ภาพชีวิตของชาวเผ่าม้ง ขมุ อีก้อ กะลอม ไทยใหญ่ หรือแม้แต่มูเซอ ก็ล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์ ควรค่าต่อการเรียนรู้ และให้เกียรติเยี่ยงเดียวกับคนจากสังคมเมือง

หลังจากฝังตัวสัมมนาอยู่ที่ อ.เชียงของ
จ.เชียงรายต่อเนื่องมาแล้ว
2  คืน

เช้ารุ่งของวันที่ 31  ตุลาคม  2551   ผมตื่นนอนเช้าเป็นพิเศษ   เพราะวันนี้มีโปรแกรมต้องเดินทางข้ามฟากแม่น้ำโขงไปยังประเทศลาว  (สปป.ลาว)  โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เมืองเชียงรุ้ง (สิบสองปันนา)  ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

เช้ารุ่งของแม่น้ำโขงที่ฝั่ง อ.เชียงของ  งดงามเป็นพิเศษ   มองเห็นหมอกบางโรยตัวอยู่ตามชุมชน  ขณะที่น้ำโขงก็ปรากฏละอองไอน้ำลอยอ้อยอิ่งขึ้นราวกับแพรผ้าที่บางแสนบาง

 

เชียงของ,เป็นเมืองที่ดูจะสงบเงียบมิใช่น้อย การท่องเที่ยวอาจจะยังไม่คึกคักและตื่นตัวเหมือนเมืองชายแดนอื่น ๆ   ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะที่นี่ยังไม่ได้รับการพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างที่ควรจะเป็น   ดังนั้นบรรดานักท่องจำนวนมาก  จึงอาศัยเป็นทางผ่านไปสู่ประเทศลาวและตรงไปยังสิบสองปันนาของจีน  เว้นแต่ตกรถตกรา  หรือหลงรักความสมถะเรียบง่ายเท่านั้น  จึงจะปักใจนอนพิงอิงแอบอยู่ในเมืองนี้ได้

ผมไม่ใคร่แน่ใจนักว่าแม่น้ำโขงที่กั้นขวางในทางกายภาพระหว่าง อ.เชียงของของไทยไปจนถึงฝั่งลาวนั้นยาวไกลกี่กิโลเมตรกันแน่   แต่ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ  ท้องน้ำกว้างใหญ่มิใช่น้อย  และคลื่นน้ำก็ยังไหลแรง  หากแต่ทั้งปวงนั้น  เราก็ยังมองเห็นตึกรามบ้านช่องของอีกฝั่งหนึ่งอย่างชัดเจนอยู่มิใช่น้อย

เรือยนต์ขนาดจุคนนั่งได้  15 – 20  คน  พาเราข้ามฟากจากท่าเรือบั๊คของ อ.เชียงของตัดผ่าท้องน้ำไปขึ้นฝั่งเมืองห้วยทรายของประเทศลาวในเวลาอันรวดเร็ว  ซึ่งดูแล้วน่าจะใช้เวลาไม่เกิน  3  นาทีเห็นจะได้    จนผมเองก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้เลยว่า  ท้องน้ำอันกว้างไกลนั้น  ไฉนเรือลำเล็ก ๆ  สามารถแล่นลิ่วฝ่าข้ามได้เร็วราวกับจรวดไอพ่น



เมืองห้วยทราย  เป็นเมืองไม่ใหญ่นัก  แต่เท่าที่สัมผัสได้ก็ดูคึกคักกว่าเมืองเชียงของอยู่มาก   สังเกตได้จากมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินเตร่ไปมาอยู่หลายคน  ขณะที่เชียงของของไทย  กลับแทบไม่เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกรีดกรายให้พบเจอ

เราใช้เวลาตรวจสอบเอกสารตรวจคนเข้าเมืองเล็กน้อย  จากนั้นก็ทยอยขึ้นรถบัสขนาดใหญ่มุ่งหน้าไปยังเมืองเชียงรุ้ง หรือสิบสองปันนาของจีน  โดยมีระยะทางรวมแล้วประมาณ  440  กิโลเมตร

