รู้สึกว่า ช่วงนี้ผมกลับมาทำงานอย่างเข้าที่ขึ้นครับ หลังจากเจ็บและนอนพักยาวมาสองเดือนแล้วก็กลับไปทำงาน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นปกติแล้ว แต่ตัวผมเองก็ยังรู้สึกว่า คิดและทำอะไรยังได้ไม่เต็มๆ อย่างที่เคย เช่น นั่งเขียนบทคราว เขียนรายงาน มันก็พวงๆ หลายอย่างจนกว่าจะเสร็จแต่ละอย่างมันช้ากว่าที่คิดไปทุกเรื่องเลย นั่งทำงานนานๆ ก็ไม่ได้ เท้าบวม แต่ตอนนี้สมาธิเหมือนจะกลับมาแล้วครับ ถึงแม้จะยังไม่เต็มร้อยเสียทีเดียว และที่อยากได้มากตอนนี้คือ อยากให้สามารถงอเข่าได้เหมือนเดิม วันก่อนไปพอหมอๆ ก็ตอบว่า ให้พยายามดันๆ เข้าไป แล้วหมอก็ทำสาธิตให้ดู จนต้องบอกว่า พอแล้วครับ ทั้งเสียวทั้งเจ็บ หมอเลยบอกว่า กลับไปแล้วให้คนอื่นช่วยดัดให้ ฮิฮิ ผมกลับมายังไม่บอกภรรยาครับ เพราะทำเองน่าจะดีกว่าครับ ตอนนี้เหลืออีกประมาณคืบหนึ่ง ผมจะงอเข่าได้ตามปกติ ที่ปราถนาเรื่องนี้มากก็เพราะอยากละหมาดได้เหมือนปกติ ตอนนี้ผมต้องนั่งละหมาดครับ ยอมรับเลยว่า ไม่ค่อยมีสมาธิซักเท่าไร

หลายวันก่อนได้อ่านบันทึกของ ดร.กะปุ๋ม เรื่องการตัดสินคนจากกรุ๊ปเลือดหรืออะไรทำนองนี้แหละครับ แล้วก็เมื่อคืนก่อน ผมก็ได้รับเมลประเมินการทำงานของผม เลยพาให้คิดถึงเรื่องเล่าของศาสนฑูตท่านหนึ่ง ท่านไปขอเล่าเรียนความรู้กับผู้รู้ท่านหนึ่ง ซึ่งท่านผู้รู้ยอมให้มาติดตามเพื่อเล่าเรียน แต่มีเงื่อนไขว่า ให้สังเกตดูเฉยๆ ปรากฏเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายครั้งครับ และศาสนทูตท่านนี้ก็อดไม่ได้ที่จะคัดค้านอาจารย์ของตัวเอง ซึ่งอาจารย์ของท่านก็ไม่พอใจต่อการคัดค้านนั้นเหมือนกัน เช่น ครั้งหนึ่ง อาจารย์กำลังจะเดินทางข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งด้วยเรือ ปรากฏว่าที่นั่นมีเรือชาวบ้านอยู่ลำเดียว แต่แทนที่อาจารย์ท่านจะขึ้นเรือเพื่อเดินทาง ท่านกลับเอาขวานไปเจาะเรือเป็นรูและจมเรือ ศาสนทูตท่านนี้ก็ค้านการกระทำของอาจารย์ว่าทำอย่างนี้ได้อย่างไร เรื่อลำเดียวสำคัญกับคนจำนวนมากที่จะต้องเดินทางข้ามฝั่ง เหตุการณ์เกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ครับ ผมขอเล่าเพื่อเป็นข้อคิดสำหรับผมและทุกท่านครับว่า ท้ายที่สุดอาจารย์ก็เฉลยให้ศิษย์ฟังว่า ท่านรู้อนาคตว่า เรือลำนั้นครั้งต่อไปจะนำคนดีจำนวนมากข้ามฝั่ง แล้วก็ล้มกลางน้ำ ทำให้คนดีๆ เสียชีวิตมากมาย

ดังนั้นการที่ท่านจะทำให้เรือลำนั้นจมเสียก่อนจึงเป็นการป้องกันสิ่งเสียหายที่คนอื่นไม่รู้

ผมนึกถึงเรื่องนี้เพราะว่า ผมว่าคนหลายคนตัดสินคนอื่น ตัดสินลูกน้องของตนเองง่ายเกินไปครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองเห็นแค่เหตุการณ์เพียงนิดเดียว แต่กลับสรุปชีวิตทั้งชีวิตของคนอื่นในทางลบได้

เราตัดสินคนจากอะไร?

ผมจำไม่ได้ว่าเป็นพระวัจนของท่านศาสนทูตหรือเปล่า ที่ว่า ห้ามไม่ให้ตัดสินคนจากสิ่งที่เห็นในตอนนั้น โดยท่านบอกว่า คนบางคนทำดีมาตลอดชีวิต เพียงแต่เพียงเสี้ยวนาทีก่อนตาย เขาอาจจะเป็นผู้ปฏิเสธศาสนาก็ได้ ในขณะเดียวกันคนบางคนทำชั่วมาตลอดชีวิต เพียงแต่ก่อนตาย สำนึกผิดได้ และได้รับอภัย เขากลับเป็นผู้ได้รับการตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน

เอาเป็นว่า เราไม่รู้ว่าเราจะตายตอนไหนครับ ทำให้พร้อมทุกวินาทีแล้วกันครับ