ศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 1 ที่มักเรียกกันว่า ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง มีข้อความจารึกหน้าที่ 2 ท้ายบรรทัดที่ 20 ถึงต้นบรรทัดที่ 23 ถอดเป็นอักษรปัจจุบันได้ว่า


ภาพบน อักษรในจารึกพ่อขุนรามคำแหง (อาจใช้วิธีถูแล้วลอก)
ภาพล่าง อักษรที่คัดลอกด้วยลายมือ
ข้อความในกรอบสีแดง อ่านว่า "ท่านเผาเทียน ท่านเหล้นไฟ"
20 "...................................................................เมือง
21 "สุโขไทนี้มีศี่ปากปตูหลวงท้ยนญอม คน สยดกนน
22 "เข้ามาดูท่านเผาทยนท่านเหล้นไฟ เมืองสุโขไทนี้
23 "มีฎ่งงจกกแตก................................................"
แปลเป็นไทยอีกที
"เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากประตูหลวงเทียรย่อมคนเสียดกันเข้ามาดูท่านเผาเทียนท่านเล่นไฟเมืองสุโขทัยนี้มีดั่งจักแตก"
(ข้อความในจารึกไม่มีเว้นวรรคครับ)
"ท่านเผาเทียนท่านเล่นไฟ" นี่แหละ ที่ถูกอ้างถึงบ่อยๆ ว่าหมายถึง หรือเกี่ยวข้อง กับ "เทศกาลลอยกระทง"
อาจารย์พิทูร มลิวัลย์ (ป.ธ. 9) ได้เล่าไว้ในหนังสือ เรื่อง มรดกพ่อขุนรามคำแหง --วรรณกรรมเรื่องแรกของไทย {สุโขทัย TH 231 (S) } ว่า น่าจะเป็น งานฉลอง จุดเทียน มีพลุดอกไม้ไฟ อาจจะเป็นเทียนต้นเทียนกิ่ง จุดกันให้สว่างไสวสวยงาม
ส่วนที่ว่าเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับการลอยกระทงหรือไม่ ท่านไม่ได้กล่าวไว้ ผมตรวจดูในจารึกแล้ว ก็ไม่มีข้อความเชื่อมโยง แต่อาจจะมีเนื้อหาจากวรรณกรรมเรื่องอื่นที่เล่าเชื่อมโยงกับส่วนนี้ก็ได้
หมายเหตุ. ภาพจารึก จากเว็บต่างประเทศ เก็บมานานหลายปีดีดัก จำไม่ได้แล้ว ต้องขออภัย..
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์
***เชื่อว่าการตีความของแต่ละท่านก็มีความน่าจะเป็นในบางแง่มุมและความเชื่ออาจเปลี่ยนไปถ้ามีผู้เห็นด้วยในมุมมองใหม่...เป็นสิ่งที่ดีค่ะ
***ภูมิปัญญาด้านการประกอบอาหารของชาวสุโขทัยก็น่าศึกษา...เป็นมรดกที่ทิ้งไว้ให้คนไปเยื่อนได้ชิม...จนอ้วนทันตา..ลองไปเที่ยวตลาดสุโขทัยชิมอาหารพื้นบ้านรอบนอกดูนะคะ
บางครั้งผมคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ก็วนมาปัญหาที่ขบคิดไม่แตก
เกี่ยวกับ"ลอยกระทง"เหมือนกันครับ
แปลกที่ประเพณีทางล้านนา กับล้านช้างเหมือนกันเกือบทุกอย่าง
แต่ที่ไม่เหมือนกันก็ตรงที่ ทางล้านนามีประเพณี "ยี่เป็ง"
แต่ไม่เห็นร่องรอยในล้านช้าง ทางอีสาน ทางลาวกลับมี "ไหลเรือไฟ"
อย่างไรก็ตามสองประเพณีนี้ก็เหลื่อมกันเพียงชั่วเดือนเท่านั้น
เป็นไปได้ว่า การนับเดือนนับปฏิทินทางจันทรคติจะคลาดเคลื่อนกันไป
แต่ความหมายที่แท้จริงก็มีรากเหง้ามาจากที่เดียวกัน
สวัสดีครับ
มาชม
ได้เห็นแง่มุมหนึ่งทางประวัติศาตร์นะครับ
