· ไม่เข้าใจวันนี้.. ก็ไม่เป็นไร หวังแต่ว่า.. คุณจะเข้าใจ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง “

ในชีวิตการทำงาน ฉันเปรียบตัวเองเหมือนลูกคนกลาง

ที่เขาเปรียบว่า ลูกคนกลางมักต้องทำตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่น 

จึงต้องพยายามทำตัวทำตามความต้องการของคนอื่น

หรือทำให้คนรอบ ๆ ข้างมีความสุขจนเกินขอบเขต 

หากไม่เป็นดังที่คาดไว้ จึงมักจะลงโทษตัวเอง หรือมองตัวเองในแง่ลบเสมอ 

ลูกคนกลางมักจะเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ทำชีวิตแบบเรียบง่ายไร้คลื่น

รักความสงบ (แต่ก็รบไม่ขาด....มีคนเขาบอก)  

จะเป็นมิตรกับคนรอบข้างเสมอ  จะเป็นนักฟังที่ดี

มีความตั้งใจอย่างจริงจังที่จะให้คนอื่นมีความสุข 

……..

ฉันเปรียบตัวเองเป็นเชื่อมระหว่างพี่คนโตกว่าฉันหลาย ๆ คน  (หัวหน้างาน/หัวหน้าหน่วย) กับน้อง ๆ คนเล็ก(เพื่อนร่วมงาน) ที่ยังต้องก้าวที่จะให้ทันพี่คนกลางและพี่คนโต  ต้องการความเป็นเพื่อน ความรัก โอกาสที่จะเรียนรู้ที่จะอยู่กับพี่ ๆ อย่างมีความสุข 

ในขณะที่ พ่อแม่ (ผู้บริหารระดับสูง) และลุง ป้า น้า อา (ครูบาอาจารย์ทั้งหลายในคณะ) ที่ยังมองเห็นพวกเราเป็นลูกหลานตัวเล็ก ๆ ที่ยังไม่รู้จักโต  พยายามสอนให้เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่ต้องไปให้ถึง 

แต่....พ่อแม่  ให้แต่คัมภีร์ไว้และบอกว่ามันดีนะ อ่านสิแล้วเจ้านะรู้ว่าในคัมภีร์นี้ มีอาวุธดี ๆ ที่เราจะนำไปต่อสู้กับสิ่งต่าง ๆ ได้  เขาเรียกมันว่า ดาบ

แต่ดาบนั้นให้ไปหาเอาเองนะ 

ฉันเคยเดินทางบุกป่าฝ่าดงไปคนเดียว  เพียงเพื่อจะพบในสิ่งที่พ่อแม่หวังไว้  เพียงเพื่อฉันจะได้เป็นที่ยอมรับจากพี่ ๆ และน้อง ๆ  แต่ฉันคิดว่า...ไม่ได้ .....ต้องมีพี่น้องฉันไปด้วย

ฉัน........จูงมือพวกเขาไป  เราวิ่งไปด้วยกัน  วิ่งขณะที่เรายังมีไฟ  และเราก็เริ่มหมดเรี่ยวแรง  พี่บอกว่าพี่อายุมากไปแล้ว  ไม่ไหว  ให้น้อง ๆ เดินหน้าไปเถอะ  พี่จะอยู่ข้างหลังคอยให้กำลังใจก็แล้วกัน  พี่จะนั่งคอยอยู่ตรงนี้ 

ฉัน.......กับน้อง ๆ ดีใจที่พี่ไว้ใจ  เรายังมีกำลังวิ่งด้วยกันเพื่อไปหาดาบที่คิดว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ตามคัมภีร์ที่ว่าไว้ 

เรา........วิ่ง ๆ ๆ ไปด้วยกัน  พอไปได้สักครู่  น้อง ๆ บอกฉันว่า  เราจะหามันเจอไหม  พ่อแม่ไม่เคยบอกอะไรเราเลย  เราหลงทางมาหรือเปล่าพี่ 

ฉัน.....บอกน้อง ๆ ว่า  เราไม่หลงทางดอก  ให้เชื่อในสิ่งที่เราคิดว่ามันถูกต้อง  ให้เชื่อในสิ่งที่เราคิดร่วมกันว่า มันมาถูกทางแล้ว 

