ด่านชายแดน ประเทศพม่า จังหวัดประจวบ

               สวัสดีครับ  วันนี้จะพาท่านไปเที่ยวด่านสิงขร  เป็นด่านชายแดนไทย-พม่า ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธุ์ จากกรุงเทพมาทางถนนเพชรเกษม(เอเซีย) ถึงกิโลเมตรที่ 332 เลยไปยูเทิร์นแยกเลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 12 กิโลเมตร ก็จะถึงด่านสิงขร ซึ่งเป็นจุดที่แคบที่สุดของประเทศไทย โดยวัดจากอ่าวไทยมายังมหาสมุทรอินเดีย มีระยะทางเพียง 12 กิโลเมตรเท่านั้น  ด่านสิงขรตั้งแต่สมัยโบราณใช้เป็นจุดที่ไทย-พม่าใช้ติดต่อค้าขาย ไปมาหาสู่กัน และมีชื่อเสียงในเรื่องของการสู้รบ  นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติใช้เป็นทางลัดในการเดินทางระหว่างอ่าวไทย กับมหาสมุทรอินเดีย ในส่วนของประเทศพม่าเองหมู่บ้านต้องเข้าไปอีกไกล

         

        ที่ทำการด่านสิงขร (ด่านชั่วคราว)                           ตอไม้รากไม้ ส่วนต่างๆของไม้

          ด่านสิงขรวันนี้(4 ตค51) กลายเป็นสถานที่ค้าขายของป่าประเภทกล้วยไม้ของชาวพม่าท้องถิ่น มีกล้วยไม้ป่าทุกชนิด เท่าที่จะมีในป่าของประเทศพม่า หรือบางส่วนอาจจะเป็นป่าของไทยก็ได้ คนขายส่วนใหญ่เป็นคนพม่า มีการวางขายแบบเช้าไปเย็นกลับและแบบมีร้านเป็นเพิงชั่วคราว และแบบถาวร  ถ้ามองแบบไม่คิดมากก็คือตลาดนัด แต่ถ้าคิดสักนิดตามมุมมองของผม ด่านสิงขรจะเป็นเหมือนด่านอรัญประเทศ (โรงเกลือ)ในอนาคต เป็นการเปิดด่านให้ชาวต่างชาติมาค้าขายเพื่อให้คนไทยไปซื้อหา จับจ่ายใช้สอย นำเงินตราออกต่างประเทศ  เพราะเท่าที่สังเกตุ ไม่มีพม่าคนไหนมาซื้อ นอกจากมาขาย และร้านค้าเหล่านั้นผมไม่แน่ใจว่าเป็นของคนไทยหรือคนพม่าแต่ที่เห็นคนพม่าเป็นคนขายหรือเปิดด่านเพื่อหวังผลทางการท่องเที่ยว น่าจะเป็นเหมือนด่านท่าขี้เหล็กจะซื้อต้องไปซื้อในฝั่งเขา(หมายถึงประเทศเพื่อนบ้าน ฮิๆ)

    

     

     จำหน่ายกล้วยไม้นาๆชนิด                                     นักท่องเที่ยวและผู้รักกล้วยไม้

             ส่วนสินค้าจากพม่าที่เขาว่าเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อคือหินสี ที่มีลักษณะเป็นเม็ดหินสีสันสวยงามมีให้เลือกซื้อเพื่อมาร้อยเป็นสร้อยคอ สร้อยข้อมือนั้น ต่างหุ หรือที่สำเร็จรูปนั้นมีน้อยเต็มที จากที่สังเกต หรือว่าผมอาจจะเข้าไม่ถึงในเรื่องของเครื่องประดับเลยมองผ่านไป อนาคตด่านสิงขรจะเป็นอย่างไร.....แต่วันนี้ด่านสิงขรเป็นที่ถวิลหาของนักสะสมกล้วยไม้ป่า หรือคนที่ชอบเที่ยวสัมผัสเมืองชายแดนเช่นผม...........ขอบคุณมาก   สวัสดีครับ

  • เกษตรยะลา
  • ๑๒ ตค.๕๑