ออกพรรษาอีสานหนองคาย

  ออกพรรษาทีไรที่หนองคายจะคึกคักทุกปีเลยนะค่ะ

           ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่านักท่องเที่ยวต่างก็อยากมาชม ร่วมกันพิสูจน์ปรากฎการณ์นี้ ที่มีครั้งเดียวในรอบปี ลูกไฟสีแดงอมชมพู ขึ้นกลางลำแม่น้ำโขง  มีเฉพาะวันออกพรรษาวันเดียวเท่านั้น และที่อีสานหนองคาย ต่างก็รอคำพิสูจน์จากนักวิทยาศาสตร์

          ปีนี้ปูเองก็มีโอกาสได้ไปอีกครั้งค่ะ มีเป้าหมายจะไปชมที่กิ่งอำเภอรัตนวาปี ห่างจากตัวเมืองประมาณ 100 กว่ากิโลเมตร ระหว่างทางก็แวะเข้านมัสการ กราบไหว้ วัดวาอารามต่างๆ ซึ่งจังหวัดหนองคายก็เป็นจังหวัดที่มีวัดวาอารามมากถึง 7,000 แห่ง โอ๊!!!  มากใช่ไหมล่ะค่ะ  และยังเป็นจังหวัดที่น่าอยู่อันดับ 7 ของโลกด้วย โปรโมตนิดนึงค่ะ

                       

 

  วัดแรกที่ไปคือวัดบ้านหนองกุ้งเหนือ  วัดพระพทธบาทนาหงส์  วัดถ้ำศรีธนตามลำดับ ที่เห็นในภาพที่สองนี้ คือวัดถ้ำศรีธนค่ะ เป็นวัดที่มีก้อนหินเยอะมาก และวันทีไปก็มีนักท่องเที่ยวไปเยอะเหมือนกัน แต่ที่นั่นถึงจะมีนักท่องเที่ยวมากมาย แต่ก็เงียบสงบมาก  เพราะทุกคนต่างทราบดีว่าถึงวัดจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่สิ่งที่ทุกคนต้องรักษาและปฏิบัติก็คือ  การที่ไม่ส่งเสียงดัง

         ภายในวัดนี้ก็จะมีอุโบสถ์ตั้งอยู่ภายใต้ก้อนหินใหญ่มหึมา และที่ก้อนหินนี้ นักท่องเที่ยวก็ยังสามารถเดินขึ้นไปชมความงามที่ข้างบนได้ค่ะ สูงมากปูก้ได้ขึ้นไปและถ่ายรูปเก็บไว้  เอ้อ!!! รูปที่เห็นทางขวามือ ภาพบน เป็นรูปปั้นนางมโนราห์ค่ะ กำลังจะบินหนีจากการถูกักขังของแม่ ที่ขังตนไว้ (ตามตำนานเล่ามายังงี้ค่ะ) ส่วนภาพขวาล่าง ก็คือ ศรีธน  หลังจากที่เล่าเรียนอาคม จากอาจารยืแล้ว ระหว่างทางกลับบ้านก็อยากลองวิชาดู  ท่านั้นศรีธนกำลังฟันดาบลงไปที่ก้อนหินขนาดใหญ่ค่ะ  และก้อนหินนั้น ก็มีรูปร่างคล้ายกับมีคนฟันจริงๆๆ  เราะแยกออกเป็นสองส่วน และแต่ละด้านเรียบสนิทเลยค่ะ

 

                             

 

    จากนั้นก็ขับรถมาตามทางหนองคาย  บึงกาฬเรื่อยๆ จนถึงที่หมายคือ วัดอาฮงศิลาวาส  ชื่อแปลกๆดีนะค่ะ  ซึ่งที่วัดนี้ก็จัดว่าเป้นแหล่งท่องเที่ยวอีกเช่นกัน  บริเวณหน้าวัดติดกับแม่น้ำโขง และที่สำคัญสุดๆ คือ  มองไปจะเห็นสะดือแม่น้ำโขงพอดี  ซึ่งบริเวณนี้จะเป็นน้ำวนตลอดเวลาค่ะ แต่เมื่อถึงฤดูน้ำลด  ตรงบริเวณสะดือแม่น้ำโขงนี้  จะเห็นแค่ก้อนหิน  ธรรมดาๆๆ ที่กองรวมกันอยู่  ทัศนียภาพภายในวัดงดงามมากๆค่ะ  มีก้อนหิน มหึมาหลายๆก้อนเต็มไปหมดเลย ปูเองก็อดถ่ายรูปให้ชมกันไม่ได้

                            

 

  วันออกพรรษานั้นทางวัดอาฮง  ก็มีการจัดงานรื่นเริงต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคกัน  ที่นั้นก็จะมีงานวัดย่อยๆๆ มีชิงช้า  ม้าหมุน ปูเองก็แอบถ่ายรุปไว้ เพราะที่กรุงเทพบรรยากาศแบบนี้คงหาชมได้ยากสักหน่อย

                             

 

                                

 

   ในท้ายที่สุดของวันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงค่ะ คือการได้ชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค บริเวณทั่วทั้งวัดบรรยากาศกำลังได้ที่  แสงจากดวงจันทร์ที่ส่องลงมากลางลำแม่น้ำโขง ก็พลอยทำให้ผู้มาเข้าชมวันนั้นต่างมีความหวังว่า ขอให้ปีนี้เกิดบั้งไฟหลายๆลูกด้วย เพราะไม่อยากให้คนที่เดินทางไกลมาแล้วไม่ได้ชมด้วยกัน เมื่อเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง  บั้งไฟลูแรกขึ้นกลางแม่น้ำโขง ร หน้าวัดอาฮงศิลาวาส เวลาประมาณสองทุ่มเศษ  เสียงร้องดังมาจากผู้คน เสียงเหล่านั้นเป็นเสียงแห่งความดีใจ ที่ได้ชมความนี้ ปูเองก็อดดีใจด้วยไม่ได้ เมื่อเห็นปรากกการร์ที่เฝ้ารอมานานนับวัน นี่แหละนะค่ะที่เป็นเสน่ห์ของจังหวัดหนองคายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา

 

                               

 

เอ้อ !!!  อีกอย่างทีตัวเมืองหนองคาย มีการจัดงานวันลอยกระทงด้วยนะค่ะ  ที่หนองคายมีงานลอยกระทงสองครั้ง  คือ วันออกพรรษา  และ วันเพ็ญเดือนสิบสองค่ะ

    ถ้าใครยังไม่เคยชม ก็ลองแวะไปบ้างนะค่ะ ถือว่าเป้นครั้งหนึ่งของชีวิต