กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

(ต่อ)

ภาคบ่าย

                        การประชุมกลุ่มย่อยที่ ๑ เรื่อง การพัฒนากฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง 

                                สำหรับในภาคบ่ายในการประชุมกลุ่มย่อยที่ ๑ เรื่อง การพัฒนากฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง  ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่

๑.       นายธานินทร์ ผะเอม                                   ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  และ

อนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค

๒.     รองศาสตราจารย์ ดร. ศักดา ธนิตกุล        รองคณบดีคณะนิติศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดำเนินรายการโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค     สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย ได้กล่าวนำถึงสภาพปัญหา และวิกฤตการณ์    ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยแบบดั้งเดิมหรือโชห่วย ซึ่งนับวันจะยิ่งสูญหายไปจากสังคมไทย และจะขอพูดในเรื่องประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเหล่านี้

 

พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม: ปัญหาที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจค้าปลีกหรือ ค้าส่ง โดย นายธานินทร์ ผะเอมที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   และอนุกรรมการพัฒนากฎหมาย  ว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๐ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศไว้ ๕ ข้อ คือ

- ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทย

- ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมเป็นฐานที่มั่นคงของประเทศ

- ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและยั่งยืน

- ยุทธศาสตร์การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและคุณภาพสิ่งแวดล้อม          

                                - ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศ

โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวมุ่งพัฒนาการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคการเมือง ภาคเอกชน สถาบันต่างๆ และภาคชุมชนและประชาชน  เพื่อเป้าหมายหลักคือพัฒนาคนให้มีคุณภาพ พร้อมคุณธรรมครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้  เสริมสร้างเศรษฐกิจให้มีคุณภาพเสถียรภาพ และเป็นธรรม ดำรงความหลากหลายทางชีวภาพสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม และพัฒนาระบบบริหารจัดการประเทศให้เกิดธรรมาภิบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอัน                         มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

                                ในส่วนของยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจใน ๒๐ ปีต่อจากนี้ มุ่งพัฒนาให้ประเทศเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ฐานการผลิต การค้า การลงทุน รวมทั้งการขนส่ง และพลังงาน ในอนุภูมิภาค โดยเชื่อมโยงกับพื้นที่ภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

๑. ภาคการผลิต  มุ่งผลักดันภาคการเกษตรเป็นฐานของการผลิตและเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตอื่นๆ สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

๒. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค  จะต้องมีบทบาทเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจใน    อนุภูมิภาค ผ่านการให้ความช่วยเหลือต่างๆ และขยายการลงทุนสู่อนุภูมิภาค

๓. เมือง ชนบท และพื้นที่เศรษฐกิจ  พัฒนาพื้นที่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน         มีความยั่งยืน และเสริมสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขของสังคมไทย  รวมทั้งมีความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่เศรษฐกิจต่างๆ อย่างมีบูรณาการ 

๔. พลังงาน  พัฒนาแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในระดับประเทศพัฒนาแล้ว

๕.โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์  เชื่อมโยงเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานและ          โลจิสติกส์ ให้เพียงพอต่อการปรับโครงสร้างภาคการผลิต และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในส่วนของภาคการผลิตจะอาศัยกฎหมายเป็นส่วนช่วยในการพัฒนาโดยการพัฒนา ปรับปรุง และแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับต่างๆที่มีอยู่แล้ว  หรือมีความจำเป็นต้องจัดทำขึ้นใหม่  โดยเฉพาะภาคธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง เป็นส่วนสำคัญของภาคการผลิต  เห็นได้จากรายได้จากการค้าปลีกค้าส่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ ๑๔ ของ GDP ปี ๒๕๕๐  และมีมูลค่าเป็นอันดับสองรองจากภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น  ในส่วนการจ้างงาน ภาคธุรกิจค้าปลีกค้าส่งก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ     ๖ ล้านคนหรือร้อยละ ๑๖ ของการจ้างงานรวมในประเทศ  นอกจากนี้ ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งยังมีความสำคัญในด้านอื่นๆ เช่น เป็นแหล่งระบายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชมของท้องถิ่นต่าง      ทั่วประเทศ  สร้างการฝึกและพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ฯลฯ

จากความสำคัญของธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจึงเห็นความสำคัญในการปรับปรุงโครงสร้าง และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจดังกล่าว เพื่อให้เกิดการพัฒนาไปในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม โดยสามารถแบ่งปัญหาออกเป็นสองด้านด้วยกัน  ได้แก่ ปัญหาด้านโครงสร้างซึ่งการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของร้านค้าสมัยใหม่ (Modern Trade) โครงสร้างตลาดไม่เหมาะสมและไม่สมดุล และปัญหาด้านพฤติกรรมการแข่งขันที่ไม่มีความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อย (โชห่วย) และผู้ประกอบธุรกิจในลักษณะเดียวกันรายอื่น

ในการพิจารณาปัญหาเหล่านี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นว่าควรพิจารณาทั้งระบบ ไม่ใช่แค่มุ่งแก้ไขเฉพาะปัญหาโชห่วยเท่านั้น โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแล และควบคุมให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม มีเครื่องมือที่จะจัดการปัญหาอยู่สองสิ่งคือ งบประมาณ และกฎหมาย

ในส่วนของกฎหมาย ได้เสนอแนวคิดในการใช้กฎหมายแก้ไขปัญหาการค้าปลีกค้าส่งโดยรัฐต้องเร่งรัดการพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายโดยเร่งด่วนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หรือเร่งรัดหรือทบทวนการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันในการแก้ไขปัญหาธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง  กำหนดแนวทางและมาตรการในการบังคับใช้กฎหมายของท้องถิ่นในการยื่นขออนุญาตขอเปิดกิจการ Modern Trade และควรพิจารณากำหนดบทบาทของกฎหมายดังกล่าวให้ดีว่าจะให้กฎหมายว่าด้วยการนี้เป็น Regulator หรือ Protector หรือ Promoter  หรือหากจะต้องมีการผสมผสานควรจะเป็นไปในลักษณะใด  ทั้งยังต้องรับฟังความต้องการของชุมชนในแต่ละแห่งซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งทางกายภาพ สังคม และวัฒนธรรมด้วย 

(มีต่อ)