M&E เรื่องเล่า outcomes
สิ่งประจวบเหมาะ (สำหรับท่านที่เชื่อเรื่องบังเอิญ หรือ accident) สำหรับ Workshop ครั้งนี้ก็คือ ความสำคัญ และนัยยะของเรื่องเล่า หรือ story กับหัวข้อ Measurement & Review (M&E) หลังจากที่ผมพึ่งได้เขียนหัวข้อเกี่ยวกับ Palliative care และ Narrative Medicine ไปเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ซึ่งทั้งสองเรื่องจะให้ความสำคัญของการเรียงร้อยเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่่างๆเข้าด้วยกันเป็น story ที่นำพาไปสู่สิ่งที่เราหมายรู้ รับรู้ ว่าเกิดอะไรขึ้น บวกกับอะไรดี/ไม่ดี ผิด/ถูก แถม Workshop ครั้งนี้ ท่านอ.ประพนธ์ ยังกรุณาให้พื้นที่ที่พวกเราได้มาฝึกหัดทำ Dialogue กัน (บางท่านเรียก "สานเสวนา" เมื่่อไม่นานมานี้ เราเรียน "สุนทรียสนทนา") ใน session Dialogue นี้เราก็ได้มีโอกาสฟังเรื่องราวดีๆ เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับโครงการก็มีหมด (สมกับเป็นสุนทรียสนทนาจริงๆ) และมีเรื่องราวที่เป็นได้ทั้งอุทธาหรณ์ เป็นบทเรียน เอาไว้เตือนตนเอง และข้อสำคัญก็คือ เอาไว้เรียนรู้โดยตัวเราเองได้เยอะแยะ มากมาย
สิ่งหนึ่งที่ workshop ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งแรกก็คือ ความกลมกลืนลื่นไหลของกิจกรรม และมวลสารวัตถุดิบสาระจากผู้เข้าร่วม ในครั้งแรก มีกิจกรรมเช้า บ่าย ค่ำ และแต่ละกิจกรรมมี Learning objectives ที่ชัด เรียงเป็นลำดับ เป็นขั้นตอน เป็นการเริ่มเขียน planning ของโปรเจค ความใหม่สดของผู้เข้าร่วม กับโครงการ และกับ OM ค่อนข้างมีอยู่มาก แต่ครั้งนี้กิจกรรมเป็น narrative-based เป็นเรื่องเล่า เป็นการประมวลเพื่อประเมิน เป็นการมอง whole มากกว่ามองเป็นส่วนๆ และผู้เข้าร่วมมีประสบการณ์มากมายจากการได้ลองนำไปใช้ ทั้งประสบการณ์่ก่อน OM และประสบการณ์ที่ใช้ OM การแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบนี้ ดูเหมือนว่าเวลามีเท่าไรก็ไม่รู้จักพอทีเดียว
แผนครั้งนี้มีมาร่วมดังนี้
- แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ
- แผนทุนอุปถัมป์เชิงรุกเพื่อสื่อศิลปวัฒนธรรมและกิจกรรมสร้างสรรค์
- แผนงานสุขภาวะองค์กรภาคเอกชน
- แผนงานฐานทรัพยากรอาหาร
- แผนงานสร้างเสริมสุขภาพของสถาบันฝึกอบรมแพทย์ (กสพท)
ในขณะที่เมื่อครั้งแรกจะมีบริบทงานด้านสุขภาพเยอะ คราวนี้จะออก social และวงกว้างมากกว่าเดิมมากทีเดียว พี่ใหญ่ (เชิงประสบการณ์) ของงานนี้น่าจะเป็นแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ ที่ cover แรงงานนอกระบบหลายล้านคน และทำมาเป็นปีๆแล้ว ใหม่สุดสงสัยว่าจะเป็นแผนงานสร้างเสริมสุขภาพของโรงเรียนแพทย์นี่เอง