ผมไม่เคยมีความรู้ใดมาก่อนเกี่ยวกับเส้นทางสายนี้  รู้แต่เพียงว่าเชียงรุ้ง หรือสิบสองปันนานั้นเป็นเมืองในฝันที่ผมอยากไปพบเจอด้วยตนเอง  เพราะเคยได้ศึกษามาบ้างว่า  ที่นั่นคือดินแดนแห่ง “ชาวไทลื้อ”  ที่มีวัฒนธรรมเฉกเช่นคนไทย  และเป็นผืนแผ่นดินที่กว้างใหญ่  อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยาการป่าไม้ และงดงามด้วยวัฒนธรรมพื้นถิ่นอันน่าสนใจ

ทันทีที่รถบัสเคลื่อนตัวออกจากริมถนน   ผมกลับแน่นิ่งและหลับใหลไปอย่างรวดเร็ว  และหลับไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้  ตื่นอีกทีก็ตอนที่รถบัสเริ่มส่ายสะบัดไปตามความคดเคี้ยวของเส้นทาง  ซึ่งหลายต่อหลายคนต่างแสดงอาการ “เมารถ”  ออกมาอย่างชัดแจ้ง

 

เส้นทางอันเลี้ยวคดที่ว่านี้ทอดตัวไปตามความสูงชันของภูเขาหลายลูก   คณะผู้นำเที่ยวเรียกเส้นทางสายนี้สั้น ๆ ว่า  R3a  อันเป็นหนึ่งในเส้นทางเศรษฐกิจตามโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง  6  ประเทศ   

ผมค่อนข้างตื่นตาตื่นใจกับทิวทัศน์ตามรายทางอย่างมาก   เพราะตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยขุนเขาอันยาวเหยียด  บางลูกก็เขียวชื้นด้วยพันธุ์ไม้   บางลูกดูโล้น ๆ  อย่างน่าสงสาร  ขณะที่ช่องว่างระหว่างเขา หรือหุบเขา  ก็มีลำธารเล็ก ๆ  ไหลเรื่อยเป็นทางยาวอยู่ไม่ขาด   พร้อม ๆ กับพื้นที่ราบหลายแห่งก็เต็มไปด้วยทุ่งนาที่รอการเก็บเกี่ยว  หากแต่บางแห่งก็ลงแรงเกี่ยวเก็บกันบ้างแล้ว

ถึงแม้จะเป็นฤดูกาลของการเก็บเกี่ยวผลผลิต  แต่ก็เห็นได้ชัดว่า  สภาพของท้องทุ่งและภูเขายังคงเขียวงามอย่างน่าชื่นชม   ตรงกันข้ามกับบ้านเราที่พอเข้าหน้าเกี่ยว  อะไรต่ออะไร  ก็พลิกผันเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และโรยราเป็นแห้งแล้งอย่างน่าใจหาย


 

ระยะทางจากด่านเมื่องห้วยทรายไปยังเชียงรุ้งน่าจะอยู่ในราว ๆ  228  กิโลเมตร  ระยะทางดังกล่าวเป็นระยะทางที่ไกด์นำเที่ยวได้แจ้งให้ได้รับรู้  โดยก่อนเข้าสู่เขตของเมืองจีน  มีโอกาสผ่านแขวงหลวงน้ำทา  ผ่านเวียงภูคาอันเป็นแหล่งถ่านหินที่ถูกส่งขายมายังประเทศไทย 

ผมสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่า  ตลอดเส้นทางที่สัญจรผ่านนั้น  มีชาวเขา  หรือชนเผ่าต่าง ๆ  ตั้งรกรากเรือนนอนอยู่เป็นหย่อม ๆ   บ้าน หรือกระท่อมและยุ้งข้าวส่วนใหญ่ปลูกด้วยไม้แทบทั้งสิ้น  มีท่อนไม้ที่ตัดมาจากภูเขากองเรียงรายเป็นชั้น ๆ  เพื่อเตรียมใช้เป็นฟืนหุงต้ม   มีหมูสีดำหลายตัวยืนสะบัดหางอย่างน่ารักอยู่ใต้ถุนบ้านโดยปราศจากคอก   รวมถึงหญิงหลากวัยที่นุ่งกระโจมอกอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำที่ทำขึ้นด้วยไม้ไผ่ตั้งเด่นอยู่รายทาง   ...


