ยารักษาแผลเป็นอีสุกอีใส

อยากรู้ชื่อยาทารักษาแผลเป็นอีสุกอีใสที่ไม่ทำให้เกิดแผลเป็นหรือรอยดำ

Key words: varicella zoster, chickenpox, scars, hyperthrophic scar, keloid, hyperpigmentation

แผลเป็น เป็นผลของการสมานบาดแผลตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นกับผิวหนังชั้นล่าง โดยร่างกายไม่สามารถซ่อมแซมบาดแผลที่เสียหายให้เหมือนเดิมได้ บาดแผลจึงถูกทดแทนด้วยเนื้อเยื่อที่มีการจัดเรียงตัวอย่างไม่เป็นระเบียบ ซึ่งเกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์คอลลาเจนใต้ผิวหนัง(1)

ลักษณะแผลเป็นที่เกิดจากโรคอีสุกอีใสจะเป็นแผลเป็นแบบ hypertrophic(10), keloid(12,14) และอาจเกิด hyperpigmented (รอยด่างดำ)(13) ได้

·    Hypertrophic scar มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อพังผืดที่นูนขึ้นตามแนวแผลมีรูปร่างคงเดิมตลอด และแนวความนูนหนาจะค่อย ๆ ลดลง ตามระยะเวลาที่ผ่านไป

·    Keloid เป็นเนื้อเยื่อพังผืดที่ปูดนูนขึ้นตามรอยแผลเช่นเดียวกับ hypertrophic scar แต่จะขยายขนาดกว้างออกได้เรื่อย ๆ จนกระทั่งเลยแนวแผล ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหรือคันที่ keloid ได้ด้วย นอกจากนี้ยังไม่สามารถยุบตัวลงได้เหมือน hypertrophic scar และกลับเป็นซ้ำได้เมื่อผ่าตัดออก(1,5)

·    Hyperpigmentation คือ การทีผิวหนังมีสีน้ำตาลเข้มขึ้นหรืออาจเห็นเป็นสีคล้ำจนถึงดำ เกิดจากการที่มีเม็ดสีดำของผิวที่เรียกว่า melanin pigment เพิ่มในชั้นผิวหนัง(2)

โดยทั่วไปผื่นจากโรคอีสุกอีใสจะหายโดยไม่มีแผลเป็นยกเว้นมีเชื้อแบคทีเรียมาแทรกซ้อน(2)  แต่หากเกิดแผลเป็นจากโรคอีสุกอีใสโดยส่วนใหญ่จะเกิดแผลเป็นชนิด hypertrophic scars และ keloids นอกจากนี้โรคอีสุกอีใสยังอาจทำให้เกิดรอยด่างดำที่บริเวณรอยโรคได้ (hyperpigmentation) สำหรับการรักษาแผลเป็นทั้งแบบ hypertrophic scars และแบบ keloids นั้นหากต้องการรักษาโดยใช้รูปแบบเฉพาะที่ อาจเลือกใช้วิธีแผ่นซิลิโคนแปะ(6,,9,12) การใช้แผ่นซิลิโคนแปะสามารถช่วยทำให้แผลเรียบเนียน และลดความแข็งของแผล hypertrophic scars ได้ ซึ่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่เป็นแผ่น silicone แปะ เช่น Smooth E Scar Smooth®, CIca-care®, Hirudoid Scar Reducer® เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามการเกิดแผลเป็นแบบ keloids บางครั้งอาจต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางผิวหนัง ซึ่งอาจต้องได้รับการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าบริเวณบาดแผล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแผลเป็นนั้น ๆ

ส่วนการรักษาแผลเป็นชนิดรอยด่างดำ  มีหลักฐานสนับสนุนการรักษาโดยใช้ hydroquinone ร่วมกับกรดวิตามินเอ (retinoid) และ  corticosteroid เนื่องจากมีหลักฐานที่จะแสดงให้เห็นถึงผลการรักษาได้ดีที่สุด อย่างไรก็ดีมีรายงานการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบได้ เช่น การระคายเคืองเฉพาะที่ การเกิดผิวหนังร้อนแดง และการหลุดลอกของผิวหนัง(7) ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย เช่น TRI-LUMA® เป็นต้น การรักษาดังกล่าวต้องใช้ครีมกันแดดร่วมด้วย และหลีกเลี่ยงแสงยูวี      

                นอกจากนี้ในประเทศไทยยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ใช้ในการรักษา hypertrophic scars, keloids และรอยด่างดำ เช่น Naturelle AHA Face Treatment Capsule® (alpha hydroxyl acid), Renova® (tretinoin 0.005%), Primrose Essence® (evening primrose oil, jojoba oil, AHA, vitamin E), Hansaplast® (polyuritane), Proskin® (vitamin E, vitamin A pure 100%, Nomarks® (herbal micronutrient, vitamin E), Pan cosmetic and Acnicare® (evening primrose oil, blue chamomile oil, vitamin E), Scacare C&E (vitamin E, vitamin C, evening primrose oil, aloe vera), Smooth E cream® (vitamin E, aloe vera, centella essence), K.A. cream® (vitamin E 100%), Retin-A® (tretinoin/retinoic acid) ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยวิตามินเอ อี และ polyuritane ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมถึงประสิทธิภาพที่แน่ชัดต่อการรักษา hypertrophic scars และ  keloids  ส่วนการรักษารอยด่างดำมีหลายการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยกรดวิตามินเอ หรือ AHA สามารถใช้รักษารอยด่างดำได้ผล  อย่างไรก็ตามควรปรึกษา