เรื่องนี้ค้นเจอในแฟ้มหมอมองข่าว

          พ.ทิพย์เนตร เป็นนามปากกาคุณหมอธันย์(ธันย์ โสภาคย์) ในคอลัมน์หมอมองข่าวค่ะ คอลัมน์นี้เผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นไทยนิวส์ หนังสือพิมพ์ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เขียนในช่วงระหว่างปี 2527-2528 นะคะ

          เรื่องนี้เริ่มต้นจากการมองข่าวการแข่งขันกอล์ฟสถาปนิก เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2527 (สนใจติดตามอ่านต้นฉบับข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้ที่งานโสตทัศนศึกษา สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยแพร่ในรูปไมโครฟิล์มค่ะ)

          วันนี้นำ Clipping ข่าวจากต้นฉบับตัดเก็บไว้มาให้ชมด้วยค่ะ(บทความเรื่องนี้เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ ฉับบวันที่ 9 มีนาคม 2527)

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket  หมอมองข่าวนี้อย่างไร ติดตามกันค่ะPhoto Sharing and Video Hosting at Photobucket

.....

          ข่าวในการแข่งขันกอล์ฟสถาปนิกเมื่อ 25 ก.พ. 27 มีนักกอล์ฟคนหนึ่ง อดีตว่าเป็นทีมชาติได้พัตต์ลูกที่หลุม 6 แล้วไม่ลง จึงขว้างพัตเตอร์จนหัก ผู้เห็นเหตุการร์บอกว่าเป็นกิริยาที่ไม่ดี เตือนว่าทีหลังอย่าทำ ที่อเมริกาก็เคยมีนักกอล์ฟขี้โมโหเหวี่ยงพัตเตอร์ขึ้นไปบนสายไฟแรงสูง ไฟฟ้าช้อตเปรี้ยงปร้างมืดไปทั้งตำบล อีกคนที่ออกข่าวทีวีบ่อยคือ จอห์น แม็คเอนโร แชมป์เทนนิสชายเดี่ยวระดับโลก แต่ขี้โมโหโกรธาชี้หน้าด่ากรรมการและคนดูเส้นบ่อยๆ แม้ขว้างร็อคเก็ตจนหักก็เคยปรากฏ ไม่ทราบว่าตอนนี้ได้รางวัลแร็กเก็ตทองคำไปแล้วจะยังขว้างอีกหรือเปล่า

          เรามียาใช้กันหลายอย่างทั้งยาถ่ายพยาธิและยากล่อมประสาท แต่ยาถ่ายอารมณ์ยังไม่มีใช้ คนเราจึงต้องใช้วิธีการตามถนัดไปพลางก่อน บางคนทุบโต๊ะ บางคนด่าคนอื่นโขมงโฉงเฉง ศัลยแพทย์บางท่านขว้างเครื่องมือที่พยาบาลส่งให้ไม่ถูกใจแต่ไม่บอกละว่าเป็นใคร ตามทฤษฎีวิธีการเช่นนี้เรียกว่าการถ่ายยาทางอารมณ์ จอห์น แมคเอ็นโร ใช้ได้ผลดีมากคือชนะทุกที แต่ผู้ชำนาญทางจิตวิทยาแนะนำว่าไม่ใช่วิธีที่ดีนัก คืออาจเป็นพิษจากยาถ่ายว่างั้นเถอะ โดยเฉพาะถ้าไม่รู้จักหยุดหรือไม่มีเบรก เช่น คนที่พูดต่อว่าต่อขานเหน็บแนมตัดพ้อเกินพอดี ทำให้ฟื้นความโกรธอยู่เรื่อยไป พอจะหายก็เริ่มป้อนกลับอีกทำให้ใจกรุ่นโกรธอีกนาน

          นักจิตวิทยาชื่อ แจ๊ค โฮแกนสัน แห่งมหาวิทยาลัยรัฐฟลอริดา วิจัยพบว่าความดันเลือดของนักศึกษาชายที่โกรธจะกลับกลายเป็นปกติ ถ้าเขาได้ระบายความโกรธไปสู่คู่กรณีที่เป็นเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน แต่ไม่จริงหากพบว่าคู่กรณีเป็นอาจารย์อาวุโสกว่าเขา เพราะพบว่ากลับมีอาการแทรกซ้อนกังวลมากขึ้น คือไม่หายโกรธ

          การทดลองนี้เมื่อทำกับนักศึกษาหญิงพบว่าผลตรงกันข้าม เขาพบว่านักศึกษาหญิงมักพยายามระงับโกรธโดยการเจรจาต๊ะอวยกับคู่กรณีฉันเพื่อน ถ้าฝืนไปเอะอะมะเทิ่งเอาไม่ว่าเป็นเพื่อนฝูงหรืออาจารย์ก็จะวุ่นวายใจอยู่ต่อไป

          นักจิตวิทยารายงานว่าการถ่ายยาทางอารมณ์เป็นลักษณะของคนที่เรียนรู้จากประสบการณ์ ถ้าเขาทำเช่นนั้นได้ผลก็จะทำต่อไป คนที่เคยทุบโต๊ะก็ทุบต่อไป คนที่ดุด่าก็ดุด่าต่อไป คนที่เคยขว้างอะไรต่อมิอะไรก็ขว้างต่อไป ตัวอย่างอื่นยังมีเช่นบางคนก็ตั้งหน้าตั้งตาเขียนจดหมาย ถ้าไม่เขียนถึงผู้เกี่ยวข้องก็เขียนอ่านเองยังดี บางคนดื่มเหล้าดับกลุ้ม บางคนว่าได้กระแทกหน้าศัตรูสักทีสองทีจะนอนหลับ บางคนชักปืนยิงเปรี้ยงเพียงถูกขับรถปาดหน้า นิสัยเหล่านี้แก้ยาก จึงสรุปว่าเป็นวิธีที่ไม่ดี

