"...นักวิจัยชาวบ้านแบบที่กล่าวถึงนี้ มีทักษะการเรียนรู้และสร้างความรู้ผสมผสาน บูรณาการ กลมกลืนอยู่บนการปฏิบัติตนเอง ถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลอย่างมีความหมาย พูดคุย วาดรู้ป นั่งฟังและแลกเปลี่ยนทรรศนะกับเวทีต่างๆ อย่างมีความหมาย ผสมผสานภาวะผู้นำของสังคมมุขปาฐะ กับสังคมฐานความรู้หนังสือ(Knowlege-Based Society) อย่างพอดี-พอเพียง ไม่เว่อร์ เชย และหลุดจากความเป็นตัวของตัวเอง..."

              สังคมไทยเป็นสังคมที่มิได้มีพื้นฐานเป็นสังคมฐานความรู้ที่อยู่ในรูปของหนังสือและการอ่านหนังสือ  สังคมฐานความรู้หนังสือที่เก่าแก่ที่สุดของโลกคือจีน อินเดีย กรีก ขอม ซึ่งมีอารยธรรมหนังสือและการอ่านมาก่อนใครหลายพันปี  อเมริกาและยุโรปก็เป็นสังคมฐานความรู้หนังสือมาก่อนสังคมไทย ทว่า มาทีหลังโลกตะวันออกเยอะ

             หากถือเอาการมีอักษรไทยและการบันทึกปัญญาความรู้เป็นหนังสือ ลงในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงในวัฒนธรรมสุโขทัย เป็นหมุดหมาย สังคมไทยก็เข้าสู่สังคมฐานความรู้หนังสือมาได้ไม่กี่ร้อยปีมานี่เอง ภาษาการวาดรูปในถ้ำ และการทำสัญลักษณ์ตามสิ่งของเครื่องใช้  รวมไปจนถึงโหราศาสตร์  การอ่านธรรมชาติ อ่านชีวิต และสิ่งแวดล้อม มีมาก่อนภาษาหนังสือหลายศตวรรษ

             อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงว่า การศึกษาเรียนรู้วิชาหนังสือในอดีตนั้น  ถูกสร้างขึ้นโดยสังคมวิถีอำนาจและถือผู้ชายเป็นใหญ่  กระทั่งกลายเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ไป การเป็นชุมชนฐานความรู้หนังสือ  จึงเป็นเครื่องมือทางอำนาจของคนกลุ่มน้อยเท่านั้น กระนั้นก็ตาม งานเขียนและวรรณกรรมของไทยล้านนา ก็ก้าวหน้ามาก่อนสังคมฐานความรู้หนังสือไทยภาคกลางเสียอีก

             คนส่วนใหญ่และชาวบ้านทั่วไป  ที่พอนับได้ว่าสามารถเข้าถึงการศึกษาเรียนรู้หนังสือ ภายใต้ปรัชญา การศึกษาเพื่อปวงชน หรือ Education for All ของเหล่าสหประชาชาติ ก็เมื่อ 5 ทศวรรษที่ผ่านมาเท่านั้น ดังนั้น สังคมฐานความรู้หนังสือจึงเป็นจุดอ่อนของสังคมไทยในเชิงพ้ฒนาการบนฐานความรู้แบบสมัยใหม่ของโลก ทว่า หากดูมิติอื่นๆด้วย ก็อาจจะเห็นตัวตนอีกแบบหนึ่งที่น่าสนใจ

            จุดแข็งและเป็น Tacit Knowledge หรือศักยภาพปัญญาและทุนทางสังคมจำเพาะตน ของสังคมไทยอย่างยิ่งคือ สังคมฐานความรู้แบบมุขปาฐะ และ ปฏิภาณ การสร้างสรรค์ประเพณี และการละเล่น  อันได้แก่การสร้างความรู้และจัดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีความหมายต่อการขัดเกลา หล่อหลอม ให้ปัจเจกก่อเกิดความงอกงามและเจริญเติบโตทุกด้าน  ผ่านการพูดคุย  สืบทอดปากต่อปาก ทำกิจกรรมการงาน และอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

