เรารักกันหรือยัง ?

เมื่อสองสามวันก่อน ฉันไปงานเผาศพผู้ชายคนหนึ่ง เขาจากคนที่รักไปในวัย

เพียง 52 ปี ด้วยโรคมะเร็งตับ เมื่อก้าวเข้าสู่บริเวณวัด ภรรยาเขาได้ตรงเข้ามาทักทาย ฉันรับไหว้และเดินตามเธอไปยังที่นั่งที่เจ้าภาพได้จัดเตรียมไว้

 

                   ในระหว่างที่รอพิธีการ ฉันนั่งมองบรรยากาศของงานไปเรื่อย ๆ  โดยเฉพาะภรรยาของผู้ตาย วันนี้เธออยู่ในชุดไว้ทุกข์สีดำ ใบหน้าหม่นหมองและมีริ้วรอยเกินวัย  ผมซอยสั้นของเธอมีสีขาวแซมประปราย  ท่าทางเหน็ดเหนื่อยและเศร้าหมอง  ฉันมองผ่านทะลุเลยตัวเธอไป ความคิดถึงเรื่องราวแต่หนหลังก็ค่อยแจ่มชัดขึ้นมาในมโนนึก

 

                   เมื่อสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา ครอบครัวของผู้หญิงคนนี้มีบ้านอยู่ใกล้กับบ้านของฉัน บ้านของเธออยู่ด้วยกัน 6 ชีวิต พ่อแม่และลูกสาวแสนสวย 4  คน  ทั้ง 4 สาว เติบโตด้วยวัยที่ไล่เลี่ยกัน เป็นดอกไม้งามที่ชักจูงให้หมู่ภมรหลากหลายเข้ามาเลียบ ๆ เคียง ๆ หมายจะดอมดม

 

                   เธอในวันนี้เป็นพี่สาวคนที่สอง สูงโปร่งผิวขาว ละเมียดละไม ผมยาวถึงกลางหลัง เป็นมันดำขลับ ยามยิ้ม เขี้ยวเสน่ห์สองข้างจะอวดโฉมออกมา เธอจัดว่าเป็นคนที่สวยที่สุดในบรรดาพี่น้อง 4 คนของเธอ โดยมีตำแหน่งนางสงกรานต์และนางนพมาศของชุมชนเป็นเครื่องหมายรับรอง

 

                   ส่วนเขาคนที่จากไปในวันนี้ เป็นตำรวจหนุ่ม ใบหน้าคมสัน มีอาชีพที่มั่นคง อยู่ในเครื่องแบบอันเป็นที่หมายปองของสาว ๆ โดยทั่วไป     ฉันเห็นตั้งแต่เขาและเธอเริ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความรัก  เห็นทั้งความสุขเมื่อเขาและเธอได้สมหวัง เห็นทั้งความทุกข์เมื่อเขาและเธอต้องพบเจอปัญหาต่าง ๆ นานา จากการกีดกันของครอบครัวฝ่ายชายด้วยเหตุผลว่า เธอมีดีแต่เพียงรูปกาย  หนังสือก็ไม่ได้เรียน ฐานะทางบ้านก็ยากจน แถมพ่อยังเป็นขี้เมาประจำซอยอีก

 

                   แต่ความรักของหนุ่มสาวมีพลังมากนัก ในที่สุดก็ไม่มีขวากหนามใดจะมากางกั้นได้ เขาและเธอจึงได้ตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน  หลายเสียงชื่นชมยินดี  ว่าช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก หนุ่มหล่อกับสาวสวย แต่หลายเสียงก็มีความห่วงใยเกรงปัญหาในภายภาคหน้าที่อาจจะเกิดขึ้น

 