          วิธีการถ่ายยาทางอารมณ์ที่ดีที่สุดคือวิธีที่แนะนำกันมานานแล้วคือ นับ 1 ถึง 10 นี่ก็เป็นการให้เวลาเป็นเครื่องระงับโกรธ เป็นความจริงว่าอารมณ์ของคนเราจะเย็นลงเป็นปกติเมื่อเวลาผ่านไป

          แพทย์รักษาคนที่มีอาการโกรธง่ายเรื้อรังโดยมีหลักการ 3 อย่างคือ

          (1) ให้คิดแง่ดี เช่น สมมุติเสมียนอำเภอแนะว่าถ้าเสียเงินพิเศษก็ได้เร็วหน่อย แทนที่เราจะฉุนกึ๊กว่าเห็นเราเป็นใครจึงมาทำอย่างนี้ ให้คิดไปอีกทางเช่นว่า เขาคงจะหนักมาทั้งวันแล้ว หรือสมมุติเจอเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์บอกบุญไม่รับ แทนที่จะคิดว่า พนักงานบ้ากวนโมโหที่สุด ให้คิดอีกทางเช่น นายคงเพิ่งตะปบมากระมั้ง เป็นต้น

          (2) ควบคุมอารมณ์ให้ดี อาจนับ 1 ถึง 10 อย่าไปนับ 10 ถึง 0 เข้าล่ะเพราะมันจะต่อไม่ได้อีก อาจดูหนังตลกๆ ดูการ์ตูนขำขันให้ได้หัวเราะออกมาดังๆ จะดีมาก แต่อย่าทำตนเป็นคนพูดไม่รู้จักจบ วกไปวนมาแถมรื้อฟื้นเรื่องเก่าพัวพันยุ่งกันใหญ่ การพูดเพื่อระบายความโกรธมักไม่เป็นผลดี ที่มีผลร้ายถึงล้มตายก็มีไม่น้อย

          (3) พูดเพื่อสร้างสรรค์ เมื่อท่านโกรธและต้องการขจัดความโกรธ ถ้าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยควรนิ่งเสีย ถ้านิ่งแล้วยังไม่สงบให้เลี่ยงไปเล่นกีฬา ดูหนังตลก ถ้าเป็นเรื่องสำคัญของครอบครัว หรือของบ้านเมือง เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เป็นเรื่องนโยบายหลักการปฏิบัติและสวัสดิภาพ จำเป็นต้องพูดลุ้นสู้กันบ้างด้วยเหตุผล จะทำนิ่งเป็นพระเตมีย์ใบ้ไม่ได้ และที่สำคัญคือให้สังเกตผลแตกต่างเพื่อเรียนรู้ต่อไปอีก.

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucketเป็นอย่างไรบ้างคะคุณหมอธันย์ของฉันท่านมองข่าวในยุคปี 2527Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

          เรื่องยาถ่ายอารมณ์ ดิฉันว่าหยิบเรื่องนี้มาปัดฝุ่นอ่านอีกครั้งก็ยังพอทันกับเหตุการณ์ปัจจุบันอยู่บ้างดูอย่างเรื่องการเมือง ยุคโน้นหรือยุคนี้ การใช้ยารักษาอารมณ์ก็คงมีสรรพคุณยาชนิดเดียวกัน แต่หายขาดหรือไม่ คงไม่กล้ารับประกัน 

          แต่กรณีการศึกษาวิจัยของคุณฝรั่ง เรื่องการระงับโกรธของวัยรุ่นหญิง จะใช้ได้กับยุคนี้ไหม ดิฉันว่าจากภาพเป็นข่าวผ่านมือถือที่เราเห็นบ่อยๆ คงเป็นยาถ่ายอารมณ์ชนิดรุนแรงที่ต้องอยู่ในความดูแลโดยใกล้ชิดของคุณครู ตำรวจ แพทย์(จิต) พยาบาล และควรต้องหันกลับไปพิจารณายาสามัญประจำครอบครัว ต้องใช้เป็นวิตามินเสริมทุกวันๆ ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กคงจะดีกว่าเป็นแน่นะคะ

          ...ยาถ่ายทางอารมณ์ของชุมชนชาว G2K ผ่านรูปแบบการเขียนค่ะ เป็นยาสามัญประจำบล็อก เป็นยาที่มีหลายหลากรสชาติ เม็ดยามีสีสันแพรวพราว ซื้อก็ไม่ขาย เห็นมีแต่แจกกันฟรีๆ พอนาน ๆ ไป มีการพัฒนายาจากการเขียนเป็นพบปะเผชิญหน้ากันแบบแฮปปี้...

          ณะที่เขียนถึงบรรทัดนี้ ฉันแอบแวะเวียนเข้าไปดูบันทึกใหม่ในหน้า G2K ได้พบยาถ่ายอารมณ์เม็ดใหญ่ อาหารเพื่อจิตวิญญาณ » ก็แค่...โยนมันทิ้งไป (2-24) ของน้อง คนไม่มีราก  เข้าให้แล้วค่ะ ยานี้เรียก ยาตะโกนปาวๆ  (น้องเค้าตั้งชื่อเองค่ะ) ไม่เชื่อคุณลองตามเข้าไปอ่านดูนะคะ

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket 

ปิดท้ายบันทึก อยากทราบจังค่ะว่า

ยาถ่ายอารมณ์ของบล็อกเกอร์แต่ละท่าน

มีสรรพคุณกันอย่างไรบ้างค่ะ

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket    Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket