นานแล้ว ผมไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเล่มไหนแล้วไม่อยากวาง เหมือนจะเป็นหนังสือที่ผมค้นหา คงเหมือน ๆ กับคำนิยมของ "พระมหาสมปอง ตาลปุตโต" ที่เขียนไว้ว่า
"...ปกติอาตมาเป็นคนที่เลือกอ่านหนังสือ โดยหนังสือที่ชอบอ่านนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือที่สั้น กะทัดรัด เข้าใจง่าย และต้องแฝงอารมณ์ขันเป็นระยะ ๆ ทุก ๆ ห้าบรรทัดต้องได้ยิ้ม สิบบรรทัดต้องหัวเราะ..."
หนังสือเล่มนี้ ชื่อ "The Life ชีวิตง่าย ๆ สบายดี" เขียนโดย "คม สุวรรณพิมล"

ผมไม่เคยรู้จักผู้เขียนหนังสือเล่มนี้มาก่อน เปิดอ่านจากด้านหลังก็ทราบว่า เขียนหนังสือมาแล้ว 3 เล่ม
ผมยืมมาจากห้องสมุดสุดเลิฟของผม กะว่าจะยืมมาหาอะไร ๆ ที่สดใสสำหรับชีวิตในยามวันเสาร์-อาทิตย์สักหน่อย โฮ เฮะ สำนวนผู้เขียน ผมชอบสุด ๆ อยากจะเลียนแบบ แต่คงทำได้ยาก สไตล์แบบนี้แหละ ได้ทั้งประโยชน์สาระ สำนวนไหลลื่น แถมขำกลิ้งอยู่เป็นระยะ ๆ ... เขียนได้ไง ไม่เข้าใจ ... อีกทั้ง ผู้เขียนนั้น มี "วิธีคิด" จากเรื่องธรรมดา ๆ ให้เป็นเรื่องที่เราคาดไม่ถึงได้ในหลาย ๆ บท ชอบครับ ชอบ
ด้วยเหตุฉะนี้ อยากหยิบมาสักบท ให้กัลยาณมิตรได้มีโอกาสลองอ่านและดูสไตล์การเขียนของเขาดูนะครับ
เรื่องนี้ว่าด้วย "นามบัตร" ดังนี้ครับ
**************************************************************************
ใครที่เคยทำธุรกิจ หรือติดต่อกับชาวญี่ปุ่น คงพอที่จะจำท่าทางและวัตถุสิ่งหนึ่งที่คนญี่ปุ่นให้ความใส่ใจเป็นอย่างมาก นั่นคือ
"นามบัตร"
คนญี่ปุ่น มักจะสนใจและใส่ใจอย่างมากกับกระดาษชิ้นเล็ก ๆ นี้ ซึ่งสำหรับเขาแล้ว มันมีความหมายกว่า ชื่อ ตำแหน่ง และหน่วยงานที่เขาสังกัด ซึ่งไม่ได้หมายถึงความสวยงาม หรือแปลกใหม่แต่อย่างใด เพราะผมโดยส่วนตัวก็ไม่เคยเห็นนามบัตรของคนญี่ปุ่น ที่หรู เริ่ด อลังการเลย
แต่สิ่งหนึ่งที่มีความแตกต่างในนามบัตรของเขา คือ
มันหมายถึง ศักดิ์ศรี! ของผู้ให้
ด้วยวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น ที่เราคุ้นเคยและรู้จักกันดี คือ การให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีและยอมตายเพื่อมันได้อย่างที่มีให้เห็นมาตั้งแต่อดีต ทุกอย่างในการดำเนินชีวิตของพี่ยุ่นถูกหล่อหลอมด้วยความคิดเช่นนี้ และก็ได้ถูกแสดงและถ่ายทอดออกมาด้วย "นามบัตร"
ซึ่งนามบัตรของคนญี่ปุ่นนั้น จะประกอบด้วยชีวิต และสิ่งที่เขาทำโดยตลอดชีวิต ดังนั้น การให้นามบัตรแก่ใคร ก็คือ การแสดงให้คนอื่นเห็นถึงเกียรติ และศักดิ์ศรี ที่พึงมีของเขา
เคยได้ยินเรื่องเล่าว่า ถ้าคุณเป็นชาวญี่ปุ่น แล้วไปทานอาหาร แต่ลืมเอาเงินติดตัวไป คุณสามารถมาจ่ายวันหลังได้ โดยที่คุณจะทิ้งนามบัตรเอาไว้แผ่นเดียว และเจ้าของร้านก็จะยินยอมแต่โดยดี
เพราะสิ่งที่เขาทิ้งไว้ คือ เกียรติในชีวิต นั่นเอง
ถ้าเป็นคนไทย เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ อาจมีวิญญาณจอมยุทธ์เข้าสิง รีบชักกระบี่ออกจากฝักทันที
แล้วนามบัตรของคนไทยล่ะ หมายถึง อะไร ?