เริ่มต้นด้วย check-in ลงไปในแผนกระดาษสี คนละสามแผ่น เป็น BAR หรือ Before-Action-Review และต่อด้วยว่าแต่ละคนจะทำตัวอย่างไร จึงจะได้ผลประโยชน์จากงานนี้ และคนอื่นได้ประโยชน์จากเราเองมากที่สุด เสร็จแล้ว อ.ธวัชชัยก็ได้ transform แผ่นเล็กๆของทุกคนรวมกันกลายเป็น Board ของ Organizational Practice ฉบับชั่วคราวของ workshop ไป
โดยไม่รู้ตัว เราก็เริ่ม "ฝัน" และได้ลองพยายามถ่ายทอดความฝันนั้นลงบนกระดาษ ในกลไกวิธีอันเรียบง่ายนี้เอง ที่จริงเรากำลังสามารถ "เฝ้าดู" มองเห็นความฝันของเราอยู่เบื้องหน้า ที่น่าสนใจมากก็คือ ความฝัน ความปราถนาส่วนใหญ่ จะเป็นความรู้สึก เป็นพฤติกรรม เป็นคุณภาพ ไม่ค่อยมีความคิด เป็นวัตถุ หรือเป็นกรอบ นี่อาจจะเป็น characteristics ของเวลาเราฝันก็เป็นได้ เราจะไม่ฝันเป็น materialism แต่ฝันเป็น qualitative, code of behaviors & values ที่ซ่อนอยู่ในสถานะของสัญญลักษณ์ต่างๆ เรื่องแบบนี้ดูผิวเผินทำให้นึกถึงเรื่อง Archetype ของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ของ Carl Jung ขึ้นมาทันที
ต่อจากฝันเล็กๆ ที่ไม่ต้องมาร่วมงานกันจริงๆ กิจกรรมต่อไปค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว
JIGSAW of ROLES & IMPACTS
แต่ละคนกลับไปอยู่รวมกลุ่มกับแผนของตนเอง ใช้เวลาสักพักในการ "วาดรูป" บทบาทและหน้าที่ของตนเองในแผนงานนั้นๆ พอวาดเสร็จของแต่ละคน กระบวนกรก็บอกให้เรา "เชื่อมโยง" สิ่งที่ทุกคนภายในแผนนั้นๆ ลงบน flip chart paper แผ่นเดียวดู ลองดูว่าเราสามารถทำได้หรือไม่ และเกิดคำอธิบาย และมองเห็นอะไรจากภาพรวมชิ้นนี้
รูปใหญ่ที่เห็นนั้น ประกอบมาจากรูปเล็กๆ สี่รูปบ้าง ห้ารูปบ้าง หกรูปบ้าง ขึ้นกับว่าแผนไหนมีสมาชิกมามากมาน้อย ความสนุกอยู่ที่ว่าตอนเอามารวมเนื่องจากเราไม่ได้คิดว่าจะเอามารวมตอนวาด ก็เลยจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียนจากภาพ ว่าแต่ละคนมีความคิดอ่าน ความรู้สึก และให้ความหมายบทบาทและหน้าที่ของตนเองอย่างไรก่อน แล้วจึงค่อยมาคิดว่า เอ... จะรวมยังไงดี คิดว่ารวมยังไงยังไม่พอ ยังต้องจินตนาการความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงออกเป็นรูปภาพอีกที แค่นั้นก็ยังไม่พอ (เยอะจังนิ!!) ยังต้องทำให้สวยงาม น่าประทับใจ (vanity เยอะครับ เรื่องขอประกวดประชันเล็กๆน้อยๆอยู่ในสายเลือด !)
