หนูเคยได้ยินมาว่า การปฏิบัติธรรมนี่ อานิสงค์จะสูงสุด หนูควรเริ่มต้นอย่างไร

สวัสดีค่ะทุกท่าน

ดิฉันมีโอกาสได้เข้าไปยังเว็บหนึ่งมีชื่อเว็บว่า "อาศรมศานติ" http://www.asomsanti.org/ โดยการแนะนำของพี่สาวท่านหนึ่ง

อ่านหลายๆ บทความที่มีการถามและตอบในเว็บดังกล่าวแล้วเกิดความรู้สึกอยากแบ่งปัน รวมถึงอยากประชาสัมพันธ์เว็บดังกล่าวให้หลายๆ ท่านที่สนใจด้านการเริ่มฝึกสมาธิได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

ดิฉันขอแบ่งปันจากบล็อคนี้เป็นบล็อคแรก และจะร่วมแบ่งปันไปเรื่อยๆ ค่ะ

ก่อนอื่นขออนุญาติเจ้าของเว็บนำบทความดังกล่าวมาเผยแพร่ ดังนี้

(1) บทความแรกเป็นคำถามจากคุณเบล ค่ะ

คุณพ่อหนูท่านเพิ่งจากไปเมื่อสิงหาคมที่ผ่านด้วยโรคร้าย มีเวลาแค่ 2 เดือนหลังจากตรวจพบและเข้ารับการรักษา เพราะอาการของโรคอยู่ในระยะสุดท้าย ทุกวันนี้หนูยังทำใจไม่ได้ คิดถึงท่านเสมอและสงสารท่านที่จากไปด้วยวัยเพียง 50 ปีเศษ ท่านน่าจะอยู่กับหนูและแม่ให้นานกว่านี้ หนูยังไม่ได้ทดแทนพระคุณของท่านเลย ทำใจไม่ได้สักที คิดแล้วน้ำตาไหลทั้งที่หนูไม่ได้ร้องไห้แล้ว มันยิ่งทุกข์ทรมานใจมากเมื่อเห็นแม่มีอาการเหม่อลอยเวลาอยู่คนเดียว บางครั้งก็เข้าไปกอดแม่แล้วร้องไห้กันสองคน

หนูอยากปฏิบัติธรรมค่ะ ไปฝึกกรรมฐานในที่สงบๆ ที่ไหนสักแห่งที่ห่างไกลจากบรรยากาศเศร้าในบ้าน แต่หนูเพิ่งทำงาน วันลาของหนูถูกใช้ไปหมดเมื่อตอนที่ต้องคอยเฝ้าไข้ดูแลคุณพ่อและทำเรื่องงานศพ ทุกวันนี้คุณแม่ตักบาตรทุกเช้าให้คุณพ่อ ส่วนหนูอยากนั่งสมาธิเพื่ออุทิศกุศลไปให้ท่าน หนูลองหัดนั่งบริกรรมดูบ้าง แต่ไม่เคยสำเร็จเลย มีแต่ภาพติดตาของคุณพ่อทั้งภาพที่ท่านแข็งแรงและตอนที่ท่านกำลังป่วยหนัก หนูเคยได้ยินมาว่า การปฏิบัติธรรมนี่ อานิสงค์จะสูงสุด หนูควรเริ่มต้นอย่างไร

ป.ล. พี่ที่ทำงานได้ส่ง link ของ web มาให้ บางหัวข้อหนูอ่านก็ไม่ค่อยเข้าใจ ศัพท์บางคำก็ไม่รู้จัก เช่น อวิชชา ขอคำแนะนำง่ายๆนะคะ

ขอบพระคุณค่ะ
เบล

 

 

ท่านสามารถติดตามคำตอบได้ในลิงค์ต่อไปนี้ http://www.asomsanti.org/forum/viewtopic.php?f=4&t=68

ดิฉันขออนุญาต copy มาเฉพาะคำตอบบางคำตอบ เนื่องด้วยเนื้อที่อันจำกัดค่ะ

(คำตอบแรก) ตอบโดยคุณ namasikarn ดังนี้

ผมขอเสียใจต่อการจากไปของคุณพ่อของคุณเบลครับ
ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณและคุณแม่ของคุณเป็นอย่างดี
ผมเองก็เคยอยู่ในเหตุการณ์เช่นนั้นมาก่อน ตอนที่คุณพ่อและคุณแม่จากผมไป

ผมรู้สึกชื่นชมคุณเบลที่มีความตั้งใจดี ที่จะปฏิบัติธรรมเพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่คุณพ่อที่เสียไป ผมขออนุญาตแนะนำคุณเบลเรื่องการปฏิบัติธรรมในระยะนี้ครับ


เนื่องจากคุณพ่อเพิ่งเสียไป ผมแนะนำว่า คุณเบลน่าจะปฏิบัติธรรมอยู่ที่บ้านแทนการไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ครับ การปฏิบัติอยู่ที่บ้านนั้น นอกจากเป็นเพื่อนใจให้กับคุณแม่แล้ว ยังทำให้บ้านอันเป็นทีปฏิบัติธรรมร่มเย็นเป็นสุขอีกด้วย คนที่อยู่ในบ้านหรือคนมาเยี่ยมบ้านก็จะได้รับความร่มเย็นนั้น

การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องลางานครับ เพราะการปฏิบัติธรรมปฏิบัติได้ทุกสถานที่ และตลอดเวลา ขอเพียงแต่ว่าให้เข้าใจวิธีปฏิบัติเท่านั้นเป็นพอ

ที่คุณถามว่า การปฏิบัติธรรมนั้นเป็นบุญกุศล นั้นถูกต้องครับ ซึ่งผมขอชี้ให้เห็นว่า ที่ว่าเป็นบุญกุศล เพราะในการปฏิบัติธรรม เป็นการเจริญสติสัมปชัญญะ อันเป็นจิตด้านกุศลครับ นี่คือเมื่อจิตเป็นกุศลแล้ว จิตด้านอกุศลก็จะไม่เข้ามา ( คุณเบลเคยโกรธใหมครับ ตอนโกรธนั้นใจเร่าร้อนไหมครับ นั่นเป็นจิตอกุศลชนิดหนึ่ง) ผู้ปฏิบัติย่อมได้รับผลคือความสงบและเย็นใจจากจิตกุศลในขณะที่มีสติสัมปชัญญะ เมื่อคนอื่นมาเข้าใกล้ผู้ปฏิบัติธรรม เขาย่อมได้รับอนิสงค์แห่งความสงบเย็นจากผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ๆ ด้วย ดังนั้นการปฎิบัติธรรมจึงเป็นบุญกุศลสูงสุดเพราะเหตุนี้

ถ้าพูดกันง่าย ๆ ภาษาชาวบ้านแล้ว วิธีปฏิบัติคือ ให้รู้ว่าตอนนี้จิตใจเราสงบ จิตใจเราเฉย ๆ ไม่คิดอะไร ครับ นี่คือการปฏิบัติธรรมที่ง่ายที่สุดครับ ไม่ต้องไปบริกรรม ไม่ต้องทำอะไร ให้เราอยู่ที่ไหนแล้วให้เรารักษาจิตใจของเราให้มันสงบและใจเฉย ๆ แต่ใหม่ ๆ มันจะลำบากที่ไม่อาจรักษาสภาพจิตใจที่สงบและเฉย ๆ ได้ เพราะเราเคยชินกับการคิดเรื่องโน่น คิดเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราจะคิดอยู่เรื่อย  ดังนั้น เราก็ต้องฝึกฝนครับ วิธีฝึกฝนที่ดีที่สุด ก็คือการทำงานประจำในบ้านครับ คุณเบลลองดูครับว่า ที่บ้านมีอาชีพอะไรที่ทำในบ้านหรือไม่ เช่นอาจมีอาชีพตัดเสื้อผ้าสตรี หรือ อย่างอื่น ถ้าไม่มีจริง ๆ ก็เอาง่าย ๆ ครับ กวาดบ้านครับ หาไม้กวาดมา บ้านสอาดแล้วก็ไม่เป็นไร กวาดเข้าไปอีก เพราะเราจะฝึกให้ใจมันสงบ ใจเฉย ๆ เราเอาการกวาดบ้านมาทำการฝึกซะเลย  แต่ในขณะกวาดบ้านนั้น ขอให้ทำใจให้สบาย ๆ เฉย ๆ อย่าคิดอะไร ให้รักษาสภาพอย่างนี้ไว้ ถ้าในขณะที่เรากวาดบ้าน เกิดไปนึกคิดอะไร ก็ให้ตัดทิ้งไป แล้วให้รักษาใจเฉย ๆ สบาย ๆ อย่าคิดอะไรไว้ ผมบอกได้ว่า ใหม่ ๆ คุณเบลจะคิดตลอด พอตัดใจไม่คิด กวาดบ้านไป เดียวจะคิดอีก มันจะเป็นอย่างนี้ นี่เป็นธรรมชาติครับ เพราะคุณเบลเคยชินกับการคิดโน่นคิดนี่อยู่มาเป็นเวลานานหลายสิบปี

