วันนี้ออกจากบ้านไปโรงแรมซีเอส ปัตตานี เพื่อร่วมประชุมติดตามผลการวิจัยชุดโครงการ มาเลเซียนัยสำคัญต่อไทยครับ งานเริ่มเก้าโมง ผมไปถึงเก้าโมงพอดิบพอดี ดีที่วิทยากรมาถึงช้ากว่ากำหนดนิดหน่อยครับ คิวนำเสนอของผมอยู่ในลำดับที่สามครับ ซึ่งไฟล์นำเสนอนั้นทำเสร็จตอนตีหนึ่งเมื่อคืนครับ รอบนี้เลือกใช้โปรแกรมพาวเวอร์พ้อยท์ ทำแบบง่ายๆ ใส่เฉพาะหัวข้อสำคัญๆ และรูปภาพ เนื่องจากตั้งใจว่าจะเป็นการเล่าเรื่อง และเข้าใจเอาเองจากกำหนดการว่าน่าจะมีเวลานำเสนอเยอะ เนื่องจากในกำหนดการที่ให้นั้น โครงการวิจัยละหนึ่งชั่วโมงครับ ดังนั้นถ้าขืนใส่เนื้อหาละเอียดๆ มากไปอาจทำให้การพูดไม่สามารถยืดหยุ่นได้ พูดๆ ไปเวลาอาจจะเหลือได้ แล้วก็เลือกเอาเฉพาะเรื่องที่ยังไม่ได้เสนอในรอบก่อน ออ.รอบก่อน อ.อับดุรรอห์มาน จะปะกียา หัวหน้าทีมเป็นผู้นำเสนอเองครับ เนื่องจากตอนนั้นผมเพิ่งออกจากโรงพยาบาล ขืนพูดซ้ำ กลัวว่าผลวิจัยจะไม่เหมือนกัน

ปรากฏพอเริ่มรายการนำเสนอ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เสนอปรับรายการ ซึ่งกลายเป็นผมขึ้นมาเป็นอันดับแรกครับ ก็เลยยิ่งชอบ และเวลาที่ได้ในการนำเสนอคือ สามสิบนาที และอีกสามสิบนาทีเป็นการซักถามครับ ผมใช้เวลาได้พอดี ไม่ขาดไม่เกิด (นี้เป็นลักษณะดีของผมครับ คือไม่กินเวลาใคร แล้วก็ไม่ให้ใครกินเวลาด้วย) แล้วก็ตอบคำถามรอบนี้ ได้รับข้อเสนอแนะดีๆ จาก ผศ.ปิยะ กิจถาวร และอาจารย์อีกหลายๆ ท่าน

คำถามที่โดนใจทั้งคนถามและคนตอบ คือ คำถามของอ.ชัยวัฒน์ ครับ ท่านถามว่า เขตแดนระหว่างชุมชนไทยกับคนมลายูในตุมปัตดูได้อย่างไร ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ ระหว่างการแบ่งของรัฐ หรือภูมิประเทศ หรืออะไร ผมตอบท่านไปว่า ผมก็ถามชาวบ้านมาเหมือนกัน คำตอบถือ ชุมชนที่นั่นไม่ปนกัน ดังนั้นการสิ้นสุดเขตของคนไทย คือ เมื่อคุณเห็นบ้านของคนมลายู นั่นแหละหมายถึง สิ้นสุดเขตตุมปัตแล้ว ท่านอาจารย์ชัยวัฒน์ ตอบกลับมาว่า ตอบได้เหมือนการตอบของรัชการที่ห้า ที่ตอบให้กับฝรั่งที่มากถามเขตแดนประเทศไทย จนท่านเบื่อจะตอบแล้วจึงตอบไปว่า ให้ไปถามชาวบ้านเอาเองแล้วกันว่า เขาว่าสิ้นสุดประเทศไทยที่ตรงไหน

จากการแลกเปลี่ยนความเห็นพบว่า ข้อมูลหลายอย่างไม่ตรงกันระหว่างของทีมผมกับทีมอาจารย์ท่านอื่น แต่รอบนี้ผมตอบได้เลยว่า ผมมั่นใจในข้อมูลที่ผมได้รับมากที่สุด เพราะกลไกการเก็บข้อมูลรอบนี้ ทีมผมได้ตรวจสอบหลายรอบ และการสอบถามผู้ให้ข้อมูลเราก็สัมภาษณ์แต่ละคนใช้เวลานาน จนคิดว่าข้อมูลที่ได้ผ่านการกรองมาเรียบร้อยทั้งจากคนให้ข้อมูลเองและคนรับข้อมูลอย่างทีมวิจัย ที่สำคัญผลที่ได้ของผมต่างจากงานวิจัยอื่นๆ ที่ผ่านมาด้วยในหลายด้าน ซึ่งผมกลับพบว่า ผมได้คำอธิบายเหตุผลที่ดีกว่า ดังนั้นยังงัยผลการวิจัยรอบนี้ ผมมั่นใจความถูกต้องจริงๆ ออ.ที่สำคัญ ผมว่า ทีมผมได้ข้อมูลที่รอบด้านมากกว่าทีมอื่น อย่างน้อยทีมผมเก็บทั้งคนในชุมชนและเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งผมพบว่า ทั้งสองกลุ่มให้ข้อมูลเหมือนกันเป็นส่วนใหญ่

จุดต่างที่ชัดเจนกับทีมอื่นๆ คือ ในทีมของผม เราเก็บข้อมูลได้ทั้งภาษาไทยและมลายู โดยไม่จำเป็นต้องใช้ล่าม ซึ่งต่างจากชุดอื่น ที่บางครั้งใช้ผู้ช่วยวิจัยเพื่อการสื่อสารด้วยภาษามลายูแทน

เสร็จการนำเสนอ ผมได้รับการยกนิ้วโป้งจากท่านอาจารย์สายพิณครับ แล้วก็ได้รับการอธิบายภายหลังจากนั้นโดยอ.ชัยวัฒน์ว่า อาจารย์สายพิณดีใจมากที่วันนี้ท่านได้เห็นนักวิจัยทางสังคมวิทยาคนใหม่ และขอต้อนรับผมเข้าสำนักนักวิจัยทางสังคมวิทยา ฮือ ฟังแล้วน่ายินดีครับ แต่ที่เศร้าใจหน่อยๆ คือ ผมเป็นนักการศึกษาครับ แต่งานวิจัยไม่ค่อยได้ทำทางการศึกษาเลยจริงๆ วิ่งเล่นในสนามของสังคมศาสตร์เยอะกว่ามากครับ

ผมได้รับข้อเสนอจาก ดร.สายพิณว่า การเขียนรายงานวิจัยของผมแข็งไป ควรปรับให้เป็นการเล่าเรื่องจะได้สามารถนำเสนอได้ทุกอารมณ์ของผลการวิจัย อันนี้ยอมรับครับ ผมอ่านเองผมว่า ที่เขียนไปน่าจะไปอยู่บทที่ห้ามากกว่าอยู่เป็นบทที่สี่ ยิ่งตอนอาจารย์ชัยวัฒน์ถามถึงทฤษฏีที่นำมาใช้ในการนำเสนออัตลักษณ์ของคนไทยในตุมปัต ยิ่งทำให้ผมชัดขึ้นว่า แสดงว่าที่เขียนไปเป็นวิชาการแก่ๆ ไปนิดหนึ่ง ขาดสุนทรีย์ภาพในการนำเสนอผลการวิจัยเชิงคุณภาพที่แท้จริง สงสัยงานนี้การเขียนโกทูโนน่าจะมีประโยชน์ขึ้นครับ เพราะผมได้คำตอบว่า บทที่สี่น่าจะเขียนเล่าเรื่องแบบเดียวกับที่เขียนบล็อกนี้แหละครับ

