ย้อนรอย.....ความทรงจำที่มิอาจลืม


บ้าน...จากใจสู่ใจ คือสายใยแห่งครอบครัว โรงพยาบาล Caring....สู่ Bonding

 

 

                เรื่องที่พี่จุดจะเล่าต่อไปนี้ เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของพี่จุดที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นอย่างจู่โจมแทบจะตั้งตัวไม่ทัน

.......... ไม่คิดว่าจะต้องเป็นตัวพี่จุดที่จะเป็นผู้เผชิญกับเหตุการณ์ตามลำพังในช่วงแรก

.......... ไม่คิดว่าจะต้องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างแดน.....(เมืองจีน)

.......... ไม่คิดว่าในชั่วพริบตาจากบรรยากาศความสนุกสนาน เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะจะกลายเป็นความเศร้าโศก เสียงร่ำไห้และนองไปด้วยน้ำตา

.......... เรารับมือกับมันได้อย่างไร

.......... แม้จะไม่มีใครอยากฟังข่าวร้าย

.......... แต่ในชีวิตของคนเราสักวันหนึ่งคงจะมีโอกาสได้ยินข่าวร้ายอย่างหนีไม่พ้น

.......... พี่จุดจึงอยากจะเล่าประสบการณ์ให้ทุกคนที่มีโอกาสอ่านได้ทราบเพื่อเข้าใจถึงความรู้สึกของผู้ที่สูญเสีย พี่สาว แม้เป็นเพียงพี่ แต่ด้วยครอบครัวของเรา  เตี่ยและแม่ได้เลี้ยงดูและสอนให้พี่ ๆ น้อง ๆ รู้จักรัก  รู้จักดูแลซึ่งกันและกัน  โดยเฉพาะพี่คนโตจะได้รับมอบหมายให้ดูแลน้อง ๆ ต่อ ๆ กันไป  การจากไปของพี่จึงไม่ต่างกับการจากไปของ แม่ของน้อง ๆ ทุกคน

 

เรื่องที่พี่จุดเล่า จึงเป็นเรื่องเล่าที่ยาวพอสมควร  เพราะพี่จุดไม่ใช่นักเขียนที่จะสามารถถ่ายทอดความรู้สึกเป็นตัวหนังสือเพียง 12 หน้า  แต่จะเขียนเล่าตามเหตุการณ์จริง  เพื่อผู้ที่มีโอกาสเปิดอ่านจะได้นำไปประมวลใช้ในการดูแลและช่วยเหลือผู้ป่วย ญาติ เสมือนหนึ่งคือญาติของเราเอง 

 

ภูมิหลัง

เตี่ยพี่จุดมีเมีย (แม่ใหญ่) อยู่ที่เมืองจีนก่อนจะมาเมืองไทยเพื่อสร้างฐานะครอบครัวให้ดีขึ้นกว่าเดิม และได้แม่เป็นเมียคนที่สอง แม่มีลูกคนแรกเป็นผู้ชาย คนที่สองเป็นผู้หญิง คนที่สามเป็นผู้ชาย คนที่สี่เป็นผู้ชาย เตี่ยจึงส่งลูกชายทั้งสามไปอยู่ที่เมืองจีนกับแม่ใหญ่ ด้วยความคาดหวังว่า เมื่อสร้างฐานะได้ดีแล้วจะพาแม่เมืองไทยไปอยู่กับลูกและแม่ใหญ่ที่เมืองจีน ซึ่งขณะนั้นลูกชายทั้งสามอายุได้เพียง  9 ขวบ 5 ขวบ และ 3 ขวบ ตามลำดับ เหลือลูกสาวอายุ 7 ขวบ (พี่อมรรัตน์) อยู่เมืองไทย หลังจากนั้นแม่ก็มีลูกเพิ่มอีก 4 คน โดยลูก 4 คนหลังไม่มีโอกาสได้รู้จักหรือเห็นหน้าพี่ ๆ เลยตั้งแต่เกิด  ในปี 2523  เตี่ยได้เสียชีวิตโดยไม่มีโอกาสเจอลูกๆที่เมืองจีนเลยตั้งแต่ส่งลูกไป และในปี 2531 พี่ชายที่เมืองจีนจึงมีโอกาสกลับมาเมืองไทยเป็นครั้งแรก   แม้เราจะไม่เคยรู้จักเห็นหน้ากันมาก่อน  แต่ด้วยสายสัมพันธ์เลือดเดียวกันก็ทำให้พี่น้องโผเข้ากอดกันได้อย่างสนิทแนบแน่นเสมือนแม่เหล็ก ที่พี่น้องขั้วเมืองจีน มาพบกับพี่น้องขั้วเมืองไทย

