เผือก เป็นพืชหัวชนิดหนึ่งที่คนไทยรู้จักกันดี นิยมนำมาแปรรูปเป็นอาหารได้หลายอย่าง เช่น ทอด ฉาบ เชื่อม กวน แกงบวด สังขยาเผือก หรือทำเป็นไส้ขนมต่าง ๆ ก็มีรสชาติอร่อยแตกต่างกันไป ส่งผลให้เผือกเป็นที่ต้องการของตลาด และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจของเกษตรกรอีกชนิดหนึ่ง ในส่วนของเกษตรกรจังหวัดชัยนาท นิยมปลูกเผือกหอมเนื่องจากมีราคาดีกว่าเผือกชนิดอื่น ๆ จะปลูกหมุนเวียนในพื้นที่นาข้าวในแต่ละปีประมาณ 40 ไร่ เพราะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าปลูกข้าว แต่พื้นที่ปลูกแต่ละรายจะไม่มากนักประมาณ 2-6 งาน เนื่องจากใช้แรงงานมาก และเกษตรกรไม่มีประสบการณ์การผลิตเผือกหอมเพื่อการค้าจึงไม่กล้าตัดสินใจที่จะผลิตเผือกแทนการทำนาที่มีประสบการณ์มายาวนาน 

ก่อนที่จะทราบถึงการผลิตเผือกหอมของเกษตรกร มาทำความรู้จักลักษณะของเผือกกันก่อน ลำต้นของเผือก มีลักษณะคล้ายบอน มีอายุอยู่ได้หลายฤดู ลำต้นใต้ดินจะเจริญเติบโตกลายเป็นหัว และมีหัวเล็ก ๆ ล้อมรอบซึ่งเกษตรกรเรียกว่าลูกเผือก หรือลูกซอ หรือตะเกียงที่แตกออกจากหัวเผือก ต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร ใบใหญ่เป็นรูปหัวใจ มีขนาดและสีต่าง ๆ กัน เผือกต้นหนึ่งจะมีใบไม่เกิน 16 ใบ หัวใหญ่มีน้ำหนักตั้งแต่ 0.5 – 2 กิโลกรัม หัวเล็กมีน้ำหนักตั้งแต่ 28 – 450 กรัม ลักษณะเผือกแตกต่างตามชนิดของเผือก คือ

1. เผือกหอม เป็นชนิดหัวใหญ่ อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 7-8 เดือน น้ำหนักหัวประมาณ 1-2 กิโลกรัม กาบใบใหญ่สีเขียว เมื่อต้มสุกแล้วมีกลิ่นหอม

2. เผือกเหลือง หัวสีเหลืองขนาดเล็กกว่าเผือกหอม

3. เผือกไม้หรือเผือกไหหลำ หัวเล็กแต่ยาว เวลานำไปต้มเปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีดำ มีเมือกลื่นๆ รสหวาน

4. เผือกตาแดง ที่ตาของหัวเผือกชนิดนี้มีสีแดงเข้ม ตามกาบใบและเส้นใบมีสีแดง มีหัวเล็ก ๆ ติดอยู่รอบ ๆ หัวใหญ่เป็นกลุ่มจำนวนมาก

   นายสมาน จั่นใจรัก เกษตรกรวัย 53 ปี บ้านเลขที่ 96 หมู่ 1 ต.ห้วยงู อ.หันคา จ.ชัยนาท เป็นเกษตรกรอีกผู้หนึ่งที่ปลูกเผือกหอมในพื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน ปลูกหมุนเวียนในพื้นที่ปลูกข้าว 60 ไร่ เพราะถ้าปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมการเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร ปลูกด้วยพันธุ์ที่เก็บแยกจากต้นแม่ จะใช้หัวพันธุ์เผือกที่มีขนาดใกล้เคียงกันโดยเฉลี่ยหัวพันธุ์ใหญ่ขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร

การเตรียมแปลงพันธุ์ โดยไถพรวนดิน 1 ครั้ง เพื่อปรับดินให้เรียบสม่ำเสมอ ปูขี้เถ้าแกลบหนาประมาณ 1-2 นิ้ว จากนั้นนำลูกเผือกมาวางเรียงบนขี้เถ้าแกลบให้เต็มแปลง แล้วใช้ขี้เถ้าแกลบทับบาง ๆ หนาประมาณ 1 นิ้ว ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ จนกล้าเผือกมีอายุประมาณ 2-3 สัปดาห์ จะมีใบแตกออกมา 2-3 ใบ สูงประมาณ 20 เซนติเมตร ก็สามารถย้ายปลูกได้ พื้นที่ปลูกเผือก 1 ไร่ จะใช้พันธุ์เผือกประมาณ 100-200 กิโลกรัม ซึ่งการเพาะกล้าจะประหยัดพันธุ์ และเกิดความมั่นใจว่าเผือกที่ปลูกจะไม่พบปัญหาเผือกหอมไม่งอกต้องปลูกซ่อม

