ล่าสุดผลสำรวจ "Doing Business" ของเวิรลด์แบงก์ จัดอันดับประเทศที่เอื้ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ไทยขยับดีขึ้นเรื่อยๆ ติดอันดับ 13 จาก 181 ประเทศทั่วโลก

                                           

 "ปฏิรูปราชการ"เข้าตา ธนาคารโลก ลดขั้นตอน-รวดเร็วเอื้อธุรกิจ

ปฏิรูประบบราชการ 6 ปีเห็นผล งานบริการประชาชนสะดวก รวดเร็วขึ้น ล่าสุดผลสำรวจ "Doing Business" ของเวิรลด์แบงก์ จัดอันดับประเทศที่เอื้ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ไทยขยับดีขึ้นเรื่อยๆ ติดอันดับ 13 จาก 181 ประเทศทั่วโลก "ทศพร ศิริสัมพันธ์" เลขาธิการ ก.พ.ร. ชี้เป็นผลจากการยกเครื่องระบบราชการไทย กระทุ้งข้าราชการลุกขึ้นมาเป็น "เสาหลักของบ้านเมือง" ฝ่าวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจ

 

 

ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เปิดเผยว่า ธนาคารโลก ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (doing business) เป็นอันดับ 13 จาก 181 ประเทศทั่วโลก โดยวัดผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 ถึงเดือนมิถุนายน 2551

 

ซึ่งขยับขึ้นจากอันดับที่ 15 ในปี 2551 อันดับที่ 18 ในปี 2549 และอันดับที่ 20 ในปี 2548

 

การเลื่อนอันดับดีขึ้นเรื่อยๆ นี้เป็นผลมาจากการปฏิรูประบบราชการ โดยเฉพาะได้มีการยกระดับการให้บริการประชาชน เช่น มีการลดค่าธรรมเนียมและเปิดโอกาสให้ ผู้ประกอบการสามารถยื่นเอกสารชำระภาษีทางอินเทอร์เน็ตได้ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทที่มีรายได้ 12 ล้านบาท หรือน้อยกว่า มีการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งการผ่านสินค้านำเข้า-ส่งออก โดยการนำระบบ E-customs มาใช้ ทำให้สามารถลดจำนวนเอกสารที่ต้องยื่นเพื่อนำเข้าสินค้าจาก 9 เหลือ 3 และจาก 7 เหลือ 4 สำหรับการส่งสินค้าออก เป็นต้น

 

นอกจากนี้ยังลดส่วนที่เป็นขั้นตอนยุ่งยาก อาทิ การพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ การแก้ไขกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้ทะเบียนธุรกิจเสร็จในวันเดียว หรือมีการลดค่าธรรมเนียมเพื่อกระตุ้นให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยทำได้คล่องตัวมากขึ้น แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องปรับปรุงในอนาคต

 

ดร.ทศพรเปิดเผยต่อไปว่า การปฏิรูประบบราชการตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ก.พ.ร.ได้นำเรื่องธรรมาภิบาลเข้ามาใช้ในระบบราชการไทย มีการแก้กฎหมายระเบียบราชการแผ่นดิน และออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี พยายามบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาตัวนี้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยวางยุทธศาสตร์ไว้ 4 เรื่อง คือ 1.การปรับปรุงการบริการประชาชน 2.การปรับโครงสร้างให้เกิดความเหมาะสม 3.การเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และ 4.การทำระบบราชการให้มีความเข้มแข็ง

 

ดร.ทศพรกล่าวย้ำว่า แม้ว่ารัฐบาลอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง และวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ภาคราชการจะต้องช่วยกัน ไม่ต้องรอให้รัฐบาลมาบอกว่าต้องปรับปรุงขั้นตอนกระบวนการทำงาน เป็นเรื่องที่ข้าราชการทุกคนต้องเห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง ต้องหันมาปรับปรุงระบบ ปรับปรุงตัวเอง ข้าราชการต้องช่วยกันดูแลประเทศในยามที่คลื่นลมยังแรง ต้องยืนเป็นเสาหลักของบ้านเมืองให้ได้

 

ดังนั้นในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2551-2555) จะต้องเน้น 4 เรื่องหลัก คือ ข้าราชการเก่ง-ดี-ให้ประชาชนมีส่วนร่วม-ทำระบบราชการให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เมื่อไหร่ที่การเมืองนิ่ง ก็จะได้วิ่งไปข้างหน้าได้ ซึ่งต้องทำให้ข้าราชการทุกคนเข้าใจว่า ต้องเป็นคนดีของบ้านเมือง มีจริยธรรมในการทำงาน แยกสิ่งดีเลวได้ ในการตัดสินใจบางเรื่องอาจจะต้องเพิ่มคณะกรรมการมาตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง และจะทำอะไรต้องเปิดเผยตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ที่สำคัญต้องเอาประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม มีผู้คนเข้ามาตรวจสอบได้ จึงต้อง เตรียมความพร้อมกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งราชการและประชาชน

 

ด้านนายอาวุธ วรรณวงศ์ รองเลขาธิการ ก.พ.ร. กล่าวเสริมว่า ปีนี้ไทยได้รับการเลื่อนมาอยู่อันดับที่ 13 เพราะกรมศุลกากรมีส่วนช่วยในการลดเวลาและขั้นตอนการให้บริการ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ดัชนีชี้วัดการค้าระหว่างประเทศดีขึ้น ขณะที่สิงคโปร์อยู่ในลำดับที่ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ฮ่องกงอยู่ในลำดับที่ 4 ญี่ปุ่นอันดับที่ 12 มาเลเซียอันดับ 20 จีนอันดับ 83 และเวียดนามอันดับ 92

 

ทั้งนี้ ธนาคารโลกให้เหตุผลว่าเป็นผลมาจากส่วนราชการต่างๆ ได้ให้บริการโดยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการปฏิบัติราชการ ปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการตอบสนองแก่ประชาชนให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทำให้ขั้นตอนการทำงานลดลง ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจมีความมั่นใจได้ในอีกระดับหนึ่งที่จะตัดสินใจเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยในอนาคต

 

หน้า 1   ที่มา  : ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2551
                           ปีที่ 32 ฉบับที่ 4045 (3245)