ค่าของคน

เรื่องเล่าจากเวทีการอบรม(สวสช.)

                         ค่าของคน 

วิทยากรโดย : อ.ดร.นพ.โกมาตร  จึงเสถียรทรัพย์

สถาบันวิชาการเพื่อการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพชุมชน (สวสช.)

เรื่องเล่าโดย: ปิติสุข  พันสอน (หมออนามัยไทเลย)

การฝึกอบรมโครงการเรื่องเล่ากับการพัฒนาอุดมคติบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข (มูลนิธิแพทย์ชนบท)

วันที่ 27-29 เมษายน  2551  ณ ริเวอร์แควโบตานิกการ์เด้น จ.กาญจนบุรี

 

 

 

 


          บ่ายวันสุดท้ายของวันทำงานต้นเดือน  ผมหอบแฟ้มหนังสือกองโต  เดินลงบันไดที่ว่าการอำเภออย่างรีบเร่ง  ในใจกะว่าจะกลับไปเขียนรายงานที่อยู่บนโต๊ะให้แล้วเสร็จก่อนที่วันหยุดสองวันจะเวียนมาถึง กลิ่นหอมของกาแฟที่ร้านค้าเล็กๆโชยมาแตะที่ปลายจมูกของผม มันปลุกความหิวให้ขึ้นมา มีอำนาจอยู่เหนือความรู้สึกอื่นใดในใจผม   ด้วยความทรงจำและแรงถวิลหา มันทำให้ผมต้องเปลี่ยนใจ  ผมเลือกที่จะนั่งตรงม้านั่งตัวเดิมกับการลิ้มรสกาแฟยามบ่ายที่มันมีอะไรบางอย่างที่อยู่เหนือขึ้นไปกว่านั้น... 

มันอยากแรดดีนัก มันต้องโดนอย่างนี้แหละเสียงดังผ่านออกจากปากลุงเจ้าของร้านแว่วมากระทบสองหูผมลูกสาวใครไม่รู้ช่างน่าสงสาร...ไอ้พวกที่มันทำ ตำรวจคงจับเข้าคุกได้หมดนั่นแหละ

เสียงคุณป้าคู่สนทนาสำทับมาในทีด้วยความรู้สึกที่ลึกลงไปในทีท่าที่ดูเหมือนจะไม่ยอมเข้าข้างในคำพูดคู่สนทนาเท่าไรนัก

          ใครหรือครับป้า...มีเรื่องอะไรหรือ?” ผมถามไปอย่างลอยลอยตามมารยาทของลูกค้าประจำ

          ชาวบ้านแห่ศพ ร้องเรียนผู้ว่าฯ ที่ลูกสาวโดนข่มขืนและฆ่า เห็นบอกว่าเป็นนักเรียนด้วยนะ  ผมอึ้งไปพักหนึ่ง เพียงเพื่อกลืนกาแฟให้ผ่านลงลำคอไปอย่างช้า ๆ ได้แต่นึกในใจว่ามันเป็นเพียงข่าวที่ผมได้อ่านในหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เกือบทุกครั้งที่ผมได้มานั่งทานกาแฟที่นี่ แต่วันนี้ผมกลับไม่สนใจ
ที่จะหยิบหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่ตรงหน้าผมขึ้นมาอ่านแม้แต่น้อย หากแต่ว่าผมเลือกพอใจแค่เพียงรับรู้เรื่องราวผ่านการสนทนาของคุณลุงกับคุณป้าเจ้าของร้านเท่านี้หรือ
?...

