บ้านนอก ห่างไกลความเจริญ ด้อยการพัฒนา

          แรงจูงใจ  การแสดงความคิดเห็น การโต้แย้ง การสนทนา พูดคุย เป็นแรงผลักดัน หรือเป็นการจุดประกาย ให้เกิดความคิด...คล้าย ๆ ต่อยอด  จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในบันทึก "มองอย่างครู" ของเพื่อน มิตร พี่ น้อง ชาว gotoknow

          คุณธรรม เป็นเรื่องที่ทุกคนมองเห็นว่า "ยากยิ่ง  หนักใจกับที่จะอบรมสั่งสอนนักเรียน" รวมทั้งความรู้สึกของครูคิมด้วย  หลาย ๆ อย่างที่เห็นว่ายาก หากไม่ลงมือทำ  ยิ่งยากหนักขึ้น เมื่อได้ลงมือทำ แม้จะทุลัก ทุเล มีปัญหา อุปสรรค มากมาย ท้อบ้าง สู้บ้าง แม้จะใช้เวลา ค่อยคิดค่อยทำ  ปัญหาต่าง ๆ อาจจะลดลง และ..เรื่องยากก็กลับกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น

          การที่ได้ไปติดตามการจัดการศึกษาของโรงเรียนสัตยาไส อำเภอลำนารายณ์ สพท.ลพบุรี เขต 2 เป็นโรงเรียนเอกชน เรียนฟรี โดยท่าน ดร.อาจอง  ชุมสาย ณ อยุธยา จะไม่ขอเล่ารายละเอียด  แต่จะขอเก็บเพียงส่วนหนึ่งมาฝาก  คือการฝึกสมาธิของนักเรียนว่า "ให้นักเรียนเพ่งมองแสงสว่างจากพระพุทธรูป .. นำแสงสว่างมาไว้ที่ศีรษะ ให้ศีรษะเต็มไปด้วยแสงสว่าง  คิดดี คิดในสิ่งที่สร้งสรรค์และเป็นประโยชน์   ...ค่อย ๆ นำแสงสว่างมาไว้ที่หัวใจ  ให้หัวใจเบ่งบานเป็นสีชมพู มีความรัก ความเมตตา ให้กับคนทั้งโลก มีความกรุณา ปราณี  ..ค่อย ๆ เลื่อนแสงสว่างไปไว้ที่ตา ให้ดวงตาทั้งสองข้างมองเห็นแต่สิ่งที่ดีงามของตนเอง ของคนอื่น ๆ  ..ค่อย ๆ นำแสงสว่างไปไว้ที่ปาก  ให้ปากพูดในสิ่งดี พูดจาสุภาพ ไพเราะ พูดในคุณงามความดีของคนอื่น...ค่อย ๆ นำแสงสว่างไปไว้ที่หู ให้หูทั้งสองข้างรับฟังแต่สิ่งที่ดี จดจำคำสั่งสอนของพ่อ แม่ ครูอาจารย์...ค่อย ๆ นำแสงสว่างไปไว้ที่มือ  ให้มือทั้งสองข้างรู้จักเคารพ กราบไหว้  รู้จักทำประโยชน์เพื่อตนเอง เพื่อสังคม เขียนในสิ่งที่สร้างสรรค์...ค่อย ๆ นำแสงสว่างไปไว้ที่เท้า  ให้เท้าทั้งสองข้าง ได้ก้าวเดินไปในทางดี เดินด้วยความมั่นใจ สง่างาม..ค่อย ๆ นำแสงสว่างไปไว้ที่ศีรษะอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้แสงสว่างแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ให้ร่างกายเต็มไปด้วยแสงสว่างแห่งสติปัญญา ตลอดไป

          จึงขอใช้แสงสว่างที่ตัวเองมีอันน้อยนิด  และพยายามที่จะมีอยู่ตลอดเวลา จะขอเล่าเรื่องที่สืบเนื่องมาจาก "มองอย่างครู" นั่นคือเกี่ยวกับสังคมของโรงเรียนวิทยสัมพันธ์ เป็นโรงเรียนบ้านนอก สอนเด็กบ้านนอก ครูก็มาจากพื้นเพของคนบ้านนอก วิถีชีวิตก็เป็นเช่นที่ครูคิมได้ถ่ายทอดออกมาตั้งแต่ต้น เรียบง่าย ไร้ความหรูหรา ตามบริบทที่อาจสร้างได้ตามศักยภาพ

           ทุกเช้าคุณครูและผู้อำนายการฯ จะเดินทางมาจากจังหวัดพิษณุโลก  9 ท่านรวมทั้งครูคิม  และเดินทางมาจากอำเภอนครไทยอีก 4 ท่าน การสวัสดีทักทายด้วยการไหว้ เป็นไปตามธรรมชาติ ไหว้ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์  และตอนลากลับบ้านก็ไหว้ลากันทุกครั้งถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา  นักเรียนทุกคนจะไหว้คุณครู (ภาพเดิมจะวิ่งหนี กลัวครูใช้ถือของ กลัวครูตำหนิ หรือไม่ก็ถ้าไม่เดินผ่านก็ไม่ไหว้ ถ้าไหว้ก็เป็นกิริยาแบบม้าดีดกระโหลก) แต่ปัจจุบันนักเรียนจะไหว้อย่างอ่อนน้อม อ่อนโยน ยืนชิด มือพนมไหว้ ก้มหัวลงช้า ๆ เงยหน้าขึ้นกล่าวสวัสดีครับ/สวัสดีค่ะ

             แม้ว่าคุณครูจะมองไม่เห็นนักเรียน  นักเรียนจะเป็นฝ่ายเรียกทักทาย "คุณครูขาสวัสดีค่ะ คุณครูครับสวัสดีครับ"  จะพบเจอคุณครูกี่ครั้งนักเรียนก็แสดงการทำความเคารพด้วยการไหว้ทุกครั้ง  มือถือของ ถือรองเท้า นักเรียนจะวางของก่อนทุกครั้ง  และถือเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติที่ขาดไม่ได้  นักเรียนชั้นอนุบาลหรือชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ต้องบูชาคุณครูด้วยรองเท้าก็มีให้เห็นบ่อยครั้ง  คุณครูไม่เคยถือว่าเป็นเรื่องไม่งามหรือน่ารังเกียจ  ก็จะล้อหยอกกลับไปว่า "มีรองเท้าเป็นดอกบัวงาม / บูชาครูด้วรองเท้า ดีใจจังค่ะ" ถ้านักเรียนเขาสำนึกก็จะทำท่าอาย หรือวางรองเท้า ไหว้ใหม่หรือขอโทษ  การปฏิบัติของนักเรียนเมื่อครูยืนนักเรียนสามารถยืนได้ในทางทางสำรวม และแสดงความเคารพเสมอ  เมื่อครูนั่งนักเรียนต้องเดินเข่าและกราบ นั่งพับเพียบ มือประสานไว้บนตัก

            เด็ก ๆไหว้ไม่สวย ไม่งาม ไม่อ่อนน้อมมีไหม  ขอตอบว่า "มี"  เป็นเด็กย้ายมาหรือบางทีลืม คุณครูทุกท่านถือเป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยกันรับผิดชอบ "น้องไหว้ใหม่ซิลูก" และเก็บภาพชื่นชมนักเรียนที่ไหว้สวย มีมารยาทงาม จัดนิทรรศการให้  มีการโหวตเพื่อน ๆ ที่น่ายกย่องชมเชยเวลาว่างนักเรียนรุ่นพี่จะนำน้อง ๆ ฝึกกราบพระ กราบผู้ใหญ่ ฝึกไหว้ และฝึกเดิน

            นักเรียนรุ่นน้องจะทักทายรุ่นพี่เช่นเดียวกับคุณครู  และไหว้ลาตอนกลับบ้าน เจอกันในหมู่บ้านก็ทักทายกันด้วยการไหว้เสมอ มีปัญหาบ้างไหม  ขอตอบว่า"มี" นักเรียนรุ่นน้องบางคนร้องเรียนว่า "พี่ ๆ ไม่รับไหว้" ปัจจุบันปัญหาก็ลดลง  ถ้ารุ่นน้องไหว้ไม่สวยงาม พี่ ๆ ก็จะสอนน้องเช่นเดียวกับที่คุณครูสอนมา

            นักเรียนจะถูกอบรม สั่งสอนว่า ให้ทำความเคารพทุกท่านที่เข้ามาในโรงเรียน รถยนต์ รถตู้ติดฟิล์มกรองแสงมืดทึบปานใด ก็ให้ทักทายด้วยการไหว้เสมอ  คนมาขายของ มาขายประกัน ขายแว่นตา  ก่อนออกจากบ้านและกลับจากโรงเรียนต้องไหว้พ่อ ไหว้แม่ ไหว้ทุกคนที่อยู่ในบ้าน เดินผ่านผู้ใหญ่ในหมู่บ้านก็ต้องไหว้ทุกครั้ง  แรก ๆ นักเรียนเขิน พ่อ แม่ และคนในหมู่บ้านก็เก้อเขินไปด้วย  ภายหลังก็ได้รับคำชื่นชมว่า "นักเรียนมีมารยาทดีขึ้นมาก"

            นักเรียนมีความเป็นอยู่แบบวัฒนธรรมท้องถิ่น พูดภาษาพื้นถิ่นนครไทย (คล้ายภาษาอิสาน) เเดมเรียกคุณครูว่า "คูขะ /คูคับ  คู คู คู  คูคิม  คูอ้อย คูหน่อย" ภายหลังถูกฝึกให้เรียกว่า "คุณครูขา /คุณครูครับ"(โรงเรียนสองภาษารูปแบบใหม่ ภาษาไทยและภาษาพื้นถิ่น) และไม่ควรเรียกชื่อคุณครูตามว่าครูคิม  สงวนเอาไว้ให้เพื่อน ๆ เรียก

            กระบวนการอบรม  เริ่มขึ้น ฝึก ปฏิบัติ ติดตามและทบทวนกันอย่างต่อเนื่องที่ห้องเรียนทุกห้องมีข้อคุณธรรมพื้นฐาน 9 ประการติดไว้หน้าชั้นเรียน สมุดนักเรียนทุกเล่มมีข้อมูลนักเรียน ข้อมูลครู และข้อคุณธรรมฯ อบรมก่อนกิจกรรมการเรียนรู้ทุกสาระ 3-5 นาที เล่านิทานคุณธรรม บทความ เรื่องเล่าที่ส่งเสริมคุณธรรมหลังปฏิบัติฝึกสมาธิ  (คำถามของครูไม่ต้องการคำตอบแต่ต้องการให้พวกหนูทำได้ ปฏิบัติจนเป็นนิสัยที่เคยชิน)

           วัฒนธรรมของคุณครูดื่มกาแฟ อาหารว่าง และอาหารกลางวันพร้อมกันรวมทั้งผู้อำนวยการ  แบ่งทุกอย่างที่ควรแบ่ง ให้ทุกอย่างที่ให้กันได้ โดยเฉพาะ "ความรัก น้ำใจเอื้ออาทร ความอบอุ่น" ที่มีต่อกัน ช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ปัญหา  งานโครงการทุกเรื่องทำร่วมกันหมด ไม่ว่าจะเป็นใครรับผิดชอบ  การมีคำสั่งเป็นไปตามระเบียบราชการแต่การปฏิบัติช่วยกันทำ

          พวกเราเป็นครูบ้านนอก  มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่วิถีชีวิตแบบบ้านนอก  นักเรียนก็เป็นเด็กบ้านนอก  เมื่อถึงเวลาพานักเรียนไปทัศนศึกษา หรือไปร่วมกิจกรรมกับทางเขต หรือหน่วยงานอื่น ๆ นักเรียนก็จะถามว่า "แต่งตัวแบบไหน ทำอย่างไรคะ / ครับ ถึงจะไม่อับอายว่าเป็นเด็กบ้านนอก"....(ครูคิมและคุณครูโรงเรียนวิทยสัมพันธ์มีคำตอบค่ะ)

          

          

 นักเรียนจะไหว้เป็นการทักทายรุ่นพี่  เมื่อพบกัน และตอนลากลับบ้าน

 (นักเรียนกำลังจะร่วมกิจกรรมหน้าเสาธง)

ยามว่าง  พี่ ๆ จะนำน้อง ๆ ฝึกกราบ ฝึกไหว้ ฝึกเดิน

การปฏิบัติต่อทุกท่าน ไม่ว่าคุณครูหรือผู้มาเยี่ยม