           ชุมชนและสังคมดั้งเดิม  จึงมีความร่ำรวยทางการแสดงวาทะและมุขปาฐะ  รวมทั้งกิจกรรมสาธารณะที่รองรับมิติการสื่อสารเรียนรู้ทางสังคม ผ่านกระบวนการทางสังคมต่างๆ  เช่น  มีนิทาน  เกร็ดชีวิต  ตำนานเรื่องเล่า เพลงบอก การเทศน์  วงสทนาในลานข้าว การทำงานเป็นกลุ่มก้อนแบบลงแขก ศาลาวัด เพลง ศิลปะ และการละเล่นท้องถิ่น  กิจกรรมทางวัฒนธรรมและประเพณีซึ่งเป็นวิถีชีวิตมากกว่าดังที่เห็นในปัจจุบัน 

           ในการสร้างปัญญาชน ระดมความเป็นผู้นำแบบรวมหมู่ (Collective Leadership) และทำให้ปัจเจกมีภาวะผู้นำรอบด้าน  ทั้งทางด้านปัญญา  คุณธรรม และวิชาความรู้ เพื่อนำกลับไปใช้จัดการสุขภาวะในชีวิต  ก็มีการบวชและใช้ชีวิตรวมหมู่ด้วยการอุทิศตนเป็นวิธีให้การศึกษาอบรม  เรียนรู้เพื่อคลายจากตัวตนและตัวกูของกู ให้เป็นสมบัติส่วนรวมอย่างสิ้นเชิง (From individual to public) ซึ่งก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการสืบทอดหลักธรรมคำสอนที่เคร่งครัด  ผ่านมุขปาฐะ  การพูด  การท่อง  ปฏิภาณ  และศักยภาพการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติของปัจเจกเป็นหลัก เช่นกัน

         ดูไม่เป็นระบบ  อีกทั้งพิธีกรรมก็ไม่ขรึมขลังเหมือนวิธีการทางความรู้แบบสังคมฐานความรู้หนังสือ แต่ในบางกรณีและในบางสถานการณ์  ก็เป็นจุดแข็งและจุดเด่น ที่สร้างความแตกต่างไม่เหมือนใดในโลก เช่น  การสืบทอดหลักธรรมที่สำคัญทั้งหมดในพุทธศาสนา  ซึ่งก่อเกิดจากวัฒนธรรมอินเดียนั้น สืบทอดแบบอินเดียซึ่งเป็นต้นฉบับเอง ก็รักษาไว้ไม่อยู่ 

         ในขณะที่สังคมไทยซึ่งได้รับอิทธิพลมาอีกต่อหนึ่งและสืบทอดโดยวิธีมุขปาฐะเป็นหลัก  ที่สำคัญคือ  โดยวิธีสร้างให้มีปัญญาชนรุ่นใหม่ท่องปาฏิโมกข์ให้ได้อยู่เสมอ กลับทำหน้าที่สืบทอดและเป็นนายไปรษณีย์ ส่งผ่านระบบปัญญาและองค์ความรู้สำหรับการพัฒนาจิตใจมนุษย์ สู่ผู้คนระหว่างรุ่นได้ดีกว่าสังคมที่เป็นต้นฉบับเสียอีก  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิดและน่าสนใจ

          การท่องและสืบทอด เถระ+วาทะ หรือหลักธรรมคำสอนที่สำคัญ  หากใครได้สังเกตการณ์  ก็จะรู้ว่ามีระเบียบวิธี แม่นตรง และเชื่อถือได้มากอย่างยิ่ง โดยจะมีการปฏิบัติเป็นกลุ่ม ร่วมกับการมีชุมชนเรียนรู้ไปด้วยทุกครั้ง 