 

ก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

เมื่อเดือนมิถุนายน 2551 พี่ชายที่นครศรีธรรมราชได้เอ่ยปากชวนพี่จุดเพื่อไปเยี่ยมพี่ชายและญาติ ๆ ที่เมืองกวางเจา  ด้วยต้องการให้พี่และน้อง ๆ ที่เมืองไทยเห็นสภาพความเป็นอยู่ของพี่ชายที่เมืองจีน  จากเดิมที่มีความเป็นอยู่ลำบากเนื่องจากลัทธิสังคมนิยมของประเทศจีน  แต่ปัจจุบันสภาพความเป็นอยู่ของพี่ดีขึ้นมาก  เพื่อพี่และน้องๆ จากเมืองไทยจะได้สบายใจ  คลายความกังวล  ไม่ต้องเป็นห่วงพี่และน้องที่เมืองจีนอีกต่อไป พี่จุดจึงตอบตกลงทันที เราจึงแบ่งหน้าที่กันเพื่อชวนพี่และน้องอีก 2 คน ที่อยู่สงขลาและกรุงเทพฯ ไปด้วยกัน ขาดน้องสาวอีก 1 คน ที่อยู่อเมริกา ไม่อย่างนั้นเราพี่น้อง 7 คน ที่เหลืออยู่ คงได้พบกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา (พี่ชายคนที่ 2 เสียชีวิตแล้ว)ในที่สุดเรา 4 คนพี่น้องได้เดินทางไปกวางเจาในวันที่ 16  กรกฎาคม 2551  เวลาประมาณ  22.00 น.  ถึงกวางเจาประมาณเที่ยงคืน   และในวันที่ 17 กรกฎาคม 2551 เวลาประมาณ 18.30 น. พวกเราได้นัดพบรวมญาติกันกว่า 40 ชีวิต  บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ การหยอกเย้า บางคนเคยเจอกันหลายต่อหลายครั้ง แต่บางคนก็เพิ่งจะเจอกันครั้งแรก เป็นภาพที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขของพวกเราทุก ๆ คน โดยเฉพาะพี่อมรรัตน์และพี่ชายคนโตที่อยู่เมืองจีน ซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวแทนเตี่ยและแม่ที่เสียชีวิตแล้ว   คืนนั้นกว่าจะได้กลับโรงแรมพักผ่อนก็ประมาณ 24.00 น.

 

ช็อคในเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

                คืนนั้นเมื่อกลับถึงโรงแรม เราพี่น้อง 4 คนก็แยกย้ายกันเข้าห้องพักที่อยู่ติดกัน พี่จุดและพี่อมรรัตน์พักด้วยกัน เราสองคนคุยกันกระหนุงกระหนิงตามประสาผู้หญิงด้วยความรู้สึกที่สดชื่น เพราะมีโอกาสได้มาเจอพี่ชายและญาติของเตี่ย ระหว่างคุยพี่อมรรัตน์นั่งม้วนผมและเช็ดหน้าด้วยครีมล้างหน้า พร้อมบอกให้พี่จุดอาบน้ำก่อน  เมื่อพี่จุดอาบน้ำเสร็จก็บอกให้พี่อมรรัตน์อาบน้ำต่อ ตัวพี่จุดเองก็นั่งม้วนผมเพื่อเตรียมตัวสวยในวันรุ่งขึ้น ขณะที่นั่งม้วนผมก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรหล่นที่พื้น  นึกในใจไม่น่าจะมีอะไรหล่น  เพราะสภาพในห้องพักพื้นปูด้วยพรมยกเว้นห้องน้ำ  แต่มันมีเสียงแน่นอน  แล้วเป็นเสียงอะไรล่ะ เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงตะโกนถามพี่อมรรัตน์ว่า