กระบวนกร push เราให้ใช้สมองซีกขวา เพราะบางทีเราใช้แต่สมองซีกซ้าย ละเลยซีกขวา ซึ่งปรากฏว่าที่่ว่าไม่ใช้นั่นก็ไม่จริงทีเดียวนะครับ แต่มันออกมาหรือแฝงมาในรูปของความ frustrated หงุดหงิด อึดอัด ที่ต้องมานั่งเปลี่ยนความรู้สึกภายในแสดงออกมาในรูปของความคิด หรือ rationalize มันไปหมด นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่พวกเรากลายเป็นคนช่างกระแนะกระแหน จะพูด จะทำ จะสอน ก็กระแนะกระแหนตลอด เพราะช่องอารมณ์ ความรู้สึก ไม่ค่อยมีที่ออกนี่เอง เราจึงเป็นศิลปินแห่งการประชดประชัน อุปมาอุปมัย กระทบกระเทียบเปรียบเปรย
ในการทำงานเป็นทีมจริงๆ ถ้าไม่ได้สนทนากันมาก่อนดีๆ เราก็สามารถแปลกใจได้เยอะทีเดียวเมื่อพบว่าเราได้ "ด่วนสรุป" หรือ make assumption ในเรื่องราวต่างๆมากมายที่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เรื่องเล็กๆน้อยๆคงจะไม่เท่าไร แต่เรื่องใหญ่ๆ อาทิ หน้าที่และบทบาทการทำงานนี้ ถ้าเรา assume ผิด คงจะมีปัญหาพอสมควร สิ่งที่เกิดขึ้นมักจะดูไม่ severe มาก และเกี่ยวกับมิติของ "การจัดลำดับความสำคัญ" ซะเยอะ เช่น "ทำเอามัน" ขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ "การล่าฝัน" อาจจะตกไปลำดับรองๆ ถ้าเป็นลำดับสอง สาม สี่ อาจจะพอกอบกู้ได้ แต่ถ้า "ล่าฝัน" ไปอยู่ก้นแถว การจะได้ vision (ซึ่งก็คือความฝันร่วม) ก็จะเกิดอุปสรรคเพราะแรงผลักดันแผ่วลงไป ยิ่งเป็น direct partners คนสำคัญที่แผนฝากผีฝากไข้ แล้วเรา assume priority ผิดล่ะก็ ฮึ ฮึ ฮึ ดูไม่จืดเลย เรื่องนี้ก็มีหลักฐานความจริงประกอบ เล่าโดยแผนพัฒนาสุขภาพแรงงานนอกระบบ (ที่จะเขียนทีหลัง)
แต่ข้อดีก็คือ พอเราเอามิติมุมมองของทั้งทีมมาศึกษากันแล้ว เราก็สามรถมองเพื่อนเราในมิติมุมมองของเขาได้ ใน Theory U นี่เป็นระดับ I in You ซึ่ง relationship ก็จะงอกงามตามบริบทมากขึ้น แทนที่จะเกิดจากการด่วนสรุปของเราเอง เราค่อยๆ เชื่อมโยงตัวตน (ฝั่งสมองซีกขวา) ของเพื่อนลงไปในแผนใหญ่ เกิดเป็น Conceptual Framework ฉบับสมองซีกขวาขึ้นมาอย่างสวยงาม
ผมขอเอาแผนของโรงเรียนแพทย์มาแผ่และมาผูกให้ชมนะครับ
รูปนี้สำแดงโดยตัวแทนจากคณะกรรมการกำกับทิศ (Steering committee)
ของแผนสร้างเสริมสุขภาพของโรงเรียนแพทย์ (พี่กอปรชุษณ์)
ซึ่งบอกว่าตนเองก็ต้อง "มอง" แผนให้แตก