          เสียงตะหลิวกระทบกับกระทะสองสามครั้งแล้วดังถี่ขึ้นแต่ค่อย ๆ ถูกปิดเงียบลง ด้วยเสียงสตาร์ทรถของผม  เพียงชั่วประเดี๋ยวก็พาผมมาถึงยังที่ทำงาน... ผมนั่งทำรายงานจนเสร็จเลิกงาน 

ในขณะที่ผมกำลังขับรถกลับบ้านพัก...ภายในใจกลับคิดถึงชีวิตน้องนักเรียนคนนั้น คนที่เป็นข่าวในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์วันนี้

ชีวิตมนุษย์ เปรียบได้ดังเปลวไฟที่ลุกโชนและอีกเช่นกันมนุษย์ไม่ต่างอะไรไปจากกระแสธาร  ความฉ่ำเย็นจะคอยหล่อเลี้ยงชีวิตให้ชุ่มชื้น เพื่อเป็นสายธารชีวิตที่หลั่งไหลไปสู่มหาสมุทรกว้างไกลไพศาล

การเดินอยู่บนถนนของชีวิตย่อมพบกับขวากหนามเสมอ  ชีวิตใดจะทานทนได้ คำตอบอยู่ที่กาลเวลา... 
          ชีวิต...ของแต่ละคนต้องเผชิญกับความตาย!!  หากแต่ว่าใครจะตายแบบไหน?  ก็แล้วแต่เวรแต่กรรม...หากเมื่อมองไปอีกแง่มุมหนึ่ง  ไม่มีชีวิตของผู้ใดเลยจะดำรงอยู่เป็นนิรันดร์...

เช้าวันต่อมาผมถือโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของผมอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ผมเพิ่งกลับไปครั้งสุดท้ายเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง  ผมขับรถยนต์เข้าไปตามถนนด้วยความสุขใจ  สายตามองลอดกระจกรถตลอดสองข้างทางที่เต็มไปด้วยทิวไม้ที่เขียวชอุ่มอย่างมีชีวิตชีวารับกับเม็ดฝนที่เพิ่งโปรยปรายจากฟ้ามาก่อนหน้านี้ได้ไม่นาน  ผมมีความรู้สึกอบอุ่นใจ  และรู้สึกมีพลังอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นภายในใจ  กับทุกครั้งที่ผมได้กลับมายังบ้าน...
          บ้าน ในความรู้สึกของผมก็คือขุมพลัง หรือขุมสมบัติอันมหาศาลของชีวิตผมที่มีอยู่และได้ใช้ประโยชน์อยู่เป็นประจำอย่างไม่มีวันหมดสิ้นเลย...
         
ผมเลี้ยวรถขึ้นไปตามถนนสายหลักของหมู่บ้าน ความลาดชันของถนนมันชันพอที่ผมจะต้องลดความเร็วลง พร้อมกับดันเกียร์รถให้มาหยุดอยู่ที่เกียร์สอง  รถผมวิ่งผ่านร้านค้าที่อยู่กลางหมู่บ้านอย่างช้า ๆ  เพียงเพื่อหวังว่าอาหารมื้อเที่ยงของผมวันนี้คงหนีไม่พ้นส้มตำ ไก่ย่าง และขนมจีนน้ำยาอันแสนจะอร่อยของร้านค้าแห่งนี้ 

แต่ผมต้องผิดหวังเมื่อผมมองไปที่ร้าน เก้าอี้ที่ถูกจับขึ้นวางอยู่บนโต๊ะหลายสิบตัว  เฮ้อ! ร้านปิด ผมบ่นกับตัวเองในใจ  หากเปรียบร้านค้าร้านเล็ก ๆ แห่งนี้แล้ว ก็เปรียบเสมือนกับเส้นเลือดแดงใหญ่
ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านน้ำค้อกว่าร้อยชีวิตมานานหลายสิบปีแล้ว...  

ผมจอดรถริมถนนที่อยู่ติดหน้าบ้าน ที่มีเพียงไม้ไผ่กั้นเป็นรั้วทอดยาวไปตามแนวถนน

น้องตูนตายแล้ว ศพอยู่ที่วัด  พี่สาวบอกผมในขณะที่ผมกำลังก้าวลงจากรถ

เป็นอะไรตายหละ?ผมถามกลับพรางเดินไปนั่งยังแคร่ใต้ถุนบ้านที่มีพี่สาวและหลานตัวเล็กนอนหลับอยู่

