จาก บทความ "Love Management" ในคอลัมน์ Life Management โดย ศรัณยู นกแก้ว นิตยสาร Secret เล่ม 08
ความรักของคุณกับแฟน เป็นแบบนี้ไหม ?
เช้า โทร.ปลุกแฟน
สาย
โทร.เช็คแฟนว่าถึงที่ทำงานรึยัง
บ่าย โทร.ถามแฟนว่ากินข้าวกับอะไร
เย็น
นัดเจอแฟนที่ร้านประจำ
ดึก โทร.กู๊ดไนท์ก่อนแฟนเข้านอน
ใครที่มีอาการสองในห้าของพฤติกรรมดังกล่าว โปรดทราบขณะนี้ท่านกำลังเข้าข่ายอาการ แฟน Addict หรือติดแฟนอย่างเหนียวแน่นหนึบ ซึ่งอาการนี้ดูเผิน ๆ อาจไม่รุนแรงเท่าไรนัก แต่หากปฏิบัติติดต่อกันไปสักพักจะพบว่า เพื่อนฝูงเริ่มโบกมือลา พ่อแม่เริ่มห่างหายหน้า ซ้ำร้ายเมื่อวันใดที่หัวใจข้างซ้ายหักดังเป๊าะ! เมื่อนั้นความเจ็บปวดจะถาโถมเข้ามารุมจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน
ทางแก้ก็ไม่มีอะไรยาก เพียงแต่เราต้องเริ่มต้นด้วยการเรียกสติที่กระเจิงไปเพราะความรักให้กลับคืนมา จากนั้นก็ลองปฏิบัติตามสูตรสำเร็จที่จะทำให้เราและแฟนไม่ตัวติดกันเกินไป แต่จะทำให้เรา แฟน และคนรอบข้างรักกันมากขึ้น ดัง 5 ข้อต่อไปนี้
1. กินแต่ห่อหมกอย่างเดียว
เดี๋ยวก็เบื่อ
ในห้วงแห่งรัก หลายคนมักเกิดอาการที่เรียกว่า "หลง" ไม่ว่าคนรักจะพูดอะไร ชวนกินอะไร เป็นต้องเออออห่อหมกกับเขาไปเสียทุกเรื่อง พูดเป็นอยู่ไม่กี่ประโยค เช่น "ใช่จ๊ะ" "ได้สิจ๊ะ" หรือไม่ก็ "ชอบอยู่แล้ว" ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ออกมาจากใจจริง
เชื่อไหมว่า การตามใจคนรักจนเคย โดยลืมที่จะใส่ใจความรู้สึกของตัวเองนั้น วันหนึ่งอาจทำให้รักแสนหวานกลายเป็นทุกข์แสนเข็ญได้ เพราะในที่สุดคนเราย่อมอดไม่ได้ที่จะแสดงธาตุแท้ของตัวเองออกมา ดังนั้นรักจะไปได้ตลอดรอดฝั่งก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายกล้าที่จะเปิดเผยและยอมรับตัวตนที่แท้จริงของกันและกันเท่านั้น
การตามใจหรือตอบว่า "ใช่" จึงไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่การ ปรับเข้าหากันคนละครึ่งทาง ต่างหากที่จะทำให้ความรักของทั้งคู่ไปถึงฝั่งฝัน
2.