..................เจ๊  อะไรหล่นเหรอ

..................เงียบ.....ไม่มีเสียงตอบ

..................งั้นคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น

..................แต่ความรู้สึกบอกไม่ถูก เหมือนมีอะไรดลใจให้พี่จุดลุกขึ้นเดินไปที่ห้องน้ำ ภาพที่เห็นใจหายวาบ ประตูห้องน้ำเปิด พี่อมรรัตน์อยู่ในสภาพนอนหงาย มือยังถือฝักบัวอาบน้ำ สายน้ำจากฝักบัวไหลเป็นสายฉีดที่หน้าของพี่  พี่จุดรีบถลาเข้าหาพี่อมรรัตน์ มือหนึ่งเอื้อมไปปิดก๊อกน้ำ อีกมือหนึ่งเขย่าตัวพี่พร้อมเรียกชื่อ.....พี่ไม่ตอบ มีแต่เสียงครืดคราดในคอ พี่จุดรีบจับพี่อมรรัตน์ตะแคงหน้า จับชีพจร ฟังเสียงหัวใจ แต่ไม่พบ จึงรีบปั้มหัวใจและเป่าลมที่ปากให้ทันที ช่วยสักพัก.....ถ้ามัวช่วยอยู่คนเดียวไม่ดีแน่ ต้องรีบนำพี่อมรรัตน์ไปโรงพยาบาล เมื่อคิดได้ดังนั้น    พี่จุดจึงวิ่งไปหาพี่ชายและน้องชายซึ่งพักอยู่ห้องใกล้เคียง มือทุบประตูโดยเร็วและแรงชนิดไม่ยั้ง ไม่เกรงใจห้องข้างเคียง ปากก็ตะโกนเรียกพี่ชาย เมื่อได้ยินเสียงตอบก็ตะโกนบอกต่อว่า พี่อมรรัตน์ล้มในห้องน้ำ ช่วยหน่อยเร็ว แล้วพี่จุดรีบวิ่งกลับไปที่ห้องเพื่อปั๊มหัวใจพี่อมรรัตน์ต่อ

 

เมื่อพี่และน้องเข้ามาในห้อง พี่จุดได้ยินเสียงทั้งคู่พูดว่า เจ๊เป็นอะไร......จุด  เจ๊เป็นอะไร  พี่จุดไม่ตอบบอกให้น้องช่วยปั๊มหัวใจและให้พี่ชายโทรศัพท์หาพี่ชายคนโตเพื่อช่วยตามแพทย์ก่อน แล้วพี่จุดก็ช่วยเป่าลมหายใจให้พี่อมรรัตน์ต่อ ระหว่างที่ปั๊มได้ยินเสียงน้องชายถามว่าพี่อมรรัตน์มีโอกาสรอดไหม พี่จุดก็ไม่ตอบ บอกให้น้องปั้มต่อไปเรื่อย ๆ อย่าหยุด  เราช่วยกันสักพักหนึ่ง ไม่ทราบว่าใช้เวลานานเท่าไร เมื่อหมอมาถึง หมอปั๊มหัวใจต่อ พี่จุดช่วยบีบเครื่องช่วยหายใจชนิดใช้มือบีบ (ambu) ให้ ส่วนพยาบาลรีบให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด ติดเครื่องตรวจคลื่นหัวใจ และให้ยากระตุ้นหัวใจ  แต่อาการของพี่อมรรัตน์ไม่ตอบสนองต่อการช่วยดังกล่าว หมอจึงใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ(diffibilator) ระหว่างที่หมอใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ พี่จุด เดินออกจากห้องเพื่อมาอยู่ที่ห้องพักพี่ชาย หัวสมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก มันเกิดอะไรขึ้น  เพียงอึดใจเดียวจากบรรยากาศแห่งความสุข สดชื่น กลับแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกเศร้าสลดได้อย่างไร  เสมือนมันเกิด  สึนามิในครอบครัวของพี่จุด  น้ำตาเริ่มไหลริน  ปล่อยโฮ   ตัวสั่นคลอนด้วยเสียงสะอื้นอย่างไม่รู้สึกตัว พี่ชายที่อยู่เมืองจีนทั้งสองคนเข้ามาโอบกอด สักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงพนักงานโรงแรมเข้ามาบอกว่าหมอต้องการพบ  สิ่งที่หมอบอกพวกเราคือ............หมอขอแสดงความเสียใจด้วย..........ณ เวลานั้นคือ 01.40 น. ของวันที่ 18 ก.ค.2551