รถมอเตอร์ไซด์ล้มพี่สาวตอบพรางเล่าเรื่องการตายของน้องตูนให้ผมฟัง  ซึ่งโดยปกติแล้วหากมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นในหมู่บ้าน พี่เขาก็จะคอยเล่าให้ผมฟังมาโดยตลอด เช่นเดียวกับวันนี้

เมื่ออาทิตย์ก่อนนี้ชาวบ้านพากันไปแห่ศพที่จังหวัดมา พี่สาวเล่าต่อ ผมแทบไม่เชื่อหูของตนเอง ผมนั่งนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง

ตายเมื่อไหร่? เขาไปแห่ศพด้วยใช่ไหม?”   ผมยิงคำถามซ้อนกัน เพียงเพื่อให้แน่ใจว่ามันเป็นข่าวเดียวกันกับเมื่อตอนที่อยู่ร้านกาแฟหรือเปล่า?   

ตรงทางโค้งหน้าโรงเรียนภูหลวง ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหา แล้ว  ผมนั่งอึ้งไปพักใหญ่ มันเป็นวันเดียวกับที่ผมได้กลับมาเยี่ยมบ้านครั้งสุดท้าย...

ผมเดินกลับไปยังรถ สตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเข้าเกียร์ แล้วเหยียบคันเร่ง พร้อมกับหมุนพวงมาลัยรถ เลี้ยวไปตามถนนแคบๆ วนออกนอกหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว สองข้างทางต่างเต็มไปด้วยต้นกล้วยที่หนาทึบ หยดน้ำฝนก่อตัวเป็นสายน้ำไหลรินอาบสองข้างทางไม่ขาดสาย ลมพายุพัดปะทะภูหลวงที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าผมดังกึกก้อง ฝนและลมกำลังประกาศถึงข่าวสารและหลักธรรมอันยิ่งใหญ่ซึ่งสูงเกินโสตประสาทของมนุษย์จะสดับยิน...

ชีวิต...เป็นเพียงสิ่งที่ถูกมอบให้เราหยิบยืมใช้เพียงชั่วคราวในโลกนี้ ซึ่งเดี๋ยวเราก็ต้องมอบคืนกลับทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย วิญญาณ ลมหายใจ หรือชีวิต มอบกลับคืนสู่ธาตุมูลเดิมซึ่งเป็นต้นกำเนิดของมัน พลังชีวิตของเราจะถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระ หวนกลับไปรวมกับพลังอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล และลมหายใจของเราก็จะกลับคืนไปสู่ลมหายใจของฟากฟ้าอันไพศาล...

ผมเดินลงจากรถ มองเข้าไปยังศาลาวัดหลังเล็กๆ ภาพหลวงตาเหมียนปรากฏขึ้นตรงหน้าผมอย่างเลือนราง เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ทุกครั้งที่ผมกลับมาเยี่ยมบ้านผมจะต้องมากราบและขอพรจากท่านเป็นประจำ หากแต่ตอนนี้ท่านได้มรณภาพไปแล้ว  

ผมเดินเข้าไปยังศาลาอย่างช้า ๆ  ทรุดกายลงนั่งคุกเข่าพร้อมเอื้อมมือไปจับธูปมาจุดไฟจากเทียนตรงหน้า ก้มกราบไปยังหมอนใบเล็กที่วางอยู่ติดกับขันเงินใบใหญ่ ภายในมีซองกระดาษวางอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบนัก พร้อมกับมีกลิ่นธูปโชยมารวยริน ผมเงยหน้าขึ้นมามองดูภาพที่ปรากฏชัดอยู่ไม่ไกล เด็กสาวในชุดนักเรียน ใบหน้ารูปไข่ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่สดใส  มุมปากซ้ายมีรักยิ้ม จมูกเป็นสันรับกับนัยน์ตาที่กลมโต ยืนในท่าที่ขาไขว้กัน มือทั้งสองกำกระเป๋าหนังสือสีดำเข้มแนบติดกับกระโปรงสีน้ำเงินในกรอบรูปบานโต ที่ตกแต่งด้วยดอกไม้สดที่ดูจะราลงบ้างแล้ว...

 น.ส.อรษา พรมวัน หรือน้องตูน อายุ 17 ปี ผมเหลือบไปอ่านตัวหนังสือในใจ ที่อยู่ถัดจากรูปออกไปด้านซ้ายมือเล็กน้อย 

น้องตูน...เป็นลูกสาวคนโตในจำนวนพี่น้องสองคนของพ่อชุนและแม่แสงจันทร์  ซึ่งบ้านอยู่ติดกับร้านค้าซึ่งเป็นร้านของป้าของเธอที่วันนี้ถูกปิดตัวลงอย่างเงียบเหงา
          น้องตูนเป็นเด็กสาวที่หน้าตาดี เป็นนักกีฬาฟุตบอลหญิงประจำโรงเรียนประจำอำเภอ เธอมีนิสัยชอบเที่ยว  คบเพื่อนหญิงและชายหมู่บ้านอื่น  จึงทำให้เธอไม่มีเพื่อนในหมู่บ้านเดียวกันเลย

          นังตูนมันปากไม่ดี เมื่อปีที่แล้วไปตบตีเขาแย่งผู้ชายกัน ผมทบทวนคำพูดจากพี่สาวผม  ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนรุ่นเดียวกับแม่ของน้องตูน สาธยายให้ฟัง

พ่อกับแม่มันซื้อรถมอเตอร์ไซด์คันใหม่ และโทรศัพท์มือถือให้ บางวันมันหนีเรียน ไปเที่ยวกับเพื่อนผู้ชายบ่อยมาก...   พ่อ-แม่ ก็ไม่สนใจ พากันไปขายลอตเตอรี่ที่กรุงเทพทุกเดือน

 อาชีพขายลอตเตอรี่ หรือหวยรัฐบาล เดี๋ยวนี้มันกลับเป็นทางเลือกใหม่ที่ชาวบ้านของผมเกือบทุกครอบครัวได้หันมายึดเป็นอาชีพหลักเพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของคนในครอบครัว ซึ่งมันเป็นอาชีพที่หาเงินมาได้ง่ายก็จริง แต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นอาชีพที่ทำลายสังคมเครือญาติ สังคมชนบทของผมไปอย่างช้าๆ  ทุกครอบครัวค่อย ๆ ลบลืมมันไปจากใจ นั่นก็คือ ความรัก ความอบอุ่น ที่เมื่อครั้ง 10 กว่าปีก่อนมันยังเคยเป็นวิตามินใจคอยหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในหมู่บ้านของผมให้มีคุณค่าของความเป็นคน ไม่เพียงเพื่ออำนาจเงินตราเท่านั้นเฉกเช่นเดียวกับครอบครัวของน้องตูน...  

          ...เสียงร้องไห้ระคนกับเสียงสะอื้นของหญิงวัยกลางคนดังแรงขึ้นมาเรื่อย ๆ อย่างไม่ขาดหาย

          แล้วเป็นเรื่องราว มันยังไงหรือครับ?  ผมหันไปถามแม่ของน้องตูนด้วยความสงสารอย่างจับใจ 
เสียงร้องไห้ดังกว่าเดิม เขาไม่เลือกที่จะตอบ ผมก็ไม่เลือกที่จะถามต่อ... 

          ผมตัดบทโดยล้วงมือลงไปจับกระเป๋าสตางค์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง ผมเลือกหยิบแบ้งค์สีม่วงขึ้นมา พร้อมกับยื่นให้ด้วยท่าทีที่จริงใจ