อย่ารักแฟนจนลืมเพื่อน
อีกปัญหาของอาการติดแฟนคือ คนทั้งคู่จะอยู่ด้วยกัน โทรศัพท์หากันเกือบตลอด 24 ชั่วโมง จนโลกนี้เหลือเพียงเราสอง ทำให้ลืมเพื่อน ลืมสังคม เสียสติ เพราะกลัวว่าเพื่อนจะเข้ามาเป็นก้างขวางคอระหว่างรักเรากับเขาคนนั้น
สิ่งที่หลายคนลืมนึกไปก็คือ เพื่อนสนิทที่อยู่กับเรามาเป็นสิบปี นี่แหละกัลยณมิตรที่ดีที่สุดเขาจะคอยเตือนให้เรารู้ตัวว่า ความรักและคนรักของเราเป็นอย่างไร ในยามที่กิเลสแห่งรักกำลังยั่วยุเราจนขาดสติ
นัดกับแฟนหนหน้า ทางที่ดีก็อย่าลืมพาเพื่อนไปด้วยสักคนสองคนนะจ๊ะ
3. เรียนรู้ที่จะรัก (คนอื่นที่ไม่ใช่แฟน)
ทุกคนล้วนต้องการความรักจากใครสักคนที่เป็นคนพิเศษสำหรับเรา แต่การหมกหมุ่นกับความรักมากเกินไปอาจทำให้เราเกิดความกลัวขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เช่น กลัวว่าวันหนึ่งจะไม่มีคนรัก หรือกลัวว่า คนที่เรารักจะไม่รักเราเท่ากับที่เรารักเขา ฯลฯ และความกลัวนี่เองที่ทำให้เราทุ่มเทให้คนรักอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่สำคัญต่อชีวิตไม่แพ้คนรัก และที่สำคัญที่สุดคือ ลืมคิดไปว่า แม้จะไม่มีแฟน ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่มีคนรักหรือไม่มีใครให้รัก
บางทีการ ลองเป็นฝ่ายมอบความรักของเราให้แก่ผู้อื่นก่อน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เพื่อนฝูง หรือผู้ที่ขาดความรัก เช่น เด็กกำพร้า สัตว์เลี้ยง ก็เป็นการกระทำที่นำความสุขมาให้เราได้มาก ไม่แพ้การเป็นฝ่ายรับความรักเหมือนกัน
4. อย่าลืมคนที่รักเราที่สุด
เคยสังเกตตัวเองไหมว่า ทุกครั้งที่มีแฟน การกินข้าว การไปเที่ยวกับพ่อแม่ และครอบครัวจะเริ่มลดน้อยลง
ใครที่รู้ตัวว่า เริ่มมีอาการดังกล่าว แนะนำให้รีบขยับตัวห่างออกมาจากแฟนสักหนึ่งเมตร เพราะนั่นหมายความว่า คุณกำลังติดแฟนอย่างหนักจนหลงลืมที่จะแบ่งปันความรักให้แก่คนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่ซึ่งเป็นบุคคลที่รักเรามากที่สุด
อันที่จริงแล้ว ความรักในแบบฉบับแฟนจะไม่สามารถราบรื่นได้เลย หากปราศจากแรงสนับสนุนที่อบอุ่นจากครอบครัวของทั้งสองฝ่าย เพราะ ชีวิตคู่ไม่ได้เป็นเรื่องของคนเพียงสองคนเท่านั้น แต่หมายถึง การรวมคนสองตระกูลเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต่างหาก
รู้แล้วก็อย่ามัวแต่ปลูกต้นรักกันอยู่เพียงสองคน หันมาชักชวนคนอื่น ๆ ในครอบครัวให้ร่วมรดน้ำพรวนดินต้นรักไปกับคุณด้วยดีกว่า แล้วจะรู้ว่า ความรักที่อบอุ่นไปด้วยไอรักจากครอบครัวของทั้งสองฝ่ายนั้นเติมเต็มและมั่นคงกว่าเป็นไหน ๆ
5. รักด้วยสมอง หรือรักขึ้นสมอง
ข้อปฏิบัติสุดท้ายที่สำคัญที่สุดในการบริหารจัดการความรักเจ้าปัญหาก็คือ การฝึกที่จะรักด้วยสติ
