"...ชุมชนในระดับพื้นที่หลายแห่งในสังคมไทย โดยเฉพาะในชนบทและภาคเมืองในภูมิภาคต่างๆของประเทศ ยังคงต้องการกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ของสังคม เพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาต่างๆอันพึงประสงค์ ผสมผสานไปกับการทำงานสุขภาพและโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่างๆในลักษณะนี้อยู่อีกมาก..."

              มานั่งคิดๆดู ผมก็ได้บทเรียนแก่ตนเองอย่างหนึ่งว่า นอกจากทำงานวิชาการ สนับสนุนงานพัฒนาสาธารณสุขมูลฐานและสุขภาพชุมชนแล้ว การรู้จักตัวแปรทางประชากรและวิธีการทางประชากรศึกษา

             รวมทั้งศาสตร์ทางการศึกษา  การจัดการสุขภาพชุมชน สื่อการเรียนรู้  ศิลปะและสุนทรียศาสตร์  ก็ทำให้ผมมีแนวที่จะมองเห็นกลุ่มสังคมสุขภาพได้หลายกรอบ

             มีวิธีระบุกลุ่มคนสำหรับการทำงาน ให้มีความละเอียดอ่อน ยืดหยุ่นและหลากหลาย สอดคล้องกับความซับซ้อนที่เป็นจริงของสังคมได้มากขึ้น

การระบุและจำแนกกลุ่มประชากรจำเพาะประเด็นให้เหมาะสม โดยการเรียนรู้กับชุมชน

             บางสถานการณ์ก็เป็นประโยชน์มากต่อการจัดเงื่อนไขสร้างกระบวนการศึกษาเรียนรู้ เติมทักษะปัจเจกและเสริมพลังการจัดการอย่างมีส่วนร่วมของชุมชน ให้ชุมชนทำเรื่องสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตในวิถีตนเองตามที่ต้องการ มีความสมเหตุสมผลในเงื่อนไขแวดล้อมต่างๆ  แตกต่างหลากหลายกันไป

             สุขภาพด้านที่มุ่งเพื่อปวงชน หรือสุขภาพและความสุขแบบต้นทุนน้อยแต่ก่อผลดีต่อคนส่วนใหญ่ และจากการริเริ่มด้วยคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ชีวิตตนเอง จึงจะยิ่งเป็นไปได้มากยิ่งๆขึ้น  การทำงานหลากหลายไปตามบริบทจำเพาะของกลุ่มคน จึงมีความสำคัญและจำเป็น

             เป็นต้นว่า  การส่งเสริมความมีจิตสาธารณะหรือความเอาธุระเรื่องส่วนรวม เพื่อริเริ่มการมีส่วนร่วมด้วยจิตอาสาของชาวบ้านและกลุ่มคนต่างๆ ในการทำเรื่องสุขภาพในระดับที่เชื่อมโยงกับความเป็นส่วนรวมของชุมชนต่างๆด้วยนั้น กลุ่มชาวบ้าน กลุ่มคนไร้โอกาส  โดยเฉพาะในชนบท และคนที่ไร้โอกาสในเมือง  กับกลุ่มคนชั้นกลางและกลุ่มคนที่มีโอกาสดีพอสมควรหลายด้านในเมือง ผมกับทีมจะมีแนวคิดและกลวิธีปฏิบัติไม่เหมือนกัน 

การเสริมพลังกลุ่มคนยากจนและคนไร้โอกาส

           จากการถอดบทเรียน เครือข่ายการวิจัยและสร้างการมีส่วนร่วม ของกลุ่มคนในชุมชนลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง แง่มุมหนึ่งที่เวทีวิเคราะห์และให้ข้อสรุปจากจุดยืนของเครือข่ายปฏิบัติว่า ความมีจิตสาธารณะ เอื้ออาทร และมีจิตอาสาต่อเรื่องส่วนร่วม เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของส่วนรวมระดับต่างๆให้ดีนั้น มักเกิดขึ้นจากกลุ่มประชาชนที่ไม่มีเงิน ยากจน และขาดโอกาสได้รับผลดีจากการพัฒนาของสังคม

