บ่ายวันที่ ๑๔ ต.ค. ๑๔ พ.ต.อ.หญิง ดร. พัชรา สินลอยมา ตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ กลุ่มงานวิชาการสืบสวนและสอบสวน และนายพันตำรวจผู้ชายอีก ๒ ท่านในกลุ่มงานเดียวกัน จาก รร. นายร้อยตำรวจ นัดมาขอคุยเรื่อง การใช้ KM เป็นเครื่องมือในการวิจัยด้านการสืบสวนสอบสวน เพื่อสร้างความรู้ด้านการสืบสวนสอบสวน รายงานหรือเสนอออกมาเป็นคู่มือการสืบสวนสอบสวน โดยในชั้นนี้จะทำเล็กๆ เฉพาะคดีคนหาย
จุดเริ่มต้นเขาไปขอทุนวิจัยจาก สกว. แล้ว สกว. (ดร. สีลาภรณ์) ก็แนะนำให้ใช้ KM เป็นเครื่องมือ และแนะให้มาคุยกับผม ฝ่าย สคส. เราเข้าหารือ ๔ คน คือคุณแอนน์ อ้อ นนท์ และผม
สรุปได้ว่า ถ้าจะใช้เครื่องมือ KM ก็ต้องฝึกทักษะ โดยเฉพาะทักษะการสร้าง บรรยากาศแนวราบ บรรยากาศแห่ง mutual trust บรรยากาศแห่ง appreciation (กระตุ้นต่อมบ้ายอ ที่มีในคนทุกคน) เป็นต้น
เราคุยกันเรื่องวิธีออกแบบโครงการวิจัย โดยใช้ KM เป็นเครื่องมือ
เราคุยกันเรื่องการใช้ KM เป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพการสืบสวนสอบสวน และยกระดับความรู้ด้านการสืบสวนสอบสวน เป็นวัฏฏจักรหมุนเวียนไม่รู้จบ เปลี่ยนวัฒนธรรมของวงการการสืบสวนสอบสวน ของตำรวจ จากหวงวิชา หวงความรู้ ไปเป็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คนที่เกี่ยวข้องจะเห็นด้วยตนเอง ว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กำไรแก่ตนเองมากกว่าการหวงความรู้
คุณอ้อ (วรรณา) จะเป็นหัวหน้าทีมของ สคส. ในการพูดคุยวางแผนต่อ โดยทาง พ.ต.อ. ดร. พัชรา และทีมงานเข้าใจเพิ่มขึ้นแล้วว่า งานนี้เป็นงานประณีต และต้องใช้ทักษะ ที่จะต้องเรียนรู้ทักษะนี้ก่อนการดำเนินการโครงการ และถ้าจะให้วงการการสืบสวนสอบสวนของตำรวจ (ที่จริงประชาชนไทยได้) ได้รับผลอย่างแท้จริง ต้องค่อยๆ สร้าง commitment ของคนระดับบริหาร และดำเนินการในระดับองค์กร คือ สตร.
ผมฝันเห็น KM เข้าไปเป็นเครื่องมือเพิ่มพลังของวงการสืบสวนสอบสวนไทย ให้กลายเป็นวงการแห่งการเรียนรู้
วิจารณ์ พานิช
๑๕ ต.ค. ๕๑