ดูแลกันเสียแต่วันนี้ ก่อนที่จะไม่มีวันให้เห็นกัน

วันนี้ขอเขียนเรื่องเศร้าๆ ไว้เป็นที่ระลึกถึงความดีของพี่สาวคนหนึ่งที่ไม่ใช่ญาติแต่ยิ่งกว่าญาติ คนที่สอนให้ประจักษ์ถึง คนจะงาม งามน้ำใจ ใช่ใบหน้าและคิดว่าหลาย ๆ คนที่รู้จักพี่ราศี หรือที่บางคนเรียก พี่เอียด หรือพี่นุ้ย คงรู้สึกเช่นนี้ด้วยเช่นกัน กับพี่สาวที่มีแต่ให้ พี่ราศี  ทองดำ เติบโตจากเจ้าพนักงานเคหกิจเกษตร (น่าจะรุ่นแรกๆ) เป็นหัวหน้างานสถาบัน และจบลงที่ตำแหน่งเกษตรอำเภอควนโดน จังหวัดสตูล หนึ่งในแรงใจที่ส่งให้เราเข้าสู่กรมส่งเสริมการเกษตรอย่างเต็มตัว

เราเองจากลูกจ้างชั่วคราว เด็กในสำนักงานเกษตรอำเภอ พี่ก็เข็ญจนสอบเข้ารับราชการได้ และระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดสตูล ไม่ว่าจะที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุ่งหว้า หรือที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสตูล พี่นุ้ยและครอบครัวก็ทำให้คนไกลบ้านอย่างเราได้รู้สึกว่าสตูลคือบ้านที่สอง ครอบครัวพี่นุ้ยรวมทั้งญาติๆ ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นในมิตรภาพ และคิดเอาว่านี่คือครอบครัวเราเหมือนกัน

เราเริ่มชีวิตการทำงานในกรมส่งเสริมการเกษตร ในตำแหน่ง นักเกษตร ซึ่งเป็นลูกจ้างชั่วคราว (อย่างไม่ตั้งใจเป็นไปด้วยบังเอิญ) ณ สำนักงานเกษตรอำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ไปสมัครงานครั้งนั้น เป็นการไปจังหวัดสตูลครั้งที่ 2 และไปครั้งแรกก็แค่ อุทยานแห่งชาติทะเลบัน ที่อำเภอคนโดน ซึ่งยังไม่ถึงตัวเมือง

ไปทำงานที่อำเภอทุ่งหว้าครั้งนั้น เป็นการสัมผัสกับชีวิตในหน่วยงานราชการ พี่กำพล เอียดเอื้อ เป็นเกษตรอำเภอ พี่อารีต บินหมัด เป็นหัวหน้างานสถาบัน พี่นันทวัฒน์ เกตุรักษ์ เป็นหัวหน้างานส่งเสริม พี่ราศี ทองดำ เป็นเจ้าพนักงานเคหกิจเกษตร พี่วิศาล พลรักษ์ เป็นเกษตรตำบล ปัจจุบันพี่อารีต บินหมัดเป็นเกษตรอำเภอเมืองสตูล (รักษาราชการตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต) พี่นันทวัฒน์ เกตุรักษ์ เป็นเกษตรอำเภอทุ่งหว้า และพี่ราศี ทองดำ เป็น (อดีต) เกษตรอำเภอควนโดน สามคนนี่คือความภาคภูมิใจที่เรามักจะเล่าให้ใครๆฟังเสมอเวลาได้พูดถึงแรงบันดาลใจในการทำงานในกรมส่งเสริมการเกษตร เพราะถือเป็นโชคดีของเราที่ได้เบ้าหลอมที่ดีในการทำงาน เบ้าหลอมที่เป็นคนคุณภาพ ซึ่งทำให้เราแอบคิดเข้าข้างตัวเองไปว่าเราได้ถูกหลอมให้เป็นคนคุณภาพคนหนึ่งของกรมส่งเสริมการเกษตร แม้ว่าในเบื้องแรกๆที่เราเข้าทำงาน มักจะงุนงงกับการพูดจาของพี่ๆ โดยเฉพาะพี่ราศี ซึ่งถ้าใครคุ้นเคยก็จะรู้ว่า พี่พูดไม่หวาน พูดคำเหน็บคำ เวลาจะสอนจะแนะ ก็ดุด่านำหน้ามาก่อน แต่เราก็มีข้อดีของเราคือซื่อบื้อ ทำหน้าซื่อไว้ก่อนไม่รู้เพราะเหตุนี้หรือเปล่าพี่จึงดีกับเราตลอดมา