น้องบอกว่างั้นเปลี่ยนเป็นเดินก็แล้วกัน  มันก็จะไปถึงเหมือนกันนะพี่ ไม่เหนื่อยด้วย  แต่ฉันบอกน้องว่า มันไม่มีเวลาแล้ว  เราต้องวิ่ง  เอาเถอะ  รวมพลังกันอีกครั้ง  เห็นตรงหน้านั้นไหม  พี่เห็นแสงสว่างของมัน  มันน่าจะเป็น เงาของดาบที่เขาบอกว่าจะเป็นอาวุธสำหรับต่อสู้กับสิ่งต่าง ๆ ที่เขาบอกไว้ในคัมภีร์นั้น 

ฉัน.......ดีใจ  ฉันเริ่มวิ่งอีกครั้ง วิ่ง ๆ ๆ โดยที่ฉันไม่เหลียวมองมาข้างหลังเลยว่า น้อง ๆ จะตามฉันทันไหม  ฉันวิ่ง ๆ ๆ ๆ  และเหลียวกลับมามองข้างหลังอีกครั้ง 

 

ฉัน........ไม่เห็นใครเลย  ข้างหน้าไม่มีพี่คอยนำ  ข้างหลังไม่มีน้องคอยตาม 

ฉัน........นั่งอย่างหมดแรง

ฉัน........น้ำตาฉันเริ่มคลอ

ฉัน........รู้สึกเคว้งคว้าง

ฉัน.........นั่งทบทวนตัวเองอย่างใคร่ครวญ

ฉัน.........กำลังจะทำอะไรนี่ 

ฉัน.........ทิ้งพี่ และน้อง ๆ ไว้ข้างหลัง เพียงเพื่อฉันอยากจะไปข้างหน้า  อยากจะไปตามหาดาบที่คิดว่าเป็นอาวุธสำคัญสำหรับการต่อสู่กับสิ่งต่าง ๆ

ฉัน........วิ่งไปคนเดียวเพียงเพราะว่าฉันอยากจะให้พี่ ๆ และน้อง ๆ ยอมรับฉัน  หรือฉัน....วิ่งไปหามันเพียงเพื่อให้พ่อแม่ยอมรับในความเป็นฉัน

ฉัน.........ทำอะไร

ฉัน.........กำลังทำอะไร 

 

ในห้วงแห่งสำนึก...ฉันคิดถึงวันที่ เรา พ่อแม่ ลูก ๆ เดินไปด้วยกัน  เรามีความสุขร่วมกัน  และฉันกำลังมองว่าในความสุขนั้น  ฉันไม่เคยเห็นภาพ พ่อแม่จูงฉันและพี่ ๆ น้อง ๆ เลย  เราเดินไปด้วยกันเหมือนมีความสุข  แต่ความสุขนั้นเหมือนมีอะไรมากั้นความสัมพันธ์ระหว่างเรา  แม้แต่ในความเป็นพี่น้อง  เราไม่เคยเดินจับมือ เราไม่เคยกอด เราไม่เคยบอกรักกันเลย  เพียงแต่เรารู้ว่าเรารักกัน

ฉันใจหาย.......

ฉันเริ่มผ่อนตัวเอง.....

และรอน้อง ๆ  พร้อมกับตั้งใจว่าฉันจะรอพี่ ๆ

เราจะเดินไปด้วยกัน  ไปหาดาบที่คิดว่าเป็นอาวุธ สำหรับการต่อสู้สิ่งต่าง ๆ ที่พ่อแม่เคยบอกไว้  และ เราจะร่วมกันทำให้พ่อแม่รู้ว่า ลูก ๆ ทำได้ 

และในวันนั้น เรา คงได้รับการโอบกอดจากพ่อแม่ อย่างที่เราตั้งหวังไว้

การโอบกอด จากพ่อแม่ คงไม่ใช่สิ่งที่เราฝันเกินไป

 

·         ไม่เข้าใจวันนี้.. ก็ไม่เป็นไร
หวังแต่ว่า.. คุณจะเข้าใจ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

 

เราพี่น้องจะร่วมจับมือเดินทางร่วมกันอีกไป เพื่อไปสู่จุดหมายที่เราคิดไว้ร่วมกัน

 

 

ฉันเริ่มรู้จักการ รอ

และการ รอก็ทำให้ฉันมีความสุข

ถึงแม้บางครั้งฉันจะเสียน้ำตา  ก็ขอให้เป็นน้ำตาแห่งความเข้าใจในตนเองก็พอ

ฉันบอกกับตัวเองเช่นนั้น