         หมู่สงฆ์และชาวบ้านจะนั่งฟังอย่างจริงจัง  พระรูปหนึ่งจะอาสาท่องสืบทอด  รูปหนึ่งจะกางจารึกในใบลานสอบทาน และอีกรูปหนึ่งที่แม่นปาฏิโมกข์  จะคอยนั่งประกบ 

         ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับแม้เพียงนิดเดียว  ก็จะมีคนอย่างน้อยสองคนทักท้วง และต้องกลับไปท่องใหม่ ซึ่งรวมถึง 84,000 ธรรมขันธ์และใช้เวลาทบทวนเรียนรู้เป็นกลุ่มเนืองๆอย่างนี้ทุกๆระยะ 2 สัปดาห์ครั้งละเกือบสองชั่วโมง 

         โดยวิธีการและกระบวนการอย่างนี้  สังคมไทยจึงได้ชื่อว่า เป็นสังคมที่ดูแลรักษาพุทธศาสนา ซึ่งเป็นภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ที่สำคัญที่สุดวิถีหนึ่งของโลก  ไว้ได้ดีที่สุดในโลก  ดียิ่งกว่าสังคมที่เป็นแหล่งก่อเกิด  ซึ่งต้องกลับมาเรียนรู้ไปจากสังคมไทยอีกรอบหนึ่ง อีกด้วย

         ดังนั้น ชุมชน และสังคมที่ปฏิสัมพันธ์กันผ่านกิจกรรมและกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม และวิถีมุขปาฐะ หรือพูดคุยสื่อสาร เรียนรู้ ในชีวิตประจำวันแบบปากต่อปากผ่านการพบปะกันในโอกาสต่างๆ  จึงเป็นพลังการเรียนรู้แต่ดั้งเดิมของสังคมไทย  ทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีนัยต่อเรื่องนี้และซึมลึกอยู่ในสังคม  จึงเป็นความจำเพาะตน  มีความเป็นตัวของตัวเองและเป็นผู้นำเขาได้  มากมาย

         อย่างไรก็ตาม  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกันกับโลกรอบข้าง  ทั้งการให้ผู้อื่นและการรับของเขามา ก็เป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็น การพัฒนาคนส่วนใหญ่ให้มีทักษะการเรียนรู้ ก้าวทันความทันสมัยและพัฒนาทางวัฒนธรรมไปด้วย ให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ด้วยเทคนิควิธีการใหม่ๆ และเป็นสังคมฐานความรู้หนังสือ (Knowlege-Based Society) ก็ไม่มีใครปฏิเสธว่าเป็นเรื่องที่ควรต้องทำ 

          ทว่า ต้องทำให้แยบคาย สอดคล้องกับบริบทของตน ต่อยอด และเสริมพลังขึ้นจากสิ่งที่คนในสังคมมีอยู่เป็นรากฐานเดิม คือความรู้และการเรียนรู้ที่อยู่ในวิถีชีวิต รวมทั้งกระบวนการสร้างความรู้และสื่อสารเรียนรู้ทางสังคม ผ่านการอยู่และทำมาหากินด้วยกัน  พบปะ  พูดคุยและสื่อสารกันด้วยความวางใจฉันท์เพื่อนมนุษย์

          ด้วยความตระหนักในเรื่องดังกล่าว อีกทั้งในการทำงานสาธารณสุขมูลฐาน สาธารณสุขชุมชน และการสร้างสุขภาพชุมชน เป็นแนวการทำงานที่อิงคนส่วนใหญ่ก่อน ซึ่งแม้ในเวลานี้แล้วก็ตาม คนส่วนใหญ่ในสังคมเรา ก็ยังเป็นคนที่มีโอกาสน้อย 