เมื่อแรกเริ่มรัก เราอาจรู้สึกตื่นเต้น กระตือรือร้น ปรารถนาจะประคองความรักไปให้นานที่สุด แต่หากเราเริ่มต้นความรักอย่างขาดสติ สิ่งที่จะตามมาย่อมหนีไม่พ้น ความทุกข์ ที่เกิดจาก ความรัก นั่นเอง เพราะธรรมชาติของความรักที่ปราศจากสติปัญญาย่อมกระตุ้นให้เกิดความโลภ โกรธ หลง ขึ้นในใจ
คนที่รักมาก หึงหวงมาก จึงมักจะถูกครอบงำโดย ความโลภ อยากให้คนรักอยู่ใกล้ตลอดเวลา และเป็นของเราคนเดียว ส่วนคนที่รักมาก คาดหวังมาก เมื่อผิดหวังจะถูกครอบงำโดย ความโกรธ และคนที่รักอย่างไม่ลืมหูลืมตา นานวันเข้าก็จะถูกครอบงำโดย ความหลง จนเข้าข่าย "ความรักทำให้คนตาบอด" ในที่สุด
ถ้าไม่อยากให้ความรักของคุณเข้าข่ายคำกล่าวที่ว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์" สิ่งหนึ่งที่ต้องถามตัวเองเมื่อเราเริ่มรักใครสักคนก็คือ "เรากำลังรักด้วยสมอง หรือรักขึ้นสมอง" อยู่กันแน่
***************************************************************************
ความรักที่เกิดจากความหวาดระแวง ในที่สุด ก็มีทางเดินเป็นของตัวเอง คือ แยกทาง เลิกรา เพียงแต่ว่า กว่าจะยอมรับกันได้ ก็เรียกว่า ชีวิตพังทลายในทุก ๆ ด้าน ชื่อเสียง การทำงาน คนรอบข้าง
ความรักลักษณะนี้ ทำให้ชีวิตต้องเริ่มต้นใหม่ อีกทั้งยังเป็นการจองเวร จองกรรม อย่างไม่มีที่สุด เป็นวัฏจักรของเวรกรรมที่หมุนไปด้วยความอาฆาตแค้นของอีกฝ่าย
แค่ปล่อยวางด้วยความเข้าใจ เอาอโหกรรมให้แก่กัน แค่นี้ก็พ้นห่วงกรรมซึ่งกันและกันแล้ว
รักแท้ในแบบ "พรหมวิหาร 4"
เมตตา หรือ รักอย่างบริสุทธิ์ใจ ปรารถนาให้คนรักมีความสุขมากกว่าจะรักเพื่อความสุขของตัวเอง
กรุณา หรือ รักอย่างเพื่อร่วมทุกข์ ปรารถนาให้คนรักพ้นทุกข์ด้วยความช่วยเหลือจนสุดความสามารถ
มุทิตา หรือ รักอย่างเพื่อนร่วมสุข คือ ยินดี เบิกบานในความสุขของคนที่เรารักด้วยใจจริง
อุเบกขา หรือ รักอย่างปล่อยวาง คือ ไม่ยินดียินร้าย ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ลำเอียง ไม่มีอคติ และไม่หมกหมุ่นกับคนรักมากเกินไปจนทำให้ตัวเองทุกข์โดยไม่จำเป็น
***************************************************************************
บุญรักษา ทุกท่านครับ :)
แหล่งอ้างอิง

ศรัณยู นกแก้ว. "Love Management". ซีเคร็ต Secret. 1, 08 (26 ตุลาคม 2551) : 70 - 71.
รักแท้..ในแบบพรหมวิหาร4..เยี่ยมมาก
แนวทางพระธรรม "พรหมวิหาร 4" ว่าไว้ควรปฏิบัติ
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณ ท่าน ศน.อรุณรัตน์ add ครับ :)
ครับ พี่หม่อม ดาวลูกไก่ ชื่นชมยินดี :) ... ซื้อมาแล้วยังอ่านไม่หมดเลยพี่ แค่เห็นหน้าน้องแอ๊บ ก็พอแล้วเนี่ยผม อิ อิ
JJ_Tracer The Last Lecture เริ่มต้นที่จุดจบ หนังสือที่ควรอ่านก่อน.... ผมเห็นตัวเล่มและเปิดอ่านบ้างแล้วครับ แต่ไม่แน่ใจว่า อยากอ่านหรือเปล่าแค่นั้นเองพี่ อิ อิ
ขอบคุณครับ :)
ขอบคุณครับ คุณ krutoi :) ...
