การเดินทางไปร่วมประชุมวิชาการและระดมความคิดเห็น (อันนี้ตามระบุในหนังสือเชิญ) ในงานมหกรรมพื้นฟูภาษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น รอบนี้ผมเก็บเกี่ยวอะไรดีๆ ในเส้นทางนี้ได้เยอะมากครับ ถือว่าเป็นการเดินทางที่คุ้มค่าเส้นทางหนึ่ง (ความจริง คือ ทุกเส้นทางที่ก้าวย่างผ่านมา ยังไม่รู้สึกว่าขาดทุนเลยครับ)

ภาพนี้ถ่ายระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่องที่หาดใหญ่ เป็นการนั่งรอที่ทรมานมากครั้งหนึ่งครับ เนื่องจากผมไปนัดเวลาอ.อับดุลการีม ผิดไป แต่ครั้งจะโทรไปเปลี่ยนเวลาออกจากปัตตานีก็ขี้เกียจ สุดท้ายเลยใช้เวลาที่สนามบินนานไปนิดหนึ่ง ที่ทรมานคือ เก้าอี้มันเป็นโค้งๆ ทำให้เวลานั่งมันกดต้นขาผม จนปวดขาเป็นระยะๆ นั่งคิดไปว่า ถึงเมืองกรุงแล้วสภาพจะเป็นงัยหน่อ

ซ้ายมือสุด คือ แบร์มะ จากตาบา อ.ตากใบ นราธิวาสครับ นักกิจกรรมเคลื่อนไหวภาคประชาชนตัวจริงเสียงจริง รอบนี้ท่านฝากงานใหม่ให้ผมมาอีกชิ้นหนึ่งครับด้วยคำถามที่ว่า ทำไมอาจารย์ไม่ทำงานภาคชุมชนดูบ้างด้วยงานวิจัยที่อาจารย์ถนัด ผมก็ตอบไปว่า ผมตั้งใจจะทำตั้งแต่ปีที่แล้วครับ แต่มีปัญหานิดหน่อยเลยไม่ได้เดินต่อ คิดว่าจะเป็นปีหน้าจะจับงานลักษณะนี้ดู แต่ผมต้องมีเครือข่ายที่ผลักดันงานผมได้ก่อน เพราะจะให้ไปสร้างเครือข่ายใหม่ดูท่าจะลำบาก ปรากฏท่านเสนอตัวเป็นคนประสานภาคชุมชนให้ผม เพียงแต่สมองผมต้องคิดให้มากกว่าคนอื่นหน่อย แล้วท่านก็สอบถามโจทย์ในใจผม ปรากฏโจทย์ใกล้เคียงกันมากครับ โดยเฉพาะประเด็นของสุขอนามัยชุมชนมุสลิม งานนี้ท่านเลยให้งานอาจารย์อย่างผมว่า ไปทำโครงการมาแล้วกันที่เหลือท่านจัดการเอง เอาละสิ

ขวามือผมคือ อ.สาเหะ อับดุลเลาะห์ อัลยุฟรีย์ครับ ตอนนี้ท่านเกษียณจากมอ.แล้ว แต่ยังสอนอยู่ งานหลักๆ ของท่านคือ บริหารโรงเรียนและโครงการทวิภาษาอยู่ จริงๆ ผู้ใหญ่ในมอย.เคยชวนท่านมาทำงานร่วมกัน แต่ปรากฏภาระงานท่านเยอะจนปลีกตัวมาไม่ได้ รอบนี้ผมคุยกับท่านเยอะครับ เพราะเป็นประเภทว่า ผมเกาะท่านเลย ประเด็นที่ผมรู้สึกดีมากๆ คือ ข้อเสนอแนะในการพัฒนาสาขาวิชาภาษามลายู ซึ่งคุยไปคุยมา ผมก็เรียนท่านไปว่า ตอนนี้ผมออกจากตำแหน่งรองคณบดีแล้วครับ ท่านเลยตอบกลับมาว่า แหม่ อุตสาห์บอกไปตั้งเยอะแน่ะ ฮิฮิ ผมจึงรับปากว่าจะนำข้อเสนอแนะทั้งหมดไปเรียนให้กับรองคนใหม่ได้ทราบครับ

ภาพนี้เป็นการเล่นเกมตามวิทยากรบนเวทีสั่งครับ ภาษาเขมร (หรือเปล่า จำได้ไม่แม่นแล้ว)

ภาพนี้ตอนขึ้นเวทีนำเสนอโครงการวิจัยครับ ถ่ายโดยทีมงานของแบมะครับ

ภาพนี้มีที่มาครับ จากครั้งก่อนที่มาประชุมงานของภาษาถิ่นเหมือนกัน คืนสุดท้ายทีมงานเขาพาผมและคณะมาทานอาหารค่ำกันที่ร้านอีสานฝั่งธน เป็นร้านอาหารมุสลิม ก็ถือว่าเป็นอีกบรรยากาศหนึ่งที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน รอบนี้ผ่านไปสองคืน ก็ยังไม่มีคนพามา คิดว่าคงไม่ได้มานั่งลิ้มรสอาหารอีสานเสียแล้ว ปรากฏคืนสุดท้ายเราก็ได้แวะมาจนได้ แต่ครั้งนี้มานั่งในชั้นสอง ซึ่งมองไปจะเห็นสถานบริการอาบอบนวดชัดจน

และระหว่างที่นั่งทานอาหาร พนักงานขับรถซึ่งนั่งข้างๆ ผมแนะนำว่า อาจารย์เห็นเงาดำๆ ข้างๆ ป้ายมัย นั่นแหละที่เขาเลือกผู้หญิงกัน ก็เลยทำให้การสนทนาเกี่ยวกับศาสนากับการบังคับใช้ครับ มีคนหลายคนบอกว่าอิสลามเคร่งครัด ผมกลับมองว่า ไม่ได้เคร่งครัดอะไร เพียงแต่อิสลามมีสภาพการบังคับใช้มากกว่า ที่สำคัญอิสลามมีมิติการบังคับใช้ทั้งทางด้านจิตใจ และนิติศาสตร์ คุยกันไปเลยได้ข้อสรุปจากพระวัจนของท่านศาสนทูตที่ว่า อิสลามตอนนมาก็มาอย่างคนแปลกหน้า และจากไปก็จากไปอย่างคนแปลกหน้าครับ (ไม่แน่ใจว่าตัวบทว่าอย่างนี้หรือเปล่า แต่ความหมายประมาณนี้แหละครับ)

ภาพสุดท้าย คือเปาะเลาะห์ แห่งสายบุรีครับ รอบนี้ไม่มีเวลาได้นั่งคุยกันเลยครับ ได้แต่ทักทายแล้วก็จากไป ไว้คราวหน้าคงได้คุยกันอย่างถึงรสนะครับ อินชาอัลลอฮ์