“ทุกอย่างอยู่ที่ใจ อยู่ที่เราทำใจได้มากน้อยแค่ไหน”

ก่อนไปรับพลังใจเพิ่มเติมจากชาวเฮภาคเหนือ ฉันไปนั่งสังเกตการณ์บรรยากาศในเวทีที่เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเขามีกิจกรรมร่วมกันเรื่อง KM ที่เขาเรียนรู้ร่วมกันต่อเนื่องมาทั้งปี วาระนี้เขาเอาเรื่อง outcome mapping มาทำความรู้จักกันค่ะ

เวทีนี้เขาบอกว่า outcome mapping เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการประเมินผล ใครในที่นั้นจะว่าอย่างไรก็ตามแต่จะตีความกัน แต่ฉันฟังแล้วสรุปว่า ความแตกต่างของการวัด อยู่ตรงที่ KPI ไม่ได้หยุดลงตรงองค์ความรู้ แต่ไปหยุดลงตรงพฤติกรรมที่เปลี่ยนของคนหรือองค์กรที่ผู้นั้นไปทำหน้าที่ก่อกวนหรือเป็นพี่เลี้ยงอยู่ องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่เกิดจากคนที่พี่เลี้ยงมุ่งจะเปลี่ยนพฤติกรรมใช้อาวุธคือความรู้ที่ตนมีทั้งนอกตัวและในตัวไปสัมพันธ์กันพัลวันบูรณาการกันออกฤทธิ์เดชจนเกิดนวตกรรมใหม่และองค์ความรู้ใหม่ที่จำเป็นขององค์กรแห่งนั้นขึ้น 

มุมอื่นของ outcome mapping นั้นมีอีก ลึกขนาดเรียนกันเป็นปีๆจึงจะจบ แต่ถ้าเพื่อจะหา KPI ตอบคำถามเพื่ออะไรของบริบท จะเรียนลึกๆแบบโง่แล้วขยันให้เหนื่อยใจไปทำไม เหนื่อยให้ได้อะไรมาใช้เพื่อสิ่งที่ดีขึ้นๆจนความยั่งยืนอย่างพอดี พอเพียงเกิดขึ้นในองค์กรดีกว่า 

การฝึกเรียนรู้จักตนเอง ทำให้ฉันมีความเชื่อว่า ภายใต้บริบทของความเป็นคน ผู้ที่มีรู้จักความสุขคือผู้ที่เข้าใจและช่วยคนอื่นให้เป็นสุขได้  ภายใต้บริบทความเป็นโรงพยาบาล ผู้คนที่เข้ามาต้องการบริการที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์จากผู้คนในโรงพยาบาล  หากฉันจะเอาหลักของ outcome mapping มาใช้วัดบริการที่มีหัวใจเป็นมนุษย์ ฉันคิดว่าฉันควรจะวัดจำนวนผู้คนในโรงพยาบาลที่รู้จักความสุขค่ะ

ตอนเย็นของวันหนึ่งขณะเตรียมตัวกลับบ้าน สายตาเหลือบไปเห็นสาวหนึ่งนั่งอยู่ แวบแรกที่มองเห็น คุณสัญญาก็มาสะกิดให้รำลึกว่า เอ๊ะ! นั่นน้องที่เคยเข้าไปร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนการพัฒนาตนนี่นา คุณสัญญากระซิบว่า อยากรู้จังว่าตอนนี้เธอเป็นอย่างไร ทันทีที่ฟังเสียงกระซิบของคุณสัญญาจบลง สมองของฉันทำงานทันทีบอกมาว่า กระไรเลยคนมารับยังมาไม่ถึง พอจะมีเวลา เข้าไปถามไถ่ดูหน่อยปะไรว่าใจเธอตอนนี้เป็นอย่างไร แล้วเท้าของฉันก็ก้าวไปหาเธอ ความอยากรู้ของคุณสัญญาเกิดจากคำพูดเธอที่เคยบอกออกมาว่า ทุกอย่างอยู่ที่ใจ อยู่ที่เราทำใจได้มากน้อยแค่ไหน

ฉันเข้าไปทักทายและถามไถ่ด้วยคำพูดว่า หลังไปเข้าโครงการกลับมาแล้วเป็นอย่างไรบ้างน้อง เธอยิ้มและตอบว่า หนูทำใจได้มากขึ้น ใจหนูเย็นขึ้น จนพี่พยาบาลที่หนูทำงานอยู่ด้วย พูดทักหนูว่า เธอเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้เวลาใจไม่สบาย หนูบอกตัวเองว่าทำใจนะ มันทำได้ง่ายขึ้น แต่ก็อย่างว่าแหละหมอ ยังต้องฝึกตัวเองค่ะ ทำได้ยังไม่ทั้งหมด 

ตอนเที่ยงของวันหนึ่ง ฉันไปนั่งกินข้าวที่ร้านอาหารเอกชนที่เข้ามาขายอาหารในร.พ. และได้พบกับพะ-ยา-บาล 2 สาวที่เคยไปร่วมโครงการ เรื่องที่คุยกันนั้นมีอยู่หลายเรื่อง มีช่วงหนึ่งที่คุยกันถึงเรื่องผลที่เกิดขึ้นกับตัวตนของเธอหลังจากเข้าโครงการ เธอคนหนึ่งบอกว่า ทำใจได้มากขึ้น ที่จะทำงานต่อไป เข้าใจแล้วว่าการทำงานที่ทำอยู่มีปัญหาที่ต้องเจอเช่นนี้ตลอดไป ส่วนเธออีกคนไม่ได้ตอบอะไร

แค่เรื่องราวเหล่านี้ ฉันได้ตัวเลขไปคิด KPI ว่า ในจำนวนคนทั้งหมดที่เข้าโครงการ มีคน 1 คนที่เปลี่ยนไป คน 1 คนที่เริ่มคิด และ มีคน 1 คนที่ยังไม่รู้เปลี่ยนหรือไม่  ความรู้ที่ฉันได้คือ กระบวนการที่ฉันนำไปใช้เปลี่ยนใจคนทั่วไปที่พานพบปัญหาหนักๆในใจมาก่อนได้แน่นอน  กระตุกความคิดของคนที่เรียนเรื่องสุขภาพมาเยอะและยังติดเรื่องความรู้ในตำราได้บางส่วน  ส่วนความรู้อะไรที่เกิดใหม่หลังจากลงมือด้วยกระบวนการที่ลงมือทำ ฉันจะไปขอสัมภาษณ์เชิงลึกให้เขาเล่าออกมาหรือเขียนเรื่องเล่าให้ค่ะ 

บันทึกเรื่องนี้เอาไว้ เพื่อสรุปความรู้และขอข้อชี้แนะจากผู้ที่มีความเชียวชาญเรื่อง outcome mapping ต่อไปในมุมที่ฉันอาจจะเข้าใจเพี้ยนไป