         การศึกษาที่เป็นทางการไม่มาก  มีความจำเป็นพื้นฐานซึ่งสัมพันธ์อยู่กับกระแสหลักของการพัฒนาอย่างใกล้ชิด  จึงต้องสามารถเรียนรู้การพึ่งตนเองพร้อมไปกับเลือกสรรการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ชีวิตตนเองได้ดี ผมเลยมีบทเรียนในการนำเอาแนวคิดและความตระหนักต่อสังคมของตนอย่างนี้ไปทำงานอยู่บ้างพอสมควร 

         ส่วนหนึ่งคือ  สร้างกลุ่มนักวิจัยชาวบ้าน และพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้  ให้อยู่ในมือและส่งเสริมการเป็นนายตนเองของชาวบ้าน  ผสมผสานทั้งวิถี เทคนิค และวิธีการดั้งเดิม จากสังคมมุขปาฐะ กับเครื่องไม้เครื่องมือและวิธีการที่ทันสมัย กระทั่งถึงสื่อและเครื่องมือ IT แบบดิจิตอล 

         ทว่า  ผมสร้างสำนึกการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้  ความรักในการเรียนรู้  ความเชื่อมั่นตนเองและความสมาร์ท  คือ  ไม่เคอะเขินเพราะทำมันออกมาจากใจ  รู้แจ้งจากข้างใน  มิใช่ทันสมัยเพียงรูปแบบภายนอก  โดยแบ่งออกเป็นสอง-สามขั้น ครับ.........

    ทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นตนเองและคงความเป็นนายตน เป็นผู้นำตนเอง มีจิตใจและความคิดเป็นนายตนเอง

  • พัฒนาจิตใจ  ความละเอียดอ่อน  ความเอื้ออาทร  สันติและไว้วางใจโลกรอบข้างสูง  หลักๆ เลยก็โดยการทำงานร่วมกับ ชมรมชีวเกษม  ซึ่งเป็นเครือข่ายปัจเจก  พัฒนาการเรียนรู้และสร้างสุขภาวะทางจิตใจนำการจัดการกายภาพและวัตถุ  กระบวนการนี้จะมาก่อน และเป็นพื้นศักยภาพเดิมที่ประชาชนและคนทั่วไปในสังคมไทยจะมีอยู่ในตน

        ส่งเสริมพลังการเรียนรู้ออกมาจากฐานเดิม รักในการเรียนรู้ ศรัทธาในวิถีแห่งการใช้พลังทางปัญญา และเห็นหลักการสำคัญของวิธีการทางความรู้ในระบบธรรมชาติของชีวิต

  • พัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบและพื้นฐานการเรียนรู้เป็นกลุ่มก่อน พัฒนาทักษะการคิดเป็นกลุ่ม  การวาดภาพสื่อสารความคิด  การพูดและฟัง  การสร้างความรู้ขึ้นจากประสบการณ์  การเป็นผู้นำในสถานการณ์การทำงานเป็นกลุ่มในด้านที่ตนเองนำการมีส่วนร่วม

