เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนการสอน และกระตุ้นให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหันมาใส่ใจกับการมอบ "โอกาสครั้งที่สอง" แก่เด็ก ๆ ที่ก้าวพลาดเหล่านั้น ณ วันนี้ กล้วยไม้ที่เอรินปลูกเลี้ยงด้วยหัวใจเติบโตงดงามขึ้นทีละน้อย และเชื่อว่าโลกจะงดงามต่อไป

             

             ความเป็นส่วนตัวของแต่ละคนแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับบริบทในครอบครัว สังคม และวิสัยทัศน์ของแต่ละคนด้วย  ความเป็นส่วนตัวของฉันค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับคนใกล้เคียง  ฉันชอบอ่านหนังสือ  ทุกชนิดและอ่านการ์ตูนด้วย การ์ตูนที่โปรดปานก็เป็นเรื่องที่เขียนโดยเอาะ จากการอ่านหนังสือหลายเล่ม แต่ละเล่มให้ความรู้ แนวคิดได้มากมาย เมื่อรู้อะไรก็ปรารถนาที่จะให้คนอื่นๆ รู้ด้วย  ส่วนความเป็นสาระขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลอีกเช่นกัน วันนี้ได้อ่านหลายเรื่องทุกเรื่องมีความหมายต่อความเป็นชีวิต จึงเลือกนำมาฝากเพื่อน ๆ ไว้ในบันทึกนี้  1 เรื่อง

         "นักเขียนเพื่ออิสรภาพ" โดย Violet : แน่นอนว่า เอริน  กรูเวลล์ ไม่รู้จักบทประพันธ์ข้างต้นและไม่มีงานอดิเรกเป็นการปลูกกล้วยไม้  แต่เธอได้รู้ว่างานปลุกปั้นเด็กแต่ละคนนั้นยากเย็นแค่ไหน 

         ฤดูใบไม้ผลิปี 1994  เอรินเริ่มงานสอนครั้งแรกที่วูดโรว์ วิลสัน ไฮสกูล  แคลิฟอเนียร์ ห้อง 203 ที่เธอรับผิดชอบประกอบด้วยเด็กอายุราว 14 - 15 ปีหลายเชื้อชาติเช่นแอฟริกัน อเมริกัน -อเมริกัน ละตินอเมริกัน กัมพูชา เวียตนาม และอเมริกัน เด็ก ๆ จะจับกลุ่มกันเป็นแก้งตามเชื้อชาติ  หลายคนเคยอยู่ในสถานกักกัน ครอบครัวแตกแยก  พกอาวุธ  เสพยา  และถูกผู้ใหญ่ตราหน้าว่า "เหลือขอจนหมดทางสอน" ทุก ๆ วันที่เดินออกจากโรงเรียนพวกเขาจะต้องเจอกับคู่อริที่พร้อมจะหยุดปัญหาด้วยลูกกระสุน 

        เอรินสอนอะไรต่อมิอะไรอย่างที่ครูประจำวิชาการภาษาอังกฤษควรสอน  แม้จะไม่ค่อยมีใครตั้งใจฟัง  แล้ววันหนึ่งความอดทนของเธอก็สิ้นสุดลง  เมื่อเด็ก ๆ พากันส่งกระดาษวาดภาพล้อเลียนเพื่อนที่เป็นคนผิวดำทั่วห้องอย่างสนุกสนาน  เธอเล่าด้วยเสียงปวดร้าวว่า นาซีก็ได้ใช้วิธีการเผยแพร่ภาพชาวยิวที่มีจมูกงองุ้มเพื่อสร้างความเกลียดชังก่อนที่จะนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวผู้บริสุทธิ์นับล้าน  เอรินช็อกมากขึ้นเมื่อนักเรียนเกือบทั้งห้องไม่รู้จักว่า "การล้างเผ่าพันธุ์คืออะไร" ทั้งที่ทุกคนยอมรับว่าเคยถูกไล่ยิง 

         หลังจากวันนั้นเอรินพยายามหาวิธีใหม่ ๆ นอกกรอบมาสอนเด็ก ๆ เช่นเล่นเกม ที่ให้พวกเขาค่อย ๆ เข้าใจว่าแม้คนเราจะแตกต่างกัน  แต่ก็มีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน  เอรินใช้เงินส่วนตัวพาเด็ก ๆ ไปทัศนศึกษาที่ Museum Tolerance  ซึ่งแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์  เธอเชิญชาวยิวที่รอดชีวิตมาดินเน่อร์ร่วมกับเด็ก ๆ และบอกให้ทุกคนเขียนไดอารี่ทุกวัน โดยที่เธอจะไม่อ่านถ้าเด็ก ๆ ไม่อนุญาต  ส่วนใครที่อยากให้อ่านก็เพียงนำมาใส่ไว้ในล็อกเกอร์  เธอมีกุญแจคอยเปิดปิด

              เอรินทำงานพิเศษเป็นพนักงานต้อนรับในโรงแรมและเป็นพนักงานขายในห้างสรรพสินค้า  เพื่อหาเงินมาซื้อหนังสือให้เด็ก ๆ อ่าน  เนื่องจากโรงเรียนไม่อนุญาตให้เด็ก ๆ ห้อง 203 ยืมหนังสือ  เธอเลือกหนังสือที่เป็นเรื่องจริง ชีวิตจริงเกี่ยวกับชีวิตของเด็กวัยรุ่นที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงเช่นเรื่องของ "บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์" 

            เมื่อเวลาผ่านไป  ลูกศิษย์ที่เคยบาดหมางก็หันมารักและสนใจกันมากขึ้น  ห้องเรียน 203 กลายเป็นบ้านหลังที่สองของพวกเขา  อย่างไรก็ตามเพื่อนครูคนอื่นกลับเห็นว่าเธอคือตัวปัญหา  ซ้ำร้ายไปกว่านั้น  สามีที่เคยรักกันก็ขอหย่า เขาให้เหตุผลว่า.."นี่มันเป็นชีวิตที่ผมไม่ได้เลือก"...

           ในที่สุดเอรินและเด็กห้อง 203 ร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม Freedom Writer  (นักเขียนเพื่ออิสรภาพ) เผยแพร่เรื่องราวของไดอารี่ลงสู่ Internet  โดยหวังว่าข้อเขียนเหล่านี้จะเป็นกำลังใจให้แก่เด็กคนอื่นที่ประสบปัญหาคล้ายคลึงกันได้เชื่อเหมือนพวกเขาว่า.."ไม่ว่าอดีตจะเป็นเช่นไร  ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นคนดีได้" 

            ต่อมาเรื่องราวทั้งหมดได้รับการตีพิมพ์ในชื่อ  The Freedom Writer Dairy" เอรินนำรายได้จากการขายหนังสือก่อตั้งมูลนิธินักเขียนเพื่อสันติภาพในปี 1999  เอรินในฐานะประธานของมูลนิธิต้องเดินทางไปแสดงปาฐกถาตามโรงเรียน  หน่วยงานของรัฐ สถานกักกัน  และบริษัทหลายแห่งทั่งสหรัฐอเมริกา  เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนการสอน และกระตุ้นให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหันมาใส่ใจกับการมอบ "โอกาสครั้งที่สอง" แก่เด็ก ๆ ที่ก้าวพลาดเหล่านั้น  ณ วันนี้  กล้วยไม้ที่เอรินปลูกเลี้ยงด้วยหัวใจเติบโตงดงามขึ้นทีละน้อย และเชื่อว่าโลกจะงดงามต่อไป

Secret :  ปีที่ 1 ฉบับที่ 09 10 พฤศจิกายน 2551 หน้า57