แต่เมื่อเราฝึกการรักษาใจที่เฉย ๆ สบาย ๆ ไปเรื่อย ๆ นิสัยเราจะเริ่มเปลี่ยนครับ ความคิดที่ไปคิดโน่นคิดนี่ จะค่อย ๆ ลดลงไปเอง แล้วใจเราจะเฉย ๆ สบาย ๆ มากขึ้น  แต่การเปลี่ยนนี่ มันไม่ใช่ฝึกแค่วัน หรือ 2 วันครับ แต่ถ้าคุณฝึกบ่อย ๆ วันละหลาย ๆ ครั้ง
ผมคาดว่า ประมาณ 3 เดือนขึ้นไป คุณจะเริ่มเปลี่ยนนิสัยได้

นอกจากการกวาดบ้านแล้ว ยังมีกิจกรรมในบ้านอีกมากที่เราฝึกได้ เช่น การรดน้ำต้นไม้ การล้างจาน การทำอาหาร การซักเสื้อผ้า การอาบน้ำ การขับถ่าย การแปรงฟัน การพับเก็บที่นอนหมอนมุ้ง การออกกำลังกาย การเต็นแอร์โรบิค ทุกกิจกรรมฝึกได้หมด วิธีการก็คือ การทำกิจกรรมพร้อมไปกับอาการใจสงบ เฉย ๆ ไม่คิดอะไร ครับ

สิ่งที่ผมเขียนมา ผมไม่ได้ล้อเล่นครับ นี่คือของจริงครับ ผู้ปฏิบัติธรรมที่เข้าถึงธรรมแล้ว จิตใจของเขาจะสงบ เฉย ๆ ไม่คิดอะไร เมื่อเราฝึกให้ตรงทางอย่างนั้นเลยคือ ใจเฉย ๆ สงบ ไม่คิดอะไร จึงเป็นการฝึกที่เข้าสู่ทางครับ ไม่อ้อมค้อม และยังง่ายต่อเราที่เป็นฆราวาส มีครอบครัว ต้องทำมาหากิน

ถ้าอ่านตรงไหน ไม่เข้าใจในสิ่งทีผมเขียนข้างต้น ให้ถามมาได้ครับ ผมอยากจะขอให้คุณเบล ถ้าเข้าใจ ขอให้หมั่นฝึกฝนตามที่ผมเขียนไว้ ผมอยากให้คุณเบล เขียนเล่าประสบการณ์หรือปัญหาที่พบในการฝึกมาให้อ่านเป็นระยะ ๆ เช่น 2 อาทิตย์ครั้ง เพื่อผมและทีมงานจะได้ปรับแก้ปัญหาให้ สิ่งที่ขีดเส้นใต้ คือ จุดที่เน้นอันเป็นข้อความสำคัญ