มองให้ทะลุ ให้ลึกซึ้ง จนกระทั่งทิศทางชัดเจน แจ่มแจ้ง
ว่าทีมนี้ต้องการจะไปไหน (เป็นความปราถนาของทีมและแผน) หลังจากนั้น ก็
make sure ว่า หลักการ ความเข้าใจ และทิศทางเหล่านี้
ได้ถูกสื่อไปยังสมาชิกทุกคน ตลอดระยะเวลาการเดินทาง
|
|
ส่วนภาพนี้ก็เป็นของพี่แม้ว (พี่อุดมศรี) ตัวแทนแผน เป็นผู้จัดการ ผู้ประสานงาน เริ่มจากเป็นทั้งปาก (ครับผม ที่คล้ายๆเรือใบ ด้านบนซ้ายนั่นแหละครับ) ที่ทำหน้าที่สื่อสารและเป็นปากเสียง (เปล่าครับ ไม่ได้ทำหน้าที่รับประทาน หรือหาว) ให้แก่กลุ่ม และเพื่อนร่วมงาน ใครพูดอะไร พี่แม้วก็จะเป็นสายสัมพันธ์ส่งไปให้มิตรรักนักเพลงรับทราบ เป็นหู (รูปนี้วาดได้สวยงามครับ) คือ เป็นนักฟังที่ดี ฟังหมดเลยครับ จะได้เอาไปนินทา เอ๊ย!! ไม่ใช่ๆ จะได้เข้าใจสมาชิก และถ่ายทอดได้ถูกต้อง รวมทั้งรับปรับทุกข์แบบศิราณี รับ ideas เรื่องราวดีๆ ความเห็น ฯลฯ และทำให้เกิด "ความร่วมมือ" (อืม... อันนี้ก็พอไหวนะ แต่พี่กอปรชุษณ์บอกว่ามันเหมือนกรงเล็บ กำลังจะไปบีบคอคนมากกว่า แหะ แหะ ผมก็บอกว่า "อือ... จริง!!") ระหว่างภาคีมากมายหลายกลุ่มที่นั่งเล่นมอญซ่อนผ้าอยู่ทั่วประเทศนั้นเอง!! |
|
อันนี้เป็นของคุณหมอหนุ่ม (ชื่อหนุ่มจริงๆ
ไม่ได้เป็นการอธิบายเพศและวัยแต่อย่างใด) หรือ อ.รณภพ ตัวแทน DP
เครือข่ายนักศึกษาแพทย์ ก็แทนกลุ่มตัวเองเป็นหัวใจ (อื้อหือ
โรแมนติกจะไม่มี อาจารย์หนุ่มๆก็ยังงี้แหละ อิ อิ)
ต้องการไปชนะใจนักเรียน เอ๊ย!! ไม่ใช่ๆ ไปปรับเปลี่ยนนักศึกษา
ซึ่งนับวันจะออกมาคล้ายผลิตผลโรงงาน ให้มีสุขภาพที่ดีทุกๆมิติ
ผ่านการทำงานของหน่วยกิจการนักศึกษาของทุกคณะแพทย์ที่มีอยู่
(ที่เป็นกากบาท คล้ายๆสุสานนั้นใช่ไหมครับ อาจารย์หนุ่ม!!)
ถ้าหน่วยกิจการซื้อโครงการนี้
เราก็จะเต็มไปด้วยนักศึกษาที่มีลูกศรชี้ขึ้น (น่าจะแปลว่าดีนะ ตรงนี้)
เป็นคนที่เต็ม ครบทุกมิติ
|
|
อันนี้ของผมเอง เป็นการวาดจากซีกขวาแท้ๆครับ
เพราะตอนแรกก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะวาดอะไรดี
พอดีเห็นแมงมุมตัวนึงเดินไต่อยู่ใต้เก้าอี้ ก็เลยจับเป็นนายแบบ
วาดไปวาดมา ลืมวาดแมงมุม ออกไปเป็นเรื่องอื่น ผมมองว่างานของผม DP ภาค
Palliative Care หรือการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
หน้าที่หลักน่าจะเป็นการเชื้อเชิญ ชักชวน หลอกล่อ (ดักจับ... hence
the web!!!)