          การไม่มีเงินและสื่อกลางอย่างอื่นในการแลกเปลี่ยนการผลิตและบริการกันและกัน ทำให้คนมีความมีน้ำใจต่อกันเป็นสิ่งทดแทน ซึ่งเป็นการมองตนเองและเข้าสู่วิธีอธิบายที่มีน้ำหนักและเป็นเหตุเป็นผล สื่อท่าทีการเชื่อมั่นต่อศักยภาพชุมชน และไม่ทำให้เกิดขั้วการเป็นปรป้กษ์ต่อกันของความแตกต่างหลากหลายที่ดำรงอยู่จริงอื่นๆ

           การมีกิจกรรมสร้างสุขสาธารณะชีวิตส่วนรวม รวมไปจนถึงทรัพยากรและพื้นที่สาธารณะ และแหล่งกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรม ที่ทำให้คนมีโอกาสหลากหลายในการแลกเปลี่ยนแบ่งปัน  เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งของการมีพลังการดูแลและสร้างความสุขสาธารณะด้วยกัน 

           ต้องเสริมพลังปัจเจกและยกระดับการจัดการจากศักยภาพและทุนทางสังคมอย่างนี้  ให้เข้มแข็งขึ้น พร้อมกับเสริมศักยภาพและบูรณาการมิติอื่นๆ ที่ทำให้ความเป็นท้องถิ่นและโลกาภิวัตน์ มีความผสมกลมกลืน  พอดีและพอเพียงแก่ตน

           ดังนั้น ในกลุ่มคนระดับฐานรากอย่างนี้ จึงไม่ต้องเน้นมิติการศึกษาเรียนรู้ หรือการรณรงค์มากอีกแล้วถึงเรื่องการให้เสียสละ แบ่งปัน มีจิตสาธารณะและจิตอาสา ทว่า ต้องสนับสนุนให้มีความสามารถยืนขึ้นมาและพึ่งตนเองในการจัดการสิ่งต่างๆด้วยกันในวิถีทางใหม่ๆ เช่นการรวมกลุ่มกันแบบกลุ่มประชาคม

            เป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยมีโอกาสดีอยู่แล้ว ต้องมุ่งพึ่งพากันเองให้ได้ก่อน  ความมีจิตสาธารณะอยู่ในขอบเขตการจัดการกลุ่มก้อน เป็นอันดับแรกก่อน

การสร้างเสริมพลังจิตสาธารณะและความเอื้ออาทร ในกลุ่มคนที่มีโอกาสดีกว่า

            ส่วนกลุ่มคนที่มีโอกาสดีนั้น กลุ่มนี้นั่นเอง ซึ่งก็มักจะมีเงื่อนไขดีต่อดีมาหนุนเสริมให้ได้โอกาสดีเพิ่มมากยิ่งๆขึ้น  จึงโดยทั่วไป  หากไม่มีกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมเข้าช่วยจัดการความเปลี่ยนแปลง ก็มักจะไหลขึ้นสู่ยอดปิรามิดในโครงสร้างเชิงอำนาจของสังคม ยิ่งเสริมต่อโครงสร้างที่ดีอยู่แล้วให้กลับดียิ่งขึ้น กลายเป็นวิถีปัจเจกที่มุ่งเอาตัวรอด ทิ้งห่างให้คนระดับฐานรากย่ำแย่มากยิ่งขึ้นไปอีก สุขภาวะส่วนรวมของชุมชนนั้นๆ จะไม่ดี

           เปรียบได้กับการเห็นมีบ้านเรือนหรูหรา อยู่อย่างเอกเทศ  มีขอบเขตความสุขส่วนตนที่ไม่มีแผ่ออกมาเป็นส่วนหนึ่งกับส่วนรวม ท่ามกลางชุมชนโดยรอบที่ดูย่อบแย่บ โกโรโกโส เหมือนกับเชื้อโรคซึ่งต้องป้องกันและขจัดออกไว้นอกรั้วรอบขอบชิด ขาดกิจกรรมส่วนรวม ที่รองรับการแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุกดิบ ให้เป็นที่ร่วมทุกข์ร้อนในการอยู่ร่วมกัน

           ดังนั้น  ต้องเพิ่มโอกาสที่กลุ่มพลเมืองและประชากรกลุ่มดังว่านี้  จะมีบางส่วนที่ไหลกลับลงสู่ฐานราก ไปเป็นพลังเพิ่มพูนโอกาสการพัฒนาให้กับชาวบ้านและคนที่ไม่ค่อยมีโอกาส  จึงต้องมีมิติการศึกษาเรียนรู้อีกทางหนึ่งที่เน้นการมีจิตสาธารณะ เอื้ออาทร เรียนรู้ที่จะมีจิตอาสาแบ่งปันและทำเพื่อผู้อื่น  โดยเฉพาะคนรอบข้างที่ไร้โอกาส

             เป็นกลุ่มที่มีโอกาสดีอยู่แล้ว จึงต้องเสริมพลังความมีจิตใหญ่ จิตสาธารณะ ให้พลังความเป็นปัจเจกอันเข้มแข็งและมีอิทธิพลมากกว่าของเขา  เผื่อแผ่ความเป็นชีวิตส่วนรวม  ถักทอโยงใยกับเครือข่ายสุขภาวะของผู้อื่น มากกว่ามุ่งเสริมความเป็นปัจเจกให้เข้มแข็งและคับแคบลงเพียงเพื่อตนเองมากยิ่งๆขึ้น

             จึงต้องทำให้จิตใจคนเปิดออก เรียนรู้ความเป็นส่วนหนึ่งของสุขภาวะบนฐานชีวิตและทรัพยากรของความเป็นส่วนรวม เอื้ออาทรและมีมิติความสุขสาธารณะ และสุขภาวะที่เป็นสาธารณะมากยิ่งๆขึ้น

เครือข่ายความร่วมมือที่ดีขึ้นของชุมชน

             โดยกระบวนการดังกล่าวนี้ จะทำให้ผู้คนที่แตกต่างทั้งชีวิต ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ ประสบการณ์และการศึกษา มีวิถีการเดินปรับเข้าหากัน เติมเต็มมิติที่ขาดหาย มีสุขสาธารณะในขณะที่ความเป็นวิถีแห่งตนก็ยิ่งดีมากขึ้น มีพลังทางสังคม สามารถเรียนรู้เพื่อทำเรื่องส่วนรวมดังเช่นเรื่องสุขภาพในเงื่อนไขแวดล้อมใหม่ๆ  ในขอบเขตที่กว้างขวางและซับซ้อนกว่าอดีต ได้มากยิ่งๆขึ้น

              การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของปัจเจกและชุมชน จึงนอกจากเป็นการแปรวิกฤติสุขภาพและอื่นๆให้เป็นห้องเรียนตลอดชีวิตในการที่ประชาชนพลเมืองจะมีโอกาสพัฒนาชีวิตและทักษะที่จำเป็นต่อการร่วมสร้างสรรค์สังคมแล้ว ก็นับได้ว่าเป็นการเยียวยาและเสริมสร้างสุขภาพของสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยและเงื่อนไขการก่อเกิดสุขภาวะและการพัฒนาสุขภาพชุมชน  อีกทั้งส่งเสริมให้ระบบสุขภาพโดยรวมดีขึ้น

             ชุมชนในระดับพื้นที่หลายแห่งในสังคมไทย  โดยเฉพาะในชนบทและภาคเมืองในภูมิภาคต่างๆของประเทศ ยังคงต้องการกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ของสังคม  เพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาต่างๆอันพึงประสงค์  ผสมผสานไปกับการทำงานสุขภาพและโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่างๆในลักษณะนี้อยู่อีกมาก.