 

เหลือแต่ร่าง.....ให้ดูแล

                เมื่อหมอวินิจฉัยว่า พี่อมรรัตน์เสียชีวิตแล้ว พี่จุดก็เริ่มทำหน้าที่ต่อ บอกพี่ชายให้ช่วยถามพี่ชายที่เมืองจีนว่า จะขอสำลี ผ้าก๊อส เพื่อปิดทวารต่าง ๆ ของร่างพี่อมรรัตน์ได้ที่ไหน และจะติดต่อทางโรงพยาบาลเพื่อฝากร่างของพี่ได้อย่างไร แต่คำตอบที่ได้คือ ไม่มีสำลี ผ้าก๊อสให้ เดี๋ยวตำรวจจะนำร่างพี่อมรรัตน์ไปฝากไว้ที่สุสานของเทศบาลเมืองกวางเจา ที่นั่นจะมีเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดและฉีดยาให้ พี่จุดจึงทำความสะอาด แต่งตัว และแต่งหน้าให้พี่อมรรัตน์  เป็นการดูแลและปรนนิบัติพี่สาวเป็นครั้งสุดท้าย  ขณะทำน้ำตาก็ไหลรินไม่ขาดสาย  หาคำตอบไม่ได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร  เพราะอะไร  ได้แต่กอดร่างพี่อมรรัตน์ไว้  ร่ำไห้  และเอ่ยปากขอโทษที่มิอาจช่วยชีวิตพี่ไว้ได้ พร้อมก้มกราบเพื่อขอขมา ขออโหสิกรรมเป็นครั้งสุดท้าย และบอกให้พี่ชายทุกคนพร้อมน้องชายกราบขอขมาพี่อมรรัตน์ด้วย  ก่อนให้เจ้าหน้าที่รับร่างพี่สาวไป

 

พนักงานโรงแรมผู้เมตตา

                ช่วงระหว่างเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในห้องพักของโรงแรม  ผู้ที่คอยช่วยเหลือพวกเราอยู่ห่าง ๆ ตลอดเวลา คือ พนักงานโรงแรม  เขาจะเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลตามสถานการณ์  เช่น  ช่วงที่พี่จุดออกจากห้องที่หมอช่วยพี่สาวมาที่ห้องพักพี่ชาย สังเกตเห็นพนักงานโรงแรมคนหนึ่งยืนด้วยอาการสำรวม พร้อมที่จะคอยให้ความช่วยเหลือ เมื่อพี่จุดล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ พนักงานก็ยื่นกล่องกระดาษเพื่อให้พี่จุดใช้เช็ดหน้า หลังจากนั้นเขาก็ยื่นขวดน้ำให้  พี่จุดรับพร้อมกล่าวคำขอบคุณ  เขาโน้มกายพร้อมกับศีรษะเพื่อน้อมรับคำขอบคุณนั้น

                และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนำเปลมารับร่างของพี่สาวเพื่อส่งฝากที่สุสานของเทศบาล พนักงานโรงแรมคนนี้ก็ได้เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ห่อร่างและยกร่างของพี่สาวนอนที่เปลด้วยความสุภาพ

                ก่อนที่ตำรวจจะนำพี่จุด พี่ชาย และน้องชาย ไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ พี่จุดได้มอบเงินให้พนักงานโรงแรมด้วยความขอบคุณ แต่พนักงานกลับโบกมือและพูดภาษาจีน ปฏิเสธการรับเงิน พร้อมบอกพวกเราว่าเขาจะจัดห้องพักใหม่ให้ทั้งสองห้อง พวกเรากล่าวขอบคุณ เขาก้มคำนับก่อนขอตัวจากไป รุ่งเช้าพี่จุดเจอพนักงานโรงแรมคนเดิมอีก เมื่อเขาเห็นเรา เขาโค้งคำนับให้ พร้อมส่งสายตาซึ่งพี่จุดรับรู้ได้ว่าเขาแสดงความเสียใจและเห็นใจเรา เมื่อเราขอใช้บริการโทรศัพท์ โทรสาร เพื่อติดต่อญาติทางเมืองไทยและบริษัทประกัน พนักงานโรงแรมก็ให้ความร่วมมือและคอยช่วยอำนวยความสะดวกต่าง ๆ การช่วยเหลือครั้งนี้ช่วยให้พี่จุดรู้สึกไม่เครียดมากรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งในน้ำใจของพนักงานโรงแรมไม่ว่าจะเป็นเวรกลางคืนหรือเวรเช้า พี่จุดเห็นถึงการให้บริการของพนักงานโรงแรมเมืองกวางเจาที่แสดงถึงการให้บริการด้วยใจที่อบอุ่น ไม่ต่างจากการดูแลของพยาบาลในเมืองไทย  ขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณผู้จัดการและพนักงานทุกท่านที่มีส่วนช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกด้วยค่ะ  ขออานิสงค์ครั้งนี้ช่วยส่งผลให้บุคคลเหล่านั้นพบแต่ความสุข  ความเจริญ  ความก้าวหน้าในการงานตลอดไปนะคะ

 

 

 

หลัก SPIKES: การบอกข่าวร้าย

ตามหลักทฤษฏีการบอกข่าวร้าย ได้แก่

S = Setting                          หมายถึง มีห้องเฉพาะที่เป็นสัดส่วน สิ่งแวดล้อมที่เงียบสงบ ผู้แจ้งข่าวร้ายควรเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการดูแลรักษาและพูดจาด้วยความสุภาพ นุ่มนวล เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและญาติพูดบ้าง

P = Perception                   หมายถึง มีการประเมินการรับรู้ มุมมองของผู้ป่วยและญาติก่อนบอก พร้อม

                                                ตอบสนองต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้น

I = Information                 หมายถึง การให้ข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งควรเป็นการสื่อสาร 2 ทาง ทั้งระหว่างผู้ให้ข้อมูลและผู้รับข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เห็นอกเห็นใจ

K = Knowledge                 ควรมีการถามความรู้ ความเข้าใจว่าเข้าใจอย่างไร เพื่อความถูกต้อง ชัดเจน ลดความขัดแย้ง

E = Empathy                      ควรมีพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงความรู้สึกเห็นใจ เมตตา เมื่อผู้รับข่าวร้าย มีปฏิกิริยาต่อทีมสุขภาพ หรือคนรอบข้าง

S = Strategy & Summaryการบอกถึงแผนการดูแลรักษาที่ชัดเจนว่า ทีมสุขภาพจะทำอะไรต่อไป ตลอดจนแผนการรักษา

                                         ต่อไปจะเป็นอย่างไร

 

แต่สำหรับการรับรู้ข่าวร้ายของพี่จุด เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการคาดการณ์มาก่อน มันเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยพี่จุดเป็นผู้เผชิญเหตุการณ์นั้นตามลำพังในช่วงแรก ไม่มีผู้บอกข่าวร้าย ไม่มีการบอกหรือส่งสัญญาณให้รู้ล่วงหน้า ด้วยสภาพยามคับขันขณะนั้น พี่จุดใช้เวลาไม่กี่วินาทีในการตั้งสติไม่ให้ร้อนรนไปตามเหตุการณ์ ความมีสติจึงช่วยให้พี่จุดทำการช่วยเหลือพี่อมรรัตน์ตามหลักพื้นฐานของการช่วยฟื้นคืนชีพ

 

จากเหตุการณ์จู่โจมต่อหน้าต่อตา นอกจากไม่เปิดโอกาสให้พี่จุดได้เตรียมตัวเตรียมใจแล้ว  พี่จุดกลับต้องทำหน้าที่เป็นผู้บอกข่าวร้ายแก่หลานอีกด้วย ณ เวลานั้นพี่จุดได้ประเมินว่าจะบอกเมื่อไหร่  การบอกเวลานี้กับการรอบอกหลานวันรุ่งขึ้นจะมีผลแตกต่างกันอย่างไร พร้อมคาดการณ์ว่าหลานจะรู้สึกอย่างไร  เมื่อคิดอย่างรอบคอบแล้วจึงตัดสินใจโทรศัพท์บอกหลานทันที  เมื่อหลานรับโทรศัพท์ คำแรกที่หลานพูดเมื่อรู้ว่าพี่จุดเป็นคนโทรศัพท์คือ เกิดอะไรขึ้นกับแม่หรือ…..” ดังนั้นการเลือกบอก ณ ช่วงเวลาประมาณ 03.00 น. จึงเสมือนเป็นการเกริ่นข่าวร้ายแก่ผู้รับโทรศัพท์

 

ตำรวจสอบสวน

                เมื่อพี่สาวเสียชีวิต  ตำรวจก็ได้เข้ามาซักถามเหตุการณ์ บันทึกคำให้การ และถ่ายภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน (พี่จุดคาดเดาว่าทางโรงแรมคงเป็นผู้แจ้งให้ทางตำรวจทราบ)จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็นำร่างพี่สาวไปฝากไว้ที่สุสานของเทศบาลเมืองกวางเจา  และนำพี่จุด  พี่ชาย  และน้องชายไปสอบสวนที่สถานีตำรวจต่อพร้อมบันทึกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์  จากนั้นทางตำรวจได้ให้พี่จุดลงนามคำให้การหลังจากเขาให้หลานช่วยแปลเป็นไทยให้ฟัง พี่จุดได้ขอสำเนาคำให้การนี้ เพื่อว่าอาจจะต้องใช้เมื่อกลับถึงเมืองไทย (ใช้กับบริษัทประกัน) แต่ทางตำรวจปฏิเสธการให้ แม้ว่าพี่จุดจะพยายามชี้แจงอย่างไรก็ตาม  กว่าจะสอบสวนเสร็จก็ประมาณ 05.00 น.

 

คำอาลัยจากพี่และน้อง ๆ

                ในงานพระราชทานเพลิงศพของพี่อมรรัตน์  น้องชายได้เขียนคำไว้อาลัยตอนหนึ่งความว่า ช่วงปลายชีวิตของเตี่ย.....เตี่ยได้บอกพี่อมรรัตน์หลายต่อหลายครั้งว่า ถ้าเป็นไปได้อยากจะเลือกแผ่นดินเกิดของเตี่ยเป็นสถานที่ที่จะจากพวกเราไป แต่ด้วยอุปสรรคด้านสุขภาพของเตี่ยเอง จึงไม่สามารถทำตามจุดประสงค์นี้ได้ อาจด้วยคำมั่นสัญญาและแรงกตัญญูที่มีต่อเตี่ย พี่อมรรัตน์จึงได้เลือกเมืองจีนเป็นสถานที่ที่จะจากพวกเราไปทดแทน เป็นการจากไปท่ามกลางพี่ ๆ น้อง ๆ ทั้ง 5 คน ที่พยายามจะยื้อชีวิตของพี่อมรรัตน์ให้อยู่กับเรานาน ๆ เป็นการจากไปท่ามกลางอีกกว่า 40 ชีวิต ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำตาของความสุขในวันแรกและน้ำตาของความอาลัยรักในวันสุดท้าย  คำกล่าวนี้ช่วยให้พวกเรา พี่และน้อง ๆ มีความรู้สึกที่ดีขึ้นเมื่อคิดว่าพี่อมรรัตน์เลือกที่จะจากไปอย่างสงบที่เมืองจีนดังคำกล่าวของน้อง 

นอกจากนี้พี่ชายที่เมืองจีน ได้เขียนบรรยายความรู้สึกที่มีต่อน้องสาวด้วยภาษาจีน โดยพี่ชายที่เมืองไทยได้ช่วยสะท้อนความรู้สึกเป็นภาษาไทยความว่า

 

ประเทศจีน-ไทย แม้ห่างไกลนับพันลี้

                                ก็มิอาจ ปิดกั้นสายสัมพันธ์ แห่งน้องพี่

                                70 ปี แห่งความระลึกถึง เพิ่งบรรลุเป้าหมายที่กวางเจา

                                เสมือนหนึ่งพบกันเพื่อจากลา

                                จากท้องทะเลกลายเป็นท้องนา สุขกลายเป็นทุกข์

                                ไม่นึกว่าในพริบตา จะเป็นการจากกันชั่วนิรันดร์

                                มันเกิดขึ้นได้อย่างไร..........

