกิจชุมชนไม่ดี จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ จึงควรต้องปกป้องคุ้มครองค้าปลีกแบบดั้งเดิมก่อน จนกว่าจะแข็งแรงขึ้น
๒. ควรมีการพัฒนาและสนับสนุนธุรกิจค้าปลีกรายเล็ก เช่น อำนวยความสะดวกเรื่องการจราจร ดูแลเรื่องความสะอาด ส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพ ประสิทธิภาพให้รายย่อยแข่งขันได้
๓. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนโดยให้มีการทำประชาพิจารณ์ในแต่ละชุมชนและประเมินความต้องการห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เนื่องจากในแต่ละชุมชนมีความต้องการและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
สรุปได้ว่าการมีกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเป็นสิ่งจำเป็น และกฎหมายดังกล่าวต้องทำให้ทุกคนในสังคมสามารถอยู่รอดได้
ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ในเรื่องการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง โดยสามารถสรุปประเด็นอภิปรายได้ ดังนี้
๑. ผลกระทบของการมีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งกับ การลงทุนในประเทศ
มีความกังวลว่ากฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งจะเป็นการกีดกันการลงทุนในประเทศ ต่อประเด็นนี้ วิทยากรให้ความเห็นว่ากฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งไม่ได้กีดกันทุนต่างชาติ แต่เป็นการจัดเขตพื้นที่ประกอบธุรกิจค้าปลีกให้มีความเหมาะสม และให้เกิดการค้าเสรีและการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น และเมื่อพิจารณาประเด็นการส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติควรพิจารณาว่าทุนที่ประเทศไทยต้องการคืออะไร ต้องการตัวเงิน หรือเทคโนโลยี และควรนำจุดแข็งของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ คือ logistic มาพัฒนาค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชวห่วยให้ดีขึ้น
๒. การมีกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์การจัดเขตพื้นที่การประกอบธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ชัดเจน
มีความเห็นว่าควรเร่งออกกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์การจัดเขตพื้นที่การประกอบธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ เพื่อควบคุมการขยายสาขาให้เหมาะสม และคำนึงถึงผลกระทบเรื่องการจราจร สิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชนที่อยู่ในเขตที่ตั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เนื่องจากปัจจุบันไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุมที่ชัดเจนทำให้บางจังหวัดมีห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในทำเลเดียวกัน ก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด และมลพิษทางอากาศ
นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวต้องมีหลักการบริหารจัดการโดยคำนึงถึงด้านสังคม เศรษฐกิจ และผู้บริโภค อีกทั้งหลักเกณฑ์ในการควบคุมการตั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ควรพิจารณาเรื่องต่อไปนี้ด้วย
- ต้องควบคุมไม่ให้มีการขายต่ำกว่าทุน
- หากห้างค้าปลีกขนาดใหญ่จะลดขนาดพื้นที่ประกอบธุรกิจให้เล็กลง ต้องจดทะเบียนอีกครั้ง
- ต้องคำนึงเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ(Corporate Social Responsibility: CSR)กล่าวคือ ให้ทุกภาคส่วนของสังคมอยู่ร่วมกันได้ไม่ใช่เพียงปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น
- ปัญหาธรรมาภิบาล วินัยของนักการเมือง ต้องมีบทลงโทษนักการเมืองด้วย
- ต้องแยกการเสียภาษีของแต่ละสาขา ไม่ให้นำมาคิดฐานภาษีรวมกัน
- ต้องมีกติกาการแข่งขันระหว่างทุนใหญ่ ทุนเล็กที่ชัดเจน
- ควรให้มีคณะกรรมการระดับจังหวัด แต่ไม่ควรห้ามให้ผู้แทนจากสภาหอการค้า หรือสภาอุตสาหกรรมเป็นกรรมการ เนื่องจากเป็นผู้ประกอบการจริง รู้ข้อเท็จจริง และเป็นที่ยอมรับ
- ไม่ควรให้นักการเมืองท้องถิ่น และนักวิชาการเป็นคณะกรรมการ เพราะมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และอาจไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งอย่างแท้จริง
- ต้องนำข้อมูลจริงที่ได้จากการทำประชาพิจารณ์มาประกอบการพิจารณา ไม่ใช่นำเสนอเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนเท่านั้น
(มีต่อ)