นึกว่า แวะมาตรวจสอบผม อิ อิ เห็นมี ICON ผมด้วย 555
เข้าใกล้พระธรรมกันครับ :)
โชคดีจังที่ตอนนี้ยังคงเกาะคานไว้แน่น อิอิ แต่ก่อนที่จะได้มาเกาะคาน..รู้ไหมว่า ต้อมหากระดาษแผ่นหนึ่งมาเขียนรักแบบพรหมวิหาร 4 ติดที่ข้างฝา เพื่อไว้เตือนใจตัวเอง ^^
ขอบคุณครับ หนูต้อม :) ... แปะไว้อ่านด้วยความสุข ครับ
สวัสดีครับ ท่านอาจารย์
คนหนุ่มสาว ตาบอด เพราะความรัก
คนมีอุดมการณ์ ตาบอด เพราะ ผลประโยชน์
(อาจจะไม่เกี่ยวกัน ต้องขออภัยด้วยครับ)
ขอบคุณครับ
อุ้ย ... ท่าน small man~natadee .. เกี่ยวกันครับ อิ อิ
ลำเอียงเพราะรักเรียกว่า ฉันทาคติ
ลำเอียงเพราะหลง เรียก โมหาคติ
ลำเอียงเพราะโกรธ เรียกว่า โทสาคติ
ลำเอียงเพราะกลัว เรียกว่า ภยาคติ
อาจารย์ สายตาไม่บอด แต่สายตาอาจะอาจะเอียง อาจารย์เอียงแบบไหน ถ้าอ่านแล้วโกรธ ก็แสดงว่า อาจจะเอียงแบบ โทสาคติ
มาทดสอบความบอดความเอียง ดูน่ะครับ
รัก นี่ ยาก น๊อ
ผมเพิ่งอ่าน "ประมวลความรัก" เพิ่งจบบริบูรณ์ ได้แง่คิดดีๆ นำมาเติมต่อบันทึกนี้อาจารย์ได้เป็นอย่างดี
อาจารย์มีเป็นผู้มี จินตนาการที่งดงาม ครับ...
--------------
เติมคุณขจรศักดิ์ (ข้างบน)
รักไม่ยากหรอกครับ เราทำให้รักมันยากไปเอง เพราะเราสร้างเงื่อนไขให้กับความรัก - - -ลองไปอ่าน ประมวลความรักดูครับ รักนั้นง่ายและงาม มากๆครับ :)
ขอบคุณ คุณ กวิน ครับ ... ไม่ขอบคุณ คงจะลำเอียง ครับ :)
ขอบคุณ คุณ คนโรงงาน ... คุณเอกช่วยเหลือการตอบให้แล้วครับ
ขอบคุณ คุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร ... อยู่จังหวัดไหนครับตอนนี้ ... "ประมวลความรัก" เล่มบาง แต่มีสาระน่าคิดใช่ไหมครับ :)
กำลังจะนอนแล้วครับ...
หนังสือประมวลความรัก ของ อ.ประมวล ผู้เขียน "เดินสู่อิสรภาพ"
และ
"ขอเพียงให้ความารักเปิดดวงตาเราให้เห็นความสุข ความดีงาม ความบริบูรณ์ที่อยู่ตรงหน้า เพียงใจเรา หยั่งลงภายใน"
เป็นคำนิยมของ ฐิตินาถ ณ พัทลุง ที่เขียนลงในประมวลความรัก
แทบไม่ต้องอธิบายเลยนะครับ..
-------------------------------------------------
ผมอยู่ที่อุดรครับ
ผมรีบเร่งเดินทางจาก นครนายกเข้า กทม. ท่ามกลางฝนตกหนัก เพื่อต้องทำเวลาในการ check in ก่อนมาถึงอุดร เมื่อทุ่มเศษๆคืนนี้ครับ...
ชีวิตอยู่กับการเดินทางเลยครับช่วงนี้ :)
ลองดูอีกหนึ่งบันทึกของคนอกหักอกหัก ทำอย่างไร คนดีดีที่เหมาะสมมีอีกเยอะ
โหลเทส จากเชียงใหม่ ถึง อุดรธานี ครับ
อา เห็นคุณเอกโพสในบันทึกของบล็อกเกอร์ท่านหนึ่งอยู่เหมือนกัน ที่ดูเหมือนว่า รีบร้อนมาก ๆ
เป็นอย่างนี้เอง
ปลอดภัยครับ ปลอดภัย :)
สวัสดีครับ คุณ ครูแอน :) ...
อกหักนั้นนานมาแล้ว ... แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่า คือ ความอาฆาตมาดร้าย ครับ
พรุ่งนี้จะแวะไปเยี่ยมบันทึกครับ
ขอบคุณครับ :)