      ภาพของผู้คนที่ดูจะเรียบง่ายเคลื่อนไหวอยู่ตามเส้นทางเป็นระยะ ๆ  ไม่มีอะไรหรูหราเหมือนคนเมือง  นักเรียนที่ไม่สวมชุดนักเรียนหากแต่สะพายย่ามยาว ๆ  โบกมือและฉีกยิ้มทักทายเราอย่างใสซื่อ   หรือแม้แต่ภาพของผู้คนที่ลงเล่นน้ำในลำห้วยเล็ก ๆ  ก็ล้วนแล้วแต่เป็นภาพชีวิตที่ผมดูแล้วอบอุ่นและอิจฉาพวกเขาเหล่านั้นเป็นที่สุด

และถามตนเองอย่างเงียบ ๆ ว่า  ”ชีวิตต้องการอะไรอีกบ้าง ... ทุ่งหญ้าและฟ้ากว้าง  มีอยู่ที่ใดบ้างในโลกใบนี้

 

และนั่นคือภาพชีวิตที่ผมสัมผัสอย่างฉาบฉวยและผิวเผินในห้วงของการเดินทาง  แต่ก็อดที่จะหลงรักชีวิตเช่นนั้นไม่ได้ -  เพราะภาพชีวิตของชาวเผ่าม้ง  ขมุ  อีก้อ  กะลอม ไทยใหญ่ หรือแม้แต่มูเซอ  ก็ล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์  ควรค่าต่อการเรียนรู้  และให้เกียรติเยี่ยงเดียวกับคนจากสังคมเมือง

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น  เสียดายก็แต่เราไม่อาจจอดรถลงไปศึกษาเรียนรู้  หรือแม้แต่บันทึกภาพสวย ๆ มาเก็บไว้กับตัวเองได้  ซึ่งคณะผู้เดินทางชี้แจงกับผมว่า  ถนนแคบไม่สามารถจอดรถบัสได้และอีกอย่างคือไม่อยู่ในโปรแกรมที่กำหนดไว้  จึงได้แต่ปลอบใจตัวเองตลอดเวลาว่า “ช่างเถอะ,  อย่างน้อยเราก็ผ่านพบบ้างแล้วล่ะ”




จากนั้น  เมื่อเวลาเคลื่อนตัวเข้าเที่ยงวัน   เราก็เดินทางมีถึงชายแดนของประเทศลาว  และพักทานมื้อเที่ยงที่ด่านบ่อเต็น – บ่อหาน   ซึ่งตรงจุดนี้ทำให้ผมถกคิดกับตัวเองอย่างเข้มข้นในเรื่องของผู้คนที่เกิดขึ้นที่นี่ 

บริเวณดังกล่าวเป็นอาณาเขตของประเทศลาว,  แต่กลับเต็มไปด้วยคนจีนอย่างมากมาย   มีร้านรวงเกิดขึ้นเยอะแยะ  และแต่ละร้านก็มีคนจีนเป็นผู้ประกอบการ   มีโรงแรม หรืออาคารอันเป็นที่พักผุดขึ้นรองรับบ่อนคาสิโน  แทบทุกคนที่ผมเจอล้วนสื่อสารกันด้วยภาษาจีน  ใช้เงินหยวน  ...  ไม่มีใครใช้เงินกีบ    และแทบไม่ได้ยินการสื่อสารในภาษาลาวเลยก็ว่าได้

นี่คือภาพสะท้อนชะตาชีวิตที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินของประเทศลาว   แต่กลับคึกคักด้วยคนจากพื้นถิ่นอื่น  พื้นที่ตรงนั้นถูกกรีดกรายด้วยคนต่างถิ่นที่ดูมีฐานะทางสังคม   ส่วนคนพื้นถิ่นในชุมชนกลับต้องตั้งเรือนนอนเป็นหย่อม ๆ อยู่ตามรายทางอันคดเคี้ยวของภูเขาลูกต่าง ๆ  คล้ายกับกำลังยืนยันปรากฏการณ์ทางสังคมในยุคนี้ว่า   “แผ่นดินที่เป็นอื่น” 

และนี่คือ  อีกความสะท้อนใจที่เกิดขึ้นท่ามกลางความงดงามของชีวิตที่ผมพบเจอในเส้นทางแห่งการสัญจรครั้งนี้