       พัฒนาทักษะทางเทคโนโลยีและสื่อดิจิตอล แบบฉลาดใช้ หรือ IT Literacy Learning

  • ฝึกการถ่ายรูปดิจิตอล  ปรับวิธีคิดและสร้างทัศนคติใหม่ต่อการมีกล้องดิจิตอลและเครื่องมือคอมพิวเตอร์  ซึ่งชาวบ้านและลูกหลานของเขามักจะมี ว่าหากจะเปลี่ยนให้การมีกล้องและคอมพิวเตอร์ จากการเป็นเพียงสิ่งบ่งชี้ทางแฟชั่น อีกทั้งทำให้ชีวิตฟุ่มเฟือยและสิ้นเปลืองเพิ่มขึ้น  สู่การเป็นเครื่องมือสร้างเสริมภาวะผู้นำแบบจิตอาสาของชาวบ้าน ก็ต้องมีและใช้อย่างมีความหมาย โดยให้ประสบการณ์และการลงมือด้วยตนเองแบบต่างๆ คือ
  • เรียนรู้ผ่านภาพถ่ายและการนำเสนอสื่อดิจิตอลแบบสร้างพลัง  ผมผสานกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นกลุ่ม
  • ฝึกถ่ายภาพ ศิลปะการถ่ายภาพ และการถ่ายภาพเพื่อเก็บข้อมูลอย่างผ่านการพินิจพิเคราะห์  ทุกคนถ่ายภาพและเก็บข้อมูลชุมชนด้วยตนเอง  เพื่อนำมาวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นกลุ่ม บวกวิธีคิด มุมมองต่อความจริง การคิดสร้างสรรค์ การเลือก หรือการบวกจิตใจ ความรู้ชุมชน และทักษะของคน ให้กับกล้อง มิใช่สักแต่ว่ามีและถ่ายไปตามสมัยนิยม
  • นำเสนอความรู้ที่สร้างขึ้นในตน ด้วยภาพถ่าย และสามารถใช้การวาดภาพช่วยด้วยได้

        พัฒนาวิธีทำสื่อเพื่อจัดเก็บและนำเสนอความรู้เป็นกลุ่ม หรือเป็นชุมชนเรียนรู้

  • ทำให้กลุ่มเรียนรู้  กลุ่มนักวิจัยชาวบ้าน  รวบรวมความรู้และประสบการณ์ซึ่งผ่านการวิเคราะห์และสรุปบทเรียนเป็นกลุ่ม  ทำเป็นเนื้อหาสั้นๆ วางแผนทำสื่อและแสดงการสื่อสารง่ายๆ สั้นๆ
  • ทำเป็นสื่อที่ตนเองมีคนในกลุ่มทำได้  เช่น ทำเป็นสื่อ ซีดี  ทำเป็นสื่อนำเสนอเป็นชุดด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปคอมพิวเตอร์
  • จัดเวทีให้นำเสนอและเผยแพร่ ผ่านเครือข่ายเชิงพื้นที่ระดับต่างๆ  เช่น ระดับอำเภอ  ระดับจังหวัด  ระดับภูมิภาค  ระดับเขตพื้นที่

         โดยวิธีนี้  ผมและทีมวิจัยในแนวนี้  ก็พบว่า  มันเป็นทางหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านและประชาชนไม่จ๋องเมื่อเจอกับรูปแบบทางการและเทคโนโลยีที่มากับสังคมฐานความรู้หนังสือครับ  เวลาไปขึ้นเวทีสาธารณะ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภาค และในระดับประเทศ นักวิจัยชาวบ้านที่เป็นเครือข่ายเรียนรู้กับทีมวิจัยของสถาบันผมในแนวทางนี้  สร้างความประทับใจให้กับทุกคนอยู่เสมอ เพราะสมาร์ท หรือดูสง่างาม มีพลังสื่อสะท้อนความจริงใจ  เคารพผู้อื่นและเชื่อมั่นตนเอง หากจะใช้เครื่องมือและเทคโนโลยี ก็มีเหตุผล มีความหมาย ไม่รุงรัง 

         ที่สำคัญและมักทำให้คนที่พบเห็นประหลาดใจคือ นักวิจัยชาวบ้านแบบที่กล่าวถึงนี้ มีทักษะการเรียนรู้และสร้างความรู้ผสมผสาน  บูรณาการกลมกลืนอยู่บนการปฏิบัติตนเอง ถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลอย่างมีความหมาย พูดคุย วาดรูป นั่งฟังและแลกเปลี่ยนทรรศนะกับเวทีต่างๆ  อย่างมีความหมาย ผสมผสานภาวะผู้นำของสังคมมุขปาฐะ กับสังคมฐานความรู้หนังสือ (Knowlege-Based Society) อย่างพอดี-พอเพียง ไม่เว่อร์ เชย และหลุดจากความเป็นตัวของตัวเอง.