อาจารย์แพทย์ทั่วประเทศไทย มาเข้า "กระบวนการ"
(ที่เป็นรูปคล้ายๆถ้ำ หรือจอมปลวกนั่นแหละครับ)
ประสบการณ์ตรงในการดูแลคนไข้ระยะสุดท้ายกัน
พอเข้ามาเสร็จก็จะกระจายออกไปดักคนอื่นๆต่อ รวมทั้งไปสอนนักเรียนแพทย์
แพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้าน ให้มี concept ด้านนี้เพิ่มขึ้นๆ
เกิดเป็นเครือข่าย (รูปวงแหวนดาวเสาร์นั่นแหละครับ
มีคนวิจารณ์ว่าหมายความทำแล้วจะหลุดโลกใช่ไหม ฮึ ฮึ ฮึ่ม
ไม่อยากบอกว่าเป็นใคร ฝากไว้ก่อนนะพี่ปุ๋ย!!!)
|
พอเราฟังของแต่ละคนเสร็จก็ทำตาปริบๆประมาณ 40 วินาที จะเอามาเชื่อมกันยังไงดี เอางี้ดีกว่า ผมก็ลองวาดไปบน board ซะเลย เดี๋ยวมันก็ออกมาเองล่ะนิ
ปรากฏว่าพี่แม้วของเราสามารถอธิบายได้อย่างเป็นคุ้งเป็นแคว (สมกับเป็นเจ้าของแผนจริงเลย นับถือๆ) เริ่มจาก bird eyes ของพี่กอปรชุษณ์ (พี่ปุ๋ย) กรรมการกำกับทิศ ที่มองแผนอยู่ตลอดเวลา เราก็จะใช้อวัยวะอื่นๆ (จะสังเกตเห็นว่า รร.แพทย์ชอบใช้อวัยวะคนมาสื่อพฤติกรรมมากกว่ากลุ่มอื่นๆอย่างชัดเจน!!!) อาทิ ปาก มือ หู มาเป็นกลไก (ที่มาของฟันเฟือง) หมุนงานให้เกิดเป็นความร่วมมือ ตัว รร.แพทย์ซึ่งเป็นตึก ไร้ชีวิตชีวา ก็จะถูกเติมหัวใจของ อ.หนุ่ม (มีเหลือเฟือครับ) มาเข้าโรงโม่ เพื่อเรียนรู้ สร้างประสบการณ์ ออกไปสร้างเครือข่ายการสร้างเสริมสุขภาพต่อไปทั่วทั้งกาแลกซี่ far far away!!
ทุกคนถอยออกมา 3 ก้าว มองไปที่ผลงานสุดท้ายอย่างงงๆและชื่นชม อา... มันออกมาได้ขนาดนี้เชียวหรือนี่ ที่จริงนอกเหนือจากงานศิลป์เบื้องหน้า (ฮิ ฮิ ขอชมตัวเองนิดนึง) ที่ที่มีความหมายสำหรับทุกคนมากกว่า ในความคิดของผมก็คือ การที่เราได้มาเปิดใจ เล่าบทบาท ความรู้สึกของเราแต่ละคนให้ทุกคนฟัง และร่วมกันสร้างสรรค์งานขึ้นมา การทำเช่นนี้ ไม่ว่าจะร่วมกันทำอะไรก็ตาม สุดท้ายเราคงจะเกิดความรู้สึกแบบเดียวกัน เป็น sense ของการร่วมทุกข์ร่วมสุข sense ของการได้พูด และถูกฟัง และ sense ของการได้ลงมือสร้างสิ่งใหม่จากความฝัน
สวัสดีครับ
เข้ามาศึกษาทุกบันทึกของอาจารย์ค่ะ..
อาจารย์ค่ะ..ขอความกรุณาช่วยเรียนพี่แม้วด้วยค่ะ
ดิฉันเป็นลูกน้องเก่าค่ะ..ไม่เจอพี่แม้วหลายปีแล้ว..
ยังเคารพและคิดถึงเหมือนเดิมค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ..
เยี่ยมมากเลยคะ คุณหมอ
ว่องไวจริงๆๆๆ อัพเดทได้รวดเร็ว
จะรออ่านบทความต่อไปนะค้า
ดีครับ ฝึก sensing ต่างๆ
แต่ sense ที่ฐานใจ ของตนเอง นี่ยากมากๆ
รู้ ที่ อายตนะ ของเรา แบบไม่อิน นี่เป็น สติปัฏฐาน