เมื่อวานนั่งดูรายการ รายการหนึ่งบอกว่า ประเพณีลอยกระทองอาจจะ มีมาตั้งแต่ ชั้นอยุธยา เพระสุโขทัยเป็นที่ดอน
มานั่งนึกดู ว่าด้วยเรื่อง ศิลาจารึกนี่ก็ยังเถียงกันว่า เป็นจารึกที่มีมาแต่เดิมหรือเพิ่งมาสร้างในภายหลัง
มีฎ่งงจกกแตก
ตรงนี้น่าจะใช้ว่า หมี้/มี่ ที่ในภายหลัง เราใช้ว่า อึ้งมี่ (หมายถึงเสียงดังอึกทึก)
คนสมัยก่อนคง เผาเทียน เล่นไฟ จุดประทัดกัน จนเสียงดังอึ้งมี่ จนแก้วหูจะแตก เหมือนอย่างเช่นทุกวันนี้นะครับ :)
สวัสดีครับ คุณครูคิม
ได้ยินบางท่านเรียกว่า ปั๊กกะตู อิๆ ไม่ทราบถิ่นไหนเหมือนกัน
สวัสดีครับ อ. กิติยา เตชะวรรณวุฒิ
ถ้าได้ถกเถียงกันกว้างขวาง ก็จะได้แง่มุมที่น่าสนใจมากขึ้นครับ
เรื่องอาหารไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ครับ เคยไปสุโขทัยแวะดูแต่ผ้าอย่างเดียวเลย ;)
สวัสดีครับ พี่paleeyon
เรื่องนี้ร่องรอยเก่าๆ ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่นะครับ สงสัยต้องฝากพี่แคะๆ เกาะๆ มาจากทางโน้น เอ แล้วตอนนี้อยู่ไหนครับ
สวัสดีครับ พี่ naree suwan
แล้วพี่ไปลอยที่ไหนครับ
ตอนนี้ลพบุรีคงสว่างไสวไปด้วยทานตะวันแล้วนะครับ
สวัสดีครับ อ. umi
ปัจจุบันประวัติศาสตร์ถูกนำมาใช้ประกอบการท่องเที่ยวได้ลงตัวทีเดียวครับ
สวัสดีครับ คุณสี่ซี่
ความจริงอักษรโบราณอ่านไม่ยากครับ ที่ยากคือความหมาย จารึกจำนวนไม่น้อยที่มีคนอ่านไว้ แล้วหาคำแปลกันทีหลัง เพราะถ้ารู้จัก ก ไก่ ข ไข่ ก็พออ่านได้แล้ว
อย่าท้อถอยครับ อักษรพ่อขุนฯ มีน้อยกว่าอักษรสมัยนี้อีกครับ
สวัสดีครับ คุณกวิน
เรื่องความแท้ของจารึก บางประเด็นก็น่าแคลงใจเหมือนกัน เร็วๆ นี้ได้ยินว่ากรมศิลปากรได้พิสูจน์อายุของจารึก ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์แล้ว แต่ไม่ทราบว่าผลว่ายังไง อิๆๆ
สมัยโน้น ประทัดอาจจะไม่มากถึงขนาดนั้น แต่คงเป็นพวกพลุ ดอกไม้ไฟ ตะไล มากกว่า ในวรรณคดี พูดไว้เยอะเลย
สวัสดีค่ะ แวะมาศึกษาเรียนรู้เรืองราวประวัติศาตร์ค่ะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ อิอิ ชอบของเก่า ชอบเล่าความหลัง อิอิ
สวัสดีครับ อ.เอื้องแซะ
สมัยนี้เอกสารประวัติศาสตร์ต่างๆ หาอ่านได้มากขึ้น แต่สื่ออินเทอร์เน็ตใช้งานสะดวกกว่า เอกสารจึงมีปริมาณมาก เพราะคัดลอกสะดวก แต่เนื้อหายังวนๆ อยู่ เพราะไม่ค่อยได้เผยแพร่เรื่องใหม่ๆ
สวัสดีครับ คุณpaula ที่ปรึกษา~natadee
ถึงขั้นชอบกินของขมหรือยังครับ อิๆ
แอะ "ประวัติศาตร์"
ในยุคสุโขทัย, ผมชบอ่านวรรณคดีเรื่อง "ไตรภูมิพระร่วง" มาก อ่านแล้วรู้เรื่องนรกสวรรค์ชัดเจน และรู้สึกหวั่น ๆ กลัว ๆ ไม่ใช่น้อย เสียดายที่ภาษาอ่านยากไปหน่อย แต่ที่สุดแล้ว นี่เป็นวรรณกรรมการเมืองในยุคปลายของสุโขทัยอีกเล่มที่ไม่ควรมองข้ามเลยนะครับ
สวัสดีค่ะ
แวะมาอ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ค่ะ
(^__^)