"ชื่อ" ยังสำคัญน้อยกว่า "ตำแหน่ง"
แน่นอนคนไทยเวลาให้นามบัตร สิ่งที่คำนึงมากที่สุดไม่ใช่สนใจว่า เรากำลังหยิบยื่นอะไรให้คนอื่น แต่คนส่วนมากมักจะนึกถึงว่า เมื่อคนรับ รับนามบัตรเราไปแล้วจะรู้สึกอย่างไร เมื่อเห็นนามบัตรของเรา เห็นตำแหน่งของเรา เห็นองค์กรของเรา เขาจะเห็นเราตัวใหญ่ขึ้น หรือ เล็กลง
เรากำลังใช้นามบัตรของเราเพื่อทำให้ขนาดของตัวเรา ยืด หรือ หดมากกว่า การแสดงตัวตนของเราเอง
ใครอยู่ในองค์กรเล็ก ๆ หรือ ตำแหน่งเล็ก ๆ มักจะอายเวลายื่นนามบัตร บางคนใช้วิธีเลี่ยงในลักษณะต่าง ๆ
"เพิ่งหมดไปเมื่อกี้เองค่ะ" หลายคนคงเคยใช้มุกนี้
เรากำลังเอาวัตถุมาเป็นตัวกำหนดตัวตนที่แท้จริงของเรา ถ้าดูจากพี่ยุ่น
"เอาตัวตนที่เป็น มาแสดงอย่างภาคภูมิใจด้วยนามบัตร"
ดังนั้น ข้อความจึงไม่สำคัญเท่ากับการกระทำ
ครั้งหนึ่งผมเคยเห็นซูเปอร์แมน ตัวเป็น ๆ มาแล้วครับ ด้วยตาของตัวเอง ไม่ใช่จากจอภาพยนตร์ ผมเห็นมาจากนามบัตรของคน ๆ หนึ่ง ต้องบอกว่าเห็น เพราะเขาไม่ได้ให้ผม ถึงขอเขาก็คงไม่ให้ เพราะผมเป็น เล็กซ์ ลูเทอร์ ศัตรูคู่แข่งของซูเปอร์แมน
ผมแอบไปเห็นที่ร้านทำนามบัตร เห็นครั้งแรกแบบผ่าน จนต้องย้อนกลับมาดูรายละเอียดอีกครั้ง แบบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ชื่อ ............................................ (Superman)
ผู้เชี่ยวชาญด้าน การตลาด เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ศิลปะ สิ่งแวดล้อม ขายตรง วัฒนธรรม กีฬา เกษตร คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ
ที่ ฯลฯ เพราะผมจำได้ไม่หมดจริง ๆ มันยาวมาก พิมพ์ตัวเล็ก ๆ ยาวขนาด 3 บรรทัด ส่วนที่จำได้แม่น คือ เมื่อหมดบรรทัดสุดท้ายแล้ว สุดท้ายเขาก็ตามด้วย ฯลฯ อีกครั้ง
ไม่ใช่ซูเปอร์แมนแล้วไม่รู้จะเรียกว่าอะไร
ความจริงผมก็ลืมไป เราน่าจะติดต่อคนนี้ ให้รับงานสำคัญระดับประเทศงานหนึ่ง เพราะคนนี้แหละที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็น
นายกฯ คนต่อไป
มีข้อน่าสังเกตที่คนส่วนใหญ่ มักให้ความสำคัญกับเปลือกภายนอกมากกว่าการกระทำ พฤติกรรมและความคิดที่มีอยู่ข้างใน หลายคนพยายามทุกทางที่จะทำให้เปลือกภายนอกดูดีที่สุด ทั้งการแต่งกาย เครื่องประดับ รถยนต์ รวมถึงการพูดจา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ แน่นอนว่าทำให้ตัวคุณดูดีขึ้นมาได้ แต่มันก็ดีเฉพาะภาพภายนอกเท่านั้น ถ้าภายในของคุณมันตรงข้ามกับสิ่งที่คุณพูด