ที่ทุ่งหว้า นอกจากพี่ราศีจะสอนเรื่องการทำงานในพื้นที่กับกลุ่มแม่บ้านฯ พี่ยังสอบเรื่องงานสำนักงาน ให้เป็นคนละเอียดลออกับงาน ให้รู้จักกฎระเบียบ ให้รู้จักงานด้านธุรการ ให้ชัดเจนในงานของตัวเอง ให้ช่วยเหลือคนอื่น และอื่นๆ นี่คือเรื่องงาน

ในเรื่องส่วนตัว พี่จะระมัดระวังกับชีวิตความเป็นอยู่ของเรา อย่างที่แม่จะดูแลลูกสาวตัวเอง ในเรื่องคบหากับคนหากเห็นท่าไม่ดีเมื่อไหร่พี่จะลากเราไปนอนบ้านพี่ในตัวจังหวัด ให้อยู่ใกล้ๆ ให้มีผู้ใหญ่ดูแล (พี่กลัวเด็กไกลบ้านใจแตก ฮา)

เมื่อเราไปทำงานที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสตูล พี่ก็พาเราไปอาศัยอยู่ในครอบครัว แม้เราจะออกไปเช่าบ้านอยู่ก็เป็นบ้านที่อยู่ในบริเวณรั้วเดียวกันของพี่ๆน้องๆของพี่  ได้อาศัยข้าววันละอย่างน้อยก็หนึ่งมื้อ แม้แต่ยาย (แม่ของพี่) ก็ยังเรียกเรากินข้าวทุกวัน นี่คือน้ำจิตน้ำใจที่เราได้รับ

เราจะดีได้อย่างนี้ไหม เราได้ตอบแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนบ้านพี่แล้วหรือยัง ??

เมื่อได้บรรจุเข้าทำงาน ออกมาจากสตูล กลับไปสตูลไม่ได้บ่อย กลับไปทีก็รบกวนที่กินที่นอน แถมบางครั้งยังพาเพื่อนไปรบกวน แต่พี่ก็เต็มใจเสมอ

เราจะดีได้อย่างนี้ไหม เราได้ตอบแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนบ้านพี่แล้วหรือยัง ??

เมื่อเวลาทุกข์ใจ เหนื่อยหน่ายกับสิ่งที่เจอะเจอ คนที่เราเลือกจะคุยด้วย คือพี่ ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมานอกจากคำเหน็บนำหน้ามาก่อนก็คือความสบายใจและเสียงหัวเราะ เฮฮา

พี่ป่วย เรารู้จากคนอื่น ทั้ง ๆ ที่โทรศัพท์คุยกันอยู่ พี่ไม่เคยบอก เพราะพี่รู้ว่าเราสุขภาพไม่ดี และเราก็ไม่ถาม เราไม่นึกว่าเวลาจะสั้น คิด ๆ อยู่ว่าต้องไปหา ๆ แต่ก็เดี๋ยวนะๆ

ก็แค่คิดว่าโรคที่พี่เป็นเขาก็เป็นกันถมไป แล้วก็อยู่กันได้อีกยาวนาน ใครจะคิดล่ะว่าเวลาจะสั้น หรือคนดี ๆ ต้องไปก่อน คนดี ๆ จะมีเวลาอยู่บนโลกนี้น้อย

เหตุการณ์ทำให้เราประจักษ์ในคำพระ ที่ให้ ระลึกถึงความตายอยู่ทุกวัน ให้ระลึกอยู่เสมอว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย เราจะได้ทำดี พูดดี คิดดี รักคนอื่นและดูแลคนอื่นรอบข้าง โดยไม่ต้องมาเสียใจและคิดว่า รู้อย่างนี้ฉันจะทำเสียนานแล้ว เพราะเราอาจจะไม่มีวันนั้น เหมือนที่เรายังไม่ได้ดูแลพี่นุ้ย ราศี เหมือนที่พี่เขาดูแลเรามา

ขอให้พี่ไปสู่สุขคติ