                   เขาและเธอร่วมกันสร้างครอบครัวเล็ก ๆ ที่ห้องแถวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  เมื่อเป็นผัวหนุ่มเมียสาว อะไร ๆ ก็สวยสดงดงามไปหมด  แต่เมื่อเวลาผ่านไป พ่อขี้เมาเริ่มเข้ามาวุ่นวาย  พ่อแม่ฝ่ายชายที่ไม่สบอารมณ์อยู่แล้วก็ได้ทีที่จะตอกย้ำให้ทุกสิ่งมันเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อมีลูก ครอบครัวเริ่มขยาย รายรับรายจ่ายเริ่มมีปัญหา เธอจึงเริ่มหางานเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำเพื่อเป็นการเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ครอบครัว  เริ่มปล่อยปละเนื้อตัว ไม่สนใจความสวยความงามใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนเขา จากตำรวจหนุ่มรูปหล่อ กลายเป็นคนที่ใช้แอลกอฮอร์เป็นตัวดับปัญหา  เขาดื่ม ดื่มและดื่ม เมื่อเมาได้ที่ก็มาระบายความเครียดกับลูกกับเมีย  ด้วยความที่บ้านเราใกล้กัน ฉันมองเห็นละครชีวิตเรื่องนี้แทบจะทุกบททุกตอน

 

                    ระยะหลัง ฉันย้ายบ้านออกไปไกลกว่าเดิม จึงไม่ค่อยได้เจอครอบครัวของเธอ แต่ก็พอได้ข่าวมาบ้างว่า ฝ่ายชายมีหญิงอื่น ทิ้งลูกทิ้งเมียให้หากินอยู่ตามลำพัง   เมื่อมีโอกาสได้เจอเธอ ฉันยังต้องถามย้ำถึงชื่อของเธอ เพราะเธอเปลี่ยนไปทุกอย่าง  ดูกร้านชีวิต ดูทุกข์ระทม ผิดไปจากสาวสวยคนที่ฉันเคยรู้จักไปอย่างมาก    ฉันถามถึงเขา เธอบอกว่าไปอยู่กับผู้หญิงคนใหม่นานแล้ว เมื่อถามถึงลูกชายสองคนของเธอ เธอหลบตาแล้วบอกว่าเรียนไม่จบสักคน ออกนอกลู่นอกทางเกินจะกู่กลับเสียแล้ว

 

                   แล้ววันหนึ่งฉันก็ได้ข่าวว่าฝ่ายชายไปจากโลกนี้ไปเสียแล้ว    ความรู้สึกแรกที่ได้รับรู้เหมือนฉันดูละครจบไปอีกหนึ่งเรื่อง  เหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านพ้นมาสามสิบกว่าปี  แจ่มชัดขึ้นมาในความคิด  ภาพหนุ่มสาวสองคนที่หัวเราะต่อกระซิกกัน มองตากันด้วยประกายตาที่สดใส เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความเสน่หา กลับไปเป็นภาพของหญิงอ้วนคนหนึ่งที่ใบหน้ามีริ้วรอยเกินวัย ผิวขาวผ่องในวัยสาว ดูกระดำกระด่าง ไร้สง่าราศี กับชายวัยกลางคนที่หน้าตาบวมฉุไปด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอร์   พูดจาเสียงดัง ผิดไปเป็นคนละคน

 

                  คำท่านว่าโลกนี้เหมือนโรงละคร และมีเรามีท่านเป็นตัวละครแสดงบทบาทไปตามที่ได้รับการกำหนดมา  ละครมีทั้งสุข ทั้งทุกข์ เมื่อมีเปิดโรงก็ต้องมีลาโรง

 

                   และวันนั้น วันที่ฉันไปร่วมงานศพสามีของเธอ......ตัวละครก็ลาโรงไปอีกตัวหนึ่ง ทิ้งตัวที่เหลือให้แสดงบทบาทของตนเองต่อไป....เมื่อฉันกลับถึงบ้าน ฉันบอกคนที่บ้านว่า..........ช่วงเวลาในชีวิตของคนเรานั้นมันสั้นนัก ถ้าจะรักก็ให้รีบรักกันให้มาก ๆ ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ ....เพราะเมื่อต้องจากกันไปแล้ว จะได้ไม่ต้องเสียใจว่า .......เรายังไม่ได้รักกันเลย.........