การเตรียมดินก่อนการปลูกเผือก 1-2 เดือน ใช้รถแทรกเตอร์ไถดะด้วยผาล 3 หรือ 4 รอบ จากนั้นตากดินไว้ระยะหนึ่งแล้ว ไถแปรเพื่อย่อยดิน โดยใส่ปูนขาวรวมทั้งปุ๋ยคอก หว่านก่อนดำเนินการไถเตรียมดินจะช่วยปรับโครงสร้างและสภาพของดินให้ดีขึ้น

  หลังจากไถแปรเรียบร้อยแล้ว ทำการขุดร่องปลูกระหว่างแถว 1 เมตร ระยะต้น 60 ซม. โดยใส่ปุ๋ย
คอกรองก้นหลุมก่อนปลูกในท้องร่อง เพื่อกลบร่องเมื่อเผือกอายุประมาณ
75 วัน การให้น้ำจะต้องให้น้ำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ ในส่วนของการใส่ปุ๋ยจะใส่ปุ๋ย 15-15-15 ทุก 15 วัน ปริมาณหยิบมือ ซึ่งถ้าปลูกใหม่ประมาณต้นละ 10 เม็ด และเพิ่มเรื่อยตามขนาดของการเจริญเติบโตของต้นเผือกหอม   อีกทั้งฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพจากพืชสด และหอยเชอรี่ เป็นระยะๆ เพื่อเพิ่มธาตุอาหารเสริมบำรุงต้นให้สมบูรณ์และแข็งแรง

 สำหรับการป้องกันกำจัดศัตรูเผือกด้วยสารสกัดจากสมุนไพร เช่น พืชที่มีรสฝาดป้องกันเชื้อรา ป้องกันได้ในบางส่วน เพราะถ้าเป็นโรคใบจุดตาเสือ ต้องขุดนำไปเผาทิ้ง เพราะถ้าเป็นแล้วต้นจะตายและแพร่ไปสู่ต้นอื่น

การกำจัดวัชพืชและการพูนโคนในระยะ 1-3 เดือนแรก ต้นเผือกยังเล็กจะทำการถากถางหญ้า พร้อมทั้งพรวนดินโคนต้นเดือนละ 1 ครั้ง เมื่อต้นเผือกโตใบคลุมแปลงมากแล้วไม่จำเป็นต้องกำจัดวัชพืชอีกจนกว่าจะเก็บเกี่ยว การคลุมแปลงด้วยฟางข้าว จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นและอุณหภูมิ อีกทั้งยังเป็นการป้องกันวัชพืชและการแตกหน่อของเผือกบางส่วนได้อีกด้วย เมื่อเผือกหยุดการเจริญเติบโตจะหยุดการให้น้ำทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน จะสามารถเก็บผลผลิตได้ ผลผลิตที่ได้รับประมาณ 4,000 กก./ไร่ ราคาจำหน่ายเฉลี่ย 18 บาท/กิโลกรัม โดยมีพ่อค้าที่รู้จักเข้ามารับซื้อเมื่อโทรศัพท์แจ้งกำหนดของการเก็บเกี่ยวผลผลิต แต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตจะไม่ให้ตรงกับผลผลิตของผลไม้ที่สำคัญเช่นทุเรียนออกสู่ตลาด เพราะจะทำให้ราคาตกต่ำ

    นายรังสรรค์ กองเงิน เกษตรจังหวัดชัยนาท กล่าวเสริมเมื่อได้รับรายงานจากผู้เขียนว่า การปลูกเผือกหอมต้องระวังในช่วงที่มีฝนตกบ่อยและค่อนข้างหนัก อากาศค่อนข้างเย็นในตอนกลางคืน เผือกจะเป็นโรคใบจุดตาเสือ ซึ่งเกิดจากเชื้อ Phytophthora colocasiae Rac. เพราะถ้าระบาดมากอาจแพร่ระบาดได้ทั้งแปลง เมื่อพบในระยะแรกจะต้องเด็ดใบส่วนที่เป็นทิ้งรวมทั้งตัดก้านที่เป็นโรคนำไปเผาไฟทิ้ง ซึ่งเชื้อราสาเหตุของโรคจะอยู่ในดินและสามารถแพร่ไปได้หลายทาง ทั้งทางดิน น้ำ และสปอร์ปลิวตามลมไปติดต้นอื่นได้   จากการติดตามและศึกษาการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า พบว่าสามารถนำมาคลุกกับพันธุ์เผือกก่อนนำไปเพาะจะช่วยป้องกันการเกิดโรคใบจุดตาเสือได้ดี แต่สำหรับแปลงที่เป็นค่อนข้างมาก จำเป็นต้องใช้สารเคมี คือใช้คูปราวิท 50% WP อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบ พ่นให้ทั่วทั้งต้น อีกทั้งป้องกันด้วยการใช้พันธุ์จากแปลงที่ไม่เป็นโรคใบจุดตาเสือ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด ใกล้บ้านท่าน