ฟังการคุยเรื่องแผนยุทธศาสตร์การวิจัยของมหาวิทยาลัยที่ชวนคุยในเวทีประชุมของอ.ศุภการ และการกระซิบเล่าเรื่องวิจัยของอ.ซาวาวีย์ แล้ว ทำให้คิดครับว่า ปัญหาการวิจัยในแต่ละมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกันจริงๆ ครับ อย่างอ.ศุภการบอกว่า ทางมหาวิทยาลัยมองข้ามงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ เน้นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จนน่าน้อยใจ ส่วนอ.ซาวาวีย์ บอกว่า คณะส่งหนังสือแจ้งให้อาจารย์ทำงานวิจัยเฉพาะในสาขาวิชาที่ตนเองสังกัดเท่านั้น ผมเลยแสดงความเห็นไปว่า อย่างอาจารย์ซาวาวีย์ดูง่ายในการวิจัยตรงสาขาวิชาครับ เพราะไม่ต้องหาทุนวิจัยเอง แค่ทุนในคณะในมหาวิทยาลัยก็สามารถนำไปสู่งานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาตำแหน่งวิชาการได้แล้ว แต่สำหรับผมๆ นี้ เราทำงานวิจัยหลากหลายได้ ขึ้นอยู่กับทุนที่ให้และความอยาก ซึ่งสำหรับผม ความอยากทำนี้สำคัญ แต่ที่แย่หน่อยก็ตรงที่ว่า ผมอยากรู้ อยากทำไปทุกเรื่องทุกด้านครับ โดยเฉพาะงานวิจัยที่คิดว่า ผลของมันจะสร้างมิติอะไรดีๆ ให้กับชุมชน ได้ทำงานที่ลงสนามเจอคนเจออะไรๆ ที่ไม่ค่อยได้เจอในมหาวิทยาลัยเยอะๆ ละก้อ ตรงไม่ตรงสาขาวิชาตัวเองก็อยากทำครับ ผมคิดว่า ตำแหน่งวิชาการช่างมันเถอะ พร้อมเมื่อไรก็ขอ แต่โอกาสในการรับได้ทุนให้ทำวิจัยที่มีประโยชน์ ทิ้งไปก็เสียดายการเรียนรู้และผลที่จะได้กับชุมชน ออ. แต่บางทีผมก็ยอมรับครับ เวลามีปัญหาหนักๆ ก็มักจะนั่งคิดว่า ตูมานั่งทำอะไรอยู่ว่ะ เสียเวลาจริงๆ (ไม่เป็นไรครับ เพราะเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ)

ส่วนของมหาวิทยาลัยผม ติดอยู่ที่เวลาการทำวิจัยครับ งานสอนแต่ละคนเยอะจนไม่รู้จะตอบว่า มีเวลาพอทำวิจัย ทุนวิจัยก็ไม่ค่อยมี ทุนภายนอกยิ่งแย่ใหญ่ หาสาขาวิชาที่ให้ทุนตรงๆ หายากจริงๆ อันนี้เป็นข้อสรุปที่ผมได้หลังจากที่ตกลงกับหัวหน้าทีมแล้วว่า รอบนี้เริ่มตั้งแต่วันที่สิบเป็นต้นไป ลงสนามกลันตันอีกรอบ คราวนี้ไปนานหน่อยครับ เนื่องจากไปเก็บข้อมูลที่เป็นกิจกรรมต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งก็มีปัญหาอีกแล้วกับทีมวิจัยที่ไปนานๆ อย่างนั้นไม่ได้ อย่างหัวหน้าทีม ก็มีตำแหน่งบริหาร แถมนโยบายของคณะท่านก็คือ ผู้บริหารต้องอยู่ในห้อง (ไม่รู้เอาแนวคิดนี้จากไหน) ฮือ แต่รอบนี้ท่านตอบผมว่า จะกระโดดไปให้ได้ ฮือ ไอ้ผมรอบนี้ถ้าทีมวิจัยไม่ไปด้วย จะไปหาเพื่อนที่ไหนไปด้วยก็ลำบากแล้วครับ เพราะที่ชวนไปรอบที่แล้วก็เอามาเผาในโกทูโนเรียบร้อยแล้ว ชวนไปอีกรอบคงไม่ไปเป็นแน่แล้ว (ความจริงยังเผาไม่หมดเลยครับ ยังมีเรื่องเล่าอีกเยอะ แต่บังเอิญเรื่องใหม่ๆ เข้ามาเสียก่อน เลยจบไปโดยปริยาย)