                                เขียนด้วยความรู้สึกจากใจทั้งน้ำตา ที่มิอาจปิดกั้นความเศร้าโศกในจิตใจ

                                ได้แต่หวังว่าอนาคตคนรุ่นหลัง จะสร้างครอบครัวให้รุ่งเรืองก้าวไกลต่อไป

 

อ่านขึ้นมาคราใด หัวใจรู้สึกเต้นแรง น้ำตาคลอเบ้าทุกครั้ง แม้คำพูดสั้น ๆ เพียงแค่ไม่กี่ประโยค แต่ความหมายได้สะท้อนให้เห็นภาพความรู้สึกและความสัมพันธ์ของพี่เมืองจีนที่มีต่อพี่อมรรัตน์อย่างลึกซึ้ง

 

                สุดท้ายนี้ ขอให้ดวงจิตวิญญาณของพี่อมรรัตน์ (แม่ของน้อง ๆ ) ไปสู่สุคติในสัมปรายภพด้วยเทอญ

                พบกันใหม่ฉบับหน้าเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการเมื่อคนไทยเสียชีวิตในจีน และต้องการนำศพกลับประเทศ

หมายเลขบันทึก: 221999เขียนเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2008 11:53 น. ()แก้ไขเมื่อ 5 มิถุนายน 2012 10:50 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (9)

วันเวลาผ่านมา คงเหลือคือความดี

ความอาลัย ที่ร้อยเรียงเป็นคำพูดก็ยากยิ่ง

 ใจส่งใจถึงพี่ ๆ พี่น้อง ร้อยวลี

อยู่ในนี้ ในดวงจิต ที่พิศงาม

ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ มันเป็นไปตามที่ฟ้าลิขิต

ยังแต่เราใครเล่าจะบอกได้

วันเวลา วันใด เล่ามิอาจเดา

ได้แต่เฝ้าถามวัน วันไหนเธอ

ขอบคุณนะคะ ยังมีความรู้เรื่องมาแบ่งปัน

หลัก SPIKES: การบอกข่าวร้าย 

 

 

ความตายอยู่ใกล้เราแค่เอื้อมค่ะ..เสียใจด้วยจริงๆ

บันทึกต่อนะคะจะตามมาอ่านค่ะ

ขอแสดงความไว้อาลัยด้วยนะคะ

จากบันทึกยังได้บทเรียน ขอบคุณมาก ๆ คะ

ขอแสดงความอาลัย ต่อ หมออมรรัตน์ ด้วยครับ อมรรัตน์กับผมเรียนหนังสือห้องเดียวกันที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๑ - ๒๕๐๓

วิจารณ์

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับพี่จุดด้วยนะคะ และขอขอบพระคุณพี่จุดเป็นอย่างยิ่งที่นำเรื่องนี้มาถ่ายทอดให้ได้อ่าน ซาบซึ้งใจกับเรื่องราวในครอบครัวใหญ่ของพี่จุด ที่ความรักความตั้งใจของเตี่ยได้รับการสานต่อจากลูกหลานเป็นอย่างดี ประทับใจกับความรัก ความผุกพันของพี่น้องทั้ง 7 คนเป็นอย่างมาก

ขอบคุณมากๆค่ะ และอยากจะบอกพี่จุดว่า พี่จุดเป็นนักเขียน นักถ่ายทอดที่ยอดเยี่ยมมากๆค่ะ

  • สวัสดีค่ะ พี่จุด
  • ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ

เสียใจด้วยนะคะ เข้ามาอ่านหลายครั้งแล้วค่ะ

พี่จุดเขียนถ่ายทอดได้เยี่ยมยอดมากค่ะ

ได้ความรู้ และได้ความรักด้วยค่ะ

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี