จำได้ว่า หลายสัปดาห์ก่อนได้ฟังการวิเคราะห์ทางทีวีเรื่องเศรษฐกิจของอเมริกา เขาบอกว่า ปัญหาทั้งหมดเกิดขึ้นอันเนื่องจากการซ่อนปัญหาไว้ของนายอลัน ผู้ว่าการธนาคารชาติคนก่อน (เริ่มไม่แน่ใจตำแหน่งแล้วครับ) โดยการไม่ยอมลดดอกเบี้ยหรืออะไรทำนองนี้แหละครับ ดังนั้นพอคนใหม่มาเลยต้องทำให้หน้