ไม่ต่างอะไรกับขนมที่ Packaging สวยหรู น่าทาน เห็นแล้วน้ำลายไหล แต่พอเริ่มทาน รับรู้รสชาติที่ขมขื่นข้างใน ภาพภายนอกที่สวยหรูก็แทบจะลืมไปทันที และไม่สนใจมันอีกต่อไป
ความสวยงาม คุณค่าที่แท้จริงจากภายในต่างหากที่ทำให้คนมีความแตกต่างและโดดเด่น และที่สำคัญ ทำให้คนมีเสน่ห์ น่าดึงดูด
ด้วยความคิดที่ดี มองโลกที่ดี และที่สำคัญ มองคนอื่นด้วยใจเป็นธรรม
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมให้การอบรมพนักงานบริการ ผมถามเขาว่า ให้เขาลองสมมติว่า ถ้ามีลูกค้ามาขอยกเลิกใช้บริการ ให้เขาหาเหตุผลที่จะบอกลูกค้าไม่ให้ยกเลิกบริการ
แต่ละคนหาได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งหน้ากระดาษ
แต่พอบอกว่า ให้เขาลองเป็นลูกค้า แล้วบอกเหตุผลที่ต้องยกเลิกการใช้บริการ ผลปรากฎว่า เขากลับคิดกันไม่ค่อยออก หาได้กันคนละข้อสองข้อ
และที่ร้ายกว่า ! กลับมีคนหลายคนคิดว่า มันไม่มีเนี่ยสิ
เราเคยไหมที่จะลองคิดในอีกมุมหนึ่งของคนอื่นว่า เขาคิดอย่างไร เขาทำอย่างนั้นเพราะเหตุผลอะไร เราได้ใช้หัวใจในการมองแล้วตัดสินคนอื่นหรือเปล่า
หรือใช้แค่เพียงอารมณ์ในการตัดสิน
นั่นแหละคือ ที่มาของการมองคนอื่นด้วยใจที่เป็นธรรม และเป็นจุดเริ่มต้นของการมองคนในแง่ดี แล้วจะทำให้วัตถุที่เคลือบอยู่ภายนอกของคุณหลุดออกมา
เพราะคุณไม่จำเป็นอีกแล้วที่ต้องใช้มัน
ความคิดของคุณจะทำให้พฤติกรรมของคุณมีความน่าเชื่อถือเกียรติของคุณจะเกิดขึ้นจากการยอมรับและนับถือจากผู้อื่นไม่ใช่จากนามบัตรโก้หรู
"ถึงตอนนั้น ข้อความบนนามบัตรของคุณอาจมีเพียงแค่ชื่อของคุณเองเท่านั้น ส่วนเกียรติของคุณมันเป็นวิญญาณที่อยู่ในนามบัตรของคุณทุกใบแล้ว"
**************************************************************************
คุณเห็นมุมมองอะไรบางอย่างหรือไม่ครับ ?
ทำงานมาหลายปี ผมก็ยังไม่มีนามบัตรเป็นของตัวเองสักที เพราะกลัวจะเป็น Superman น่ะ :)
แต่ผมเคยเห็นนามบัตรอย่างที่คุณคม สุวรรณพิมล เห็นเหมือนกันนะครับ ย้าว ยาว เก่งหมด นายกฯ ชัด ๆ 555
นี่เป็นแค่ตัวอย่างของฝีมือการเขียนของคุณคม สุวรรณพิมล ครับ เดี๋ยวว่าง ๆ จะแอบหาสาระจากหนังสือ The Life ชีวิตง่าย ๆ สบายดี มาฝากหน่อยครับ
ขอกลับไปอ่านให้จบสัก 2 - 3 รอบก่อนนะครับ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านบันทึกนี้ครับ :)
บุญรักษา ทุกท่าน ครับ
แหล่งอ้างอิง
คม สุวรรณพิมล. The Life ชีวิตง่าย ๆ สบายดี. กรุงเทพฯ: ยูเรก้า, 2550.
ขอบคุณค่ะ นามบัตรใบเดียวสอนเยอะจัง ค่ะ แต่เป็นความจริง นั่นมันภาพลวงตา สังคมไทยถึงเวลามานานแล้วที่คนประเภทซุปเปอร์แมน ต้องถอดชุดถิ้ง แต่ไม่อยากให้เหมือนปู เฉฉวนถอดเปลือก เพราะไม่นาน มันก็จะกลับมาเหมือนเดิมค่ะ ขอบคุณค่ะที่ทำให้ตาสว่าง สมองได้คิด
ขอบคุณ คุณ krutoi ที่แวะมาเยี่ยมเยือนอีกคราครับ :)
คุณค่าของนามบัตร : มีคนทำให้ไล่แจกด้วย เดี๋ยวนี้แยะ ตั้งใจประดิษฐ์คิดทำเอง(ภูมิใจ) เป็นนามบัตรของคนสำคัญสำหรับเรา สะสมนามบัตร นามบัตรเพื่อจุดมุ่งหมาย(ขายขง หาเสียง...)
ขอบคุณครับ ท่าน ผอ.นายประจักษ์ ... ไล่แจกนี่ แสดงว่า ท่าน ผอ.เป็นคนสำคัญสำหรับเขามั้งครับ :)
สวัสดีค่ะ อาจารย์
สวัสดีครับ คุณครูจุฑารัตน์ NU 11 :)
สบายดีนะครับ ...
แวะมาหลายหลากสีทีเดียว
สิ่งที่คุณครูได้วิเคราะห์นั้น เป็นเรื่องเดียวกันครับ
มีความนัยซ่อนอยู่ แต่จริง ๆ ก็เป็นหลักจิตวิทยาทั่ว ๆ ไป ที่เราไม่ได้สนใจกันไงครับ
ความสุข ความทุกข์ อยู่ที่ "วิธีคิด"
เห็นด้วยครับ
ขอบคุณนะครับ คงยังไม่เปิดเทอม :)
ขอบคุณ ผู้พัน Col.boonyarit :)
ขออนุญาตเรียก เสธ. Col.boonyarit ดีกว่านะครับ ท่านน่าจะถูกเรียกอย่างนั้นมากกว่าในการทำงานใช่ไหมครับ
ข้อมูลที่ท่านให้มาน่าจะจริงนะครับ ผมก็รู้สึกเหมือนกันว่า คนไทยมักจะให้นามบัตรกันเนื่องจากเรื่องของการเงิน การงาน เสียมากกว่า เมื่อเวลาที่เราหมดความสำคัญ ก็จะโยนทิ้ง เขวี้ยงทิ้ง หรือ ทิ้งไว้ไหนก็ไม่รู้ นะครับ
ขอบคุณ เสธ. Col.boonyarit ครับ :)
ผมเคยหลงทางไปเหมือนกัน ปี 2534 ผมได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์ กศน. จังหวัดฉะเชิงเทรา ผมพิมพ์นามบัตรทันที พบใครทีใหนผมแจกดะ แจกแม้นกระทั่งลูกน้องตัวเอง สาเหตุที่แจก เพราะอยากให้คนอื่นรู้ว่าผมเป็นใคร อยู่ในตำแหน่งอะไร ทั้ง ๆ ที่ลูกน้องทุกคนเขาก็รู้ว่าผมเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ไม่รู้จะแจกทำไม
วันหนึ่งนั่งทำงานอยู่ในห้อง ยามเดินมาบอกว่า มีคนมาขอพบผู้ช่วย ผมให้ยามไปเชิญมาพบผม คุณพระช่วย มันเป็นไปได้อย่างไร คนที่มาพบผมเป็นผู้หญิงสาวสวยมากคนหนึ่ง แต่สิ่งที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง เธอนุ่งกางเกงขาสั้นมาก ๆ สีแดงสดเสื้อยืดคับติ้ว สายตาทุกคู่ของเจ้าหน้าที่ทุกคนมองมาที่ผม คล้ายจะถามผมว่า ไปรู้จักผู้หญิงคนนี้มาได้อย่างไร ในวินาทีนั้น ผมอายอย่างบอกไม่ถูก ดีนะที่เธอยังไม่ได้เข้าไปในห้องผม
เธอพูดเสียงดัง ไม่ใช่ คนนี้ไม่ใช่ผู้ช่วยสมนึก ยามเถียงแทนผม ใช่ คนนี้ละผู้ช่วยสมนึก เธอหันหลังลงจากตึกคว้ารถเครื่องรีบขี่ออกไปจากศูนย์
ผมมารู้ความจริงทีหลัง มีเจ้าหน้าที่ผมคนหนึ่งไปท่านเหล้ากัน และไปต่อร้านที่มีเพลงฟัง ร้านปิดก็เลยพานักร้องไปทานข้าวต้มต่อ และต่อ จนสว่าง คงไม่มีเงินให้เขา ก็เลยให้นามบัตรของผมโดยบอกว่าให้มาเอาเงินที่ศูนย์ฯ เด็กนักร้องเชื่อเพราะในนามบัตรบอกว่าเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ผมใช้เวลาสืบแค่ครึ่งวันก็รู้ว่าเขาเป็นใคร
ผมไม่ตำหนิเขาเลย แถมยังขอบคุณเขา ที่ช่วยให้ผมรู้ว่าคนเราแม้จะมีเปลือกห่อหุ้มหนาเท่าไร มันไม่ช่วยให้เราสง่างาม ถ้าจิตใจเรายังสกปรก ตั้งแต่เหตุการณ์นี้ผ่านไป ผมไม่เคยพิมพ์นามบัตรอีกเลย ไม่ว่าตำแหน่งจะใหญ่โตสักปานใด
คร้าบ คุณ ครูปู ... :(
นาม + บัตร = นามบัตร
๒ อิ :)
สวัสดีครับ ท่าน ผอ. นาย สมนึก โทณผลิน :)
ประสบการณ์ท่าน บรรเจิด และ แจ่ม มาก ๆ ครับ :)
ท่านเป็นคนเปิดเผย และ ตรงไปตรงมา ครับ
ด้วยจิตคารวะ ครับ
ขอบคุณมากครับสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
ป.ล. นักร้อง น้องรัก หน้าตางามไหมครับ :)
สวัสดีครับ พี่ Bright Lily :)
นามบัตร หากมองในแง่ของธุรกิจ การสร้างเครือข่าย ก็ถือว่า มีความจำเป็น ครับ
เดี๋ยวนี้ มือถือรุ่นใหม่ PDA PHONE ช่วยเรื่องการจดจำนามบัตรได้เยอะเลย
หากแต่เป็นพฤติกรรมการใช้นั้น คงเป็นดั่งคุณคม ได้แสดงมุมมองเอาไว้น่ะครับพี่
ขอบคุณนัก ๆ ครับ :)
ผมก็มีนามบัตรครับ ส่วนใหญ่ใช้ในการแนะนำตัว เพื่องานครับ...
และคิดว่า "สำคัญ" ครับ ผมคิดว่า นามบัตร บอกอะไรเราได้เยอะทีเดียว
ชอบแนวคิดนี้จังค่ะ
และดีใจที่-- ถึงมีนามบัตร เพราะที่ทำงานทำให้
แต่ก็ไม่เคยแจกใคร
กลับมานั่งดูที่เก็บๆ ไว้ เป็นกล่อง เป็นแห่ง
หยิบมาดูก็ขำดีค่ะว่า ช่างดูดี๊ดูดี แต่-- มันผ่านมาแล้ว ทั้งสิ้น
"นามบัตร" สำหรับ นักวิจัย หมายถึง เครือข่ายที่กว้างขวางขึ้นนะครับ
"นามบัตร" สักใบ บอกอะไรเราได้หลายอย่างใช่ไหมครับ :)
ขอบคุณนะครับ คุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร :)
ขอบคุณครับ คุณ zanar :) ... นามบัตร แสดงตัวตน พร้อมกับสามารถใส่ภาพลักษณ์อันเหนือจริงได้ ครับ
ความหมายจริงๆของบทนี้ ก็คือ
"เราควรเอาตัวเราเป็นนามบัตร"
ดังนั้นนามบัตรนี้ จะสวยหรือจะขี้เหร่ ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา
ถ้าคุณทำดี "นามบัตรคุณก็จะสวย และได้รับการยอมรับจากคนอื่น"
ถ้าคุณทำไม่ดี "นามบัตร คุณก็จะถูกทิ้งออกไปจากใจของคนทุกๆคน"
สวัสดีครับ คุณ "คม" สุวรรณพิมล
"เราควรเอาตัวเราเป็นนามบัตร"
ขอบคุณครับสำหรับข้อคิดเพิ่มเติม
ยินดีมาก ๆ ครับที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้เขียนตัวจริงผ่านบันทึกนี้
ด้วยจิตคารวะ ครับ