ครม.
ไฟเขียวคลังยืดเวลาชำระหนี้ตั๋วใช้เงินแบงก์ออมสิน 5 พันล้าน
อ้างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ค่าใช้จ่ายเยอะ
ต้องสำรองเงินสดไว้ก่อน ด้านขุนคลังลั่นหลังเดือนเมษายน
สภาพคล่องดีขึ้นแน่ ระบุต้นตอเงินฝืด
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา
ได้มีมติอนุมัติให้ยืดระยะเวลาชำระคืนหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินมูลค่า 5
พันล้านบาท ซึ่งจะครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 26 เมษายนนี้
โดยตกลงกับธนาคารออมสิน
เพื่อขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้แก่ธนาคารออมสินออกไป
หรือจัดหาแหล่งเงินกู้ที่เหมาะสมมาทดแทน
น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า
การพิจารณาของ ครม.
เป็นไปตามแผนปรับปรุงการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2549
มีเป้าหมายที่จะรักษาระดับเงินสดให้เพียงพอกับการเบิกจ่ายงบประมาณ
เนื่องจากระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมนี้ จะมีการเบิกจ่ายงบประมาณสูง
ขณะที่รายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน
ทำให้เงินคงคลังไม่เพียงพอรองรับธุรกรรมรายจ่ายของรัฐบาล
การตัดสินใจยืดระยะเวลาชำระหนี้ตั๋วเงินคลังธนาคารออมสินของกระทรวงการคลังครั้งนี้
เกิดขึ้นหลังจากที่ ดร.สมชัย สัจจพงษ์
รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ยอมรับก่อนหน้านี้ว่า
กระแสเงินสดจ่ายที่สูงกว่ากระแสเงินสดรับในช่วงต้นปีงบประมาณ
ทำให้รายได้น้อยกว่ารายจ่ายเฉลี่ยวันละ 800 ล้านบาท
และมีรายงานข่าวว่า การเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงดังกล่าวจะล่าช้าลง 3-7
วัน
“แนวทางดังกล่าวจะทำให้วงเงินรวมของแผนบริหารจัดการหนี้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นจากเดิม
260,000 ล้านบาท เป็น 265,000 ล้านบาท”
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
ด้านนายทนง พิทยะ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า
การบริหารสภาพคล่องที่ติดขัดไปบ้างนั้น เป็นผลจากการที่กระทรวงการคลัง
โดยกรมบัญชีกลางใจดีกับการเบิกจ่ายงบประมาณมากเกินไป
ให้มีการเบิกจ่ายได้ภายใน 1-3 วัน ดังนั้น
ขณะนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะกรมบัญชีกลางไปพิจารณาจัดสรรการใช้จ่ายเงินให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เบื้องต้นให้มีการเบิกจ่ายได้ภายใน 3-7 วัน
และให้มีความละเอียดในการพิจารณาเบิกจ่ายด้วย
“เรายอมรับว่าใจดีกับการเบิกจ่ายมากเกินไป กรมบัญชีกลางก็จะทำงานง่าย
เป็นแคชเชียร์ที่ใจดีไปหน่อย
ทำให้ตอนนี้การบริหารเงินจากส่วนราชการต่าง ๆ
ต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น
เราโอนงบไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานต่าง ๆ
ทีเดียวทั้งก้อน แต่ยังไม่นำไปใช้ทันที ก็ให้ดูตรงนี้
เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้จ่ายมากขึ้น” นายทนงกล่าว
พร้อมทั้งยืนยันด้วยว่า นับตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป
สภาพคล่องในการบริหารจัดการเงินสดของรัฐบาลจะปรับตัวดีขึ้นแน่นอน
เพราะจะมีรายรับจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
และรายได้จากเงินปันผลของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ที่นำส่งเข้าคลังอีกกว่าหมื่นล้านบาท ดังนั้น
ระดับเงินคงคลังที่มีใช้จ่ายได้ในระยะ 14 วัน
จึงถือว่าเพียงพอกับระบบเศรษฐกิจแล้ว
ขณะที่นายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา อธิบดีกรมบัญชีกลาง
กล่าวว่า นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป
รัฐบาลจะไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องไปตลอดปี
เพราะจะมีรายได้เข้ามาทั้งภาษีนิติบุคคล
และรายได้จากหน่วยงานราชการอื่น โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ
ขณะที่การเบิกจ่ายอาจจะอยู่ช่วง 3-7 วัน
เพราะต้องการให้มีการเบิกจ่ายตามความจำเป็น
โดยต้องเป็นไปตามคิวและความจำเป็น อย่างไรก็ตาม
ยอมรับว่ากรมบัญชีกลางมียอดเบิกจ่ายของเอกชนที่ยังไม่ได้จัดสรรอีกจำนวนหนึ่ง
แต่ไม่ถึงหมื่นล้านบาทตามที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุ และยืนยันว่า
งบรายจ่ายที่ติดขัดเป็นงบรายจ่ายอื่น และเป็นงบรายจ่ายทั่วไป
ไม่ใช่เป็นงบรายจ่ายประจำ ซึ่งเป็นเงินเดือนข้าราชการ
เพราะส่วนนั้นไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน