ทุกนาทีเป็นเรื่องของการมีชีวิตและการดำรงอยู่ของตัวตน พฤติกรรมของคนที่ออกมาในทุกนาทีจึงเสมือนกำลังลงสนามอะไรสักอย่าง ความรู้สึกลึกๆในใจนี้เองที่ทำให้เกิด “คำตัดสิน” หรือ “คำพิพากษา” เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินมันก็เป็นไปตามมุมมอง/ความรู้สึก แล้วสรุปลงด้วยการให้ค่าตามที่ความรู้สึกนั้นๆชักนำ
ขอชวนให้ฝึกสังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะหนึ่งๆของตนด้วยกัน มาเรียนรู้ร่วมกันว่า การสัมผัสกระทบกันระหว่างโลกภายนอกตัวและโลกภายในตัวนั่นแหละที่ทำให้ความรู้สึกเกิดขึ้น ความเร็วของการใช้ชีวิตในแต่ละนาทีทำให้คนแยกแยะจนเห็นจุดกระทบกันของโลกทั้ง 2 นี้ไม่ทัน เหตุที่แยกแยะไม่ทันนี่แหละที่ทำให้การกระทบกันของมันไปผูกโยงกับความจำหรือสัญญาเก่าๆที่มีเก็บซ่อนอยู่ในตนให้ปรากฏกาย สะกิดให้รำลึกรู้ ฉันเพิ่งเข้าใจว่าทำไมองค์พุทธะจึงสอนให้มี “สติ” ตอนนี้เอง
ความจริงแล้วการกระทบกันระหว่าง 2 โลกนี้ไม่ดีไม่เลว หากแต่การปรุงแต่ง ต่อเติม วาดสีสันให้การกระทบกันนี้ได้ไปกระทบอีกต่อกับความจำหรือสัญญาทำให้เกิดผลใหม่เป็นคำตัดสิน การมีสติจะทำให้คนเข้าใจและหาจุดกระทบระหว่างโลกภายนอกและโลกภายในของตนและตามไปจนได้เจอและรู้จักคุณสัญญาที่ซนเฮี้ยวที่สุดในใจตน เมื่อรู้จักก็จะมีโอกาสเรียนรู้จนรู้จักจริง แล้วโอกาสที่จะกล่อมเกลาปฏิสัมพันธ์ต่อกันจนมีความรู้เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นการระลึกรู้ว่าความสมดุลและความพอเพียงแห่งตนคืออะไร ขณะที่ความสมดุลเกิดขึ้นนั้นความพอเพียงก็เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน ความสงบในใจก็จะเกิดขึ้น ความสัมพันธ์กับคุณสัญญาที่แสนซนและเฮี้ยวนั้นก็จะเปลี่ยนตลอดไป หากคุณสัญญานี้คือความกลัว มันก็จะเป็นเพื่อนรักที่เป็น "ตัวช่วย" ให้กับการใช้ชีวิต ช่วยทำให้เกิดความสมดุลระหว่างพฤติกรรมสุดโด่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับชีวิต
บันทึกนี้จะเล่าเหตุการณ์ในวันแรกที่กลับไปทำงานให้ฟัง แตะพื้นสำนักงานก็เจอะเจอโจทย์ให้ได้ทดสอบใจ การรับรู้ทำให้รู้ว่าโลกภายในของฉันยังไม่นิ่งรับรู้ว่าในใจมันยังมีคลื่นกระเพื่อมให้รับรู้เบาๆการรู้ตัวนี้ทำให้ฉันได้สติจึงขอนำคำอุทานสั้นๆที่ไปได้จากเมืองเหนือมาบอกว่า หากเอ่ยอุทานคำนี้ออกมา มันบอกว่ามีจุดกระทบกันระหว่างโลกภายนอกและโลกภายในเกิดขึ้นแล้วและได้มีการสนุ๊กต่อไปกระทบคุณสัญญาคนสำคัญของเราค่ะ
คำนี้รังสรรค์ขึ้นมาโดยหนุ่มใจงาม ที่มีความฝันจะเล่นไตรกีฬาให้ได้เมื่ออายุหกสิบค่ะ คำนั้นอุทานว่า “อึ๊”อย่าลืมนะค่ะ หากเผลออุทานคำนี้เมื่อไรรีบเตือนตนให้มีสติและค้นหาคุณสัญญาจอมซนและเฮี๊ยวซะให้เจอ จะได้กล่อมเกลาเขาจนเขาเข้ามาช่วยขัดเกลาดวงจิตประภัสสรของเราให้แวววาว ส่องสว่าง สวยงามสดใส
หลังจากเจอโจทย์แรก โจทย์สองก็ตามมา งานบริหารที่มอบหมายให้มีคนทำแทนระหว่างหนีเที่ยว ได้มีการจัดการไปแล้วทุกเรื่องเรียบร้อย หากแต่เอกสารราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ดำเนินไปแล้วนั้นทุกฉบับ ถูกมอบคืนกลับมาทั้งแฟ้มเพื่อให้ฉันลงนามสั่งการย้อนหลัง เหตุของการไม่ลงนามของผู้ที่ได้จัดการแทนไปแล้วนั้นติดอยู่แค่ ฉันยังไม่ลงชื่อในใบมอบหมายงานเป็นลายลักษณ์อักษรค่ะตอนที่พบกับโจทย์สองนี้รับรู้ว่าไม่มีคลื่นในใจตัวเอง แต่ดูเหมือนจะมีคลื่นอึมครึมเล็กๆแวบมาให้จับต้องได้ค่ะ คำอุทานในใจที่ออกมาคือ “อือ” ความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อมาคือขำตัวเอง เมื่อคุณสัญญาที่เป็นเพื่อนรักมาทักทายชวนให้รำลึกถึงคำพูดของหลายคนที่เชียงใหม่และเชียงราย รับรู้อยู่ว่าใจมันหัวร่อ “หึ หึ” ดูทีรึเป็นยักษ์เป็นมารให้คนอยู่ใกล้กลัวได้ซะขนาดนั้น
ตอนที่รับรู้คลื่นอึมครึมได้ รู้ว่าได้หน่วงตัวเองไว้ก่อนลงมือทำอะไรต่อไป หน่วงเพื่อเลือกว่าจะทำอะไรดีระหว่างการเงียบกับการพูดถามเหตุผลของการไม่ลงนามในเอกสารราชการที่สั่งการแทนไปแล้ว แหละแล้วฉันก็เลือกลงนามในหนังสือมอบหมายงานโดยไม่พูดอะไร ส่งคืนเอกสารทั้งแฟ้มให้น้องลูกจ้าง แฟ้มถูกนำไปส่งมอบให้เธอดำเนินการลงนามในเรื่องที่สั่งการไปแล้วให้เรียบร้อยโรงเรียนหนังสือราชการ
แล้วก็ไปเจอโจทย์สามเข้าให้อีกโจทย์ ก่อนหนีไปเที่ยว ฉันมีงานประชุมนัดหมายที่เมื่อตกลงใจหนีเที่ยว การประชุมก็เลื่อนไปด้วยเหตุผลเดียวว่าประธานไม่อยู่ อันที่จริงแล้วเวทีประชุมนี้ประธานตัวจริงคือเจ้านายค่ะมีแค่ครั้งแรกที่มารับตำแหน่งเท่านั้นที่ท่านมานั่งเป็นยักษ์หัวโต๊ะค่ะ หลังจากนั้นทุกครั้งฉันนั่นแหละที่กลายเป็นยักษ์หัวโต๊ะแทน การมีเรื่องคั่งค้างที่ต้องดำเนินการต่อในเรื่องเชื่อมโยงแผนงานระหว่างงานพัฒนาคุณภาพทั้งระบบ กับงานนโยบาย และงานพัฒนาเครือข่ายสถานบริการ ทำให้ฉันไปพบกับนักวิชาการในอีกหน่วยงานเพื่อขอข้อมูลในการวางตำแหน่งการทำงานของเธอที่เกี่ยวข้องอยู่
คุยไปคุยมาน้องหมอหัวหน้าของเธอเข้ามาแทรกแล้วขอตอบแทนพร้อมกับบอกว่า เขาฟังเหมือนฉันกำลังต้อนลูกน้องของเขาเข้ามุม ฉันจึงบอกน้องหมอไปว่า ฉันมาขอรายละเอียดในส่วนที่ฉันไม่ได้ไปรับรู้จากเวทีประชุมที่น้องนักวิชาการเขาไปมา มาขอข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจ และไม่ใช่ข้อมูลที่เขากำลังบอก เขาจึงจากไป แล้วฉันก็คุยกับเธอต่อ ระหว่างการคุยถามไถ่แล้วยังไม่ได้คำตอบ ฉันได้เปลี่ยนคำในคำถามไปเรื่อยๆ ด้วยเข้าใจว่า ฉันคงมีปัญหาในการสื่อสารและการใช้คำ คนฟังจึงยังไม่เข้าใจว่ากำลังถามเรื่องอะไร คำตอบที่สร้างความเข้าใจให้แก่ฉันจึงยังไม่ได้ยินจากปากเธอ แถมเธอยังหลุดปากมาว่า “หมอกำลังคาดคั้นหนู”คำพูดคำนี้มันสะท้อนใจฉันมาก เสียใจจนน้ำตารื้นและแทบร้องไห้ออกมา รู้ตัวว่าเสียงเครือค่ะ
ความรู้สึกตอนนั้นคือ โอ้ว่านี่ตัวเราจะพูดถามใคร ไม่ได้แล้วหรือไง พูดกับใครก็ไม่ได้แล้วหรือไง ทำไมการพยายามสื่อคำพูดเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันกับความหมายที่ฉันกำลังพยายามสื่อ จึงกลับมีการตอบสนองที่ทำให้รู้สึกไปว่า ตัวเองนี่แย่ทุกทีไป จะทำงานต่อยังไงดีเล่านี่ จะทำงานโดยไม่พูดกับใครเลยก็เป็นไปไม่ได้ จะทำยังไงๆๆ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าความเสียใจที่รู้สึก คือ รูปหนึ่งของความกลัวในใจ ความรู้สึกแย่ๆนี้คงอยู่เป็นครู่แล้วหายไปตอนไหนฉันไม่รู้ รู้แต่ว่ามันหายไปสิ้นเมื่อจู่ๆมีคำตอบผุดขึ้นมาให้รับรู้และบอกว่า ที่จริงเธอให้คำตอบออกมาแล้ว หากแต่ฉันฟังได้ลึกไม่พอ จึงรับรู้ไม่ได้ว่าคำตอบนะเธอพูดออกมาแล้ว การรับรู้นี้ ทำให้คำว่า “อ้อ มันเป็นอย่างนี้เอง” หลุดออกมาในใจ พอคำนี้หลุดออกมา ไอ้ที่รู้สึกแย่ๆอยู่มันหายไปสิ้นค่ะเห็นตัวอย่างมั๊ยว่าการแตะกระทบระหว่างโลกภายนอกกับโลกภายในที่ไปชิ่งแตะต่อกับสัญญาที่หมายจำอันแสนซนและเฮี้ยวนั้นมันเกิดอยู่เรื่อยๆนี่เพียงแค่ครึ่งวันเช้าฉันก็ผ่านโจทย์ทดสอบการแตะกระทบเหล่านี้เข้าเต็มเปามาตั้ง 3 โจทย์เข้าไปแล้ว เฮ้อ!
หมายเหตุ แอบไปยืมรูปสวยๆมาจาก Bloggang.com ค่ะ ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ






คำพิพากษาของ ศาลชั้นต้น ศาลอุธรณ์ หรือศาลฎีกาครับ ? (มาแซว.... :)
ใช้อะไรถ่ายภาพ ถ่ายใจ จึงงดงามนัก