          ผมขอทำบุญกับน้องตูนนะครับ   หญิงวัยกลางคนใช้มือที่เช็ดน้ำตาลงมารับไหว้ผมพรางรับเงินไป...ขอบใจมากนะคุณหมอ...ที่มาทำบุญกับน้อง
              ผมนั่งคุยกับอาจารย์ประจำชั้นของน้องตูน สักครู่ใหญ่แม่ของน้องตูนก็ขยับเข้ามานั่งใกล้กับเรา แล้วเธอก็เลือกที่จะเป็นผู้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังที่ถูกบดบังด้วยน้ำตาที่ไหลพรากมาอย่างไม่ขาดสาย...  
          หลังจากที่เธอได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวว่าน้องตูนรถมอเตอร์ไซด์ล้มตาย เธอก็รีบกลับจากกรุงเทพ น้องตูนถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลภูหลวงพยาบาลและแพทย์ช่วยกันปฐมพยาบาลก่อนนำส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเมืองเลยรามซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งเดียวในจังหวัดเลย  แพทย์ตรวจดูอาการแล้วบอกว่าอาการหนักมากต้องส่งไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลศูนย์จังหวัดขอนแก่น ซึ่งตนได้ตามไปที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
          ตลอดระยะเวลาที่แพทย์ช่วยรักษา อาการของน้องตูนดูท่าว่าไม่ดีขึ้น จากการตรวจของแพทย์โดยละเอียดทำให้เธอถูกเรียกเข้าไปถามถึงสาเหตุและสภาพการเกิดเหตุที่ทำให้น้องตูนต้องเป็นเช่นนี้

          น้องถูกทุบตีด้วยของแข็งที่บริเวณศีรษะ ถูกของมีคมกรีดที่ลิ้นเป็นแฉก มีรอยเล็บขีดข่วนที่ต้นขาทั้งสองข้างและที่สำคัญมีรอยฉีกขาดที่อวัยวะเพศแพทย์ที่รักษาอาการบอกกับเขา
         
น้องถูกรุมทุบตีที่ช่องท้องอย่างหนักทำให้อวัยวะภายในฉีกขาดและ ขอให้กลับไปสอบหาสาเหตุการตายใหม่

           น้องอาจถูกรุมทำร้ายจนตาย  เพียงสิ้นเสียงคำบอกของแพทย์เขาก็ปล่อยโฮ! กับร่างที่ไร้เสียงของลูกสาว 
เขาเอื้อมมือไปกุมมือลูกสาวไว้แน่น

          น้องตูนหากน้องถูกคนทำร้ายจริงขอให้น้องตูนกำมือแม่ให้แน่นๆเขาแทบไม่เชื่อสายตาของตน น้องตูนกำมือเขาแน่นขึ้น   หากน้องตูนรถล้มให้น้องตูนกำมือแม่แน่น ๆ แต่สิ่งที่เขารับรู้ได้คือน้องตูนปล่อยมือ หากแต่การตอบสนองตามคำพูดที่ผ่านหูเพียงเพื่อเป็นการสื่อสารที่ไร้ภาษาเสียงอาจเป็นเพียงบทพิสูจน์ที่คนเป็นแม่ที่สิ้นหวังยังคงพอนึกได้และขอทดสอบเพียงเพื่อไขปริศนาบางอย่างที่มองไม่เห็นถึงความจริงที่ไม่อาจจะปรากฏรู้ได้ ให้มั่นใจและปักใจเชื่อว่าลูกสาวตนถูกฆ่าตายจริงๆ...  

                ในที่สุดน้องตูนก็สิ้นใจตาย เพราะเธอไม่อาจที่จะทนกับบาดแผลที่ไม่อาจบอกได้ว่ามันเป็นบาดแผลที่เธอเองหรือว่าใครที่ได้กระทำกับเธออย่างสาสมเยี่ยงนี้ได้...

                สีหน้าของหญิงวัยกลางคน มีร่องรอยแห่งความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมฉายอยู่อย่างเด่นชัด  เธอมองไปยังรูปของน้อง
ตูนพลางยิ้มน้อยๆอยู่ในหน้า แววตาแสดงความเศร้าระคนกับคราบน้ำตาอย่างซ่อนเร้น

                เรากำลังอยู่บนเส้นทางของการดำรงชีวิตบนโลกใบนี้เราทุกคนต่างมีหนทางของตนเอง บางคนก็โชคดีได้เดินไปบนหนทางที่สว่างไสว มีไม่น้อยที่ต้องเดินไปบนหนทางที่มืดมิด...   

ชาวบ้านต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นประเด็นชาวบ้านพากันไปแห่ศพเพื่อขอให้ตำรวจรื้อคดีและการหาพยานหลักฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เกิดเหตุ  ณ รพ.ภูหลวง กรณีที่หาหลักฐานไม่เหลือแม้แต่ชุดเสื้อผ้าที่เธอใส่ ทำให้ผมอดที่จะคิดไม่ได้ว่าในบทบาทของผู้ให้บริการในวิชาชีพของการรักษาพยาบาลและการเยียวยาแก่เพื่อนมนุษย์ หากทำเพื่อให้พ้นตัวเพียงเท่านั้นหรือ?รวมทั้งการผ่าพิสูจน์ศพเอง  ดูว่าข่าวเรื่องนี้แพร่สะพัดไปทั้งจังหวัด

หนึ่งเดือนผ่านไปศพของน้องตูนยังไม่ได้รับการเผา ยังคงเก็บไว้ที่วัดเพื่อรอการพิสูจน์จากทีมนิติเวชวิทยาที่มีทีท่าว่าจะเป็นจริงขึ้นมาในไม่ช้านี้ ด้วยความหวังและแรงศรัทธาที่ยังไม่เหือดแห้งไปจากใจของคนในชุมชนบ้านของผมที่มันยังฝังรากลึกอยู่โดยตัวตนของมันเอง... ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างผลัดเวียนกันไปนอนเฝ้าศพเป็นเพื่อนยามค่ำคืน หากแต่คุณค่าของความเป็นคนไม่ได้อยู่ที่เงิน ค่าของความรักความเอาใจใส่ของพ่อแม่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ชีวิตก็ดำรงอยู่ไม่ได้

ผมได้โทรศัพท์ไปถามพี่สาว ถึงเรื่องความคืบหน้าของคดีของน้องตูน แต่ดูทีท่าว่าจะไม่มีความกระจ่างในการสืบหาพยานและหลักฐานใดใดเลย เพื่อนนักเรียนที่ไปกับน้องตูนในวันเกิดเหตุต่างให้ปากคำเพื่อเพียงให้พ้นพ้นตัวไปเท่านั้น  ไม่มีใครบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องตูน

เช้าของวันประกาศของคณะปฏิวัติ พาหัวใจของพ่อแม่ของน้องตูนแทบแตกสลาย ความหวังพังทลายลงไป กับเหตุการณ์ทางการเมืองที่คนส่วนใหญ่ของประเทศต่างพากันดีใจ  แต่กับอีกครอบครัวหนึ่งในชุมชนที่กำลังโดนทำร้ายแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับการถูกฆ่าให้ตายทั้งเป็น

ศพของน้องตูนได้ถูกเผาในวันต่อมาโดยมีคณะของนายอำเภอเดินทางมาเป็นประธานในงานเผาศพอย่างเรียบง่ายท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจ

บนเส้นทางของชีวิตอดีตของบางคนอาจดูไม่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำ แต่สำหรับเจ้าตัวแล้วนั้น อดีตย่อมยิ่งใหญ่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีหรือขื่นขม จะเล็กหรือยิ่งใหญ่ จะชั่วร้ายเพียงใด จะสักกี่คนที่จะเหลือเงาอดีตอันยิ่งใหญ่ไว้ให้คนข้างหลังได้จดจำ...

หากเป็นเธอ  ถูกคำว่ากล่าวจากผู้อื่น ว่าการกระทำของเธอนั้นไม่ดีเลย ทั้งที่เธอไม่ได้อยากเป็นอย่างที่เขาว่า เธออาจไม่พอใจนัก ที่ราวกับว่าชีวิตเธอถูกกำหนดค่าโดยคนอื่น ดี หรือ เลว  มาตรฐานที่จะวัดอยู่ตรงไหน คนเราไม่อาจที่จะตีค่าของคนอื่นได้ด้วยการใช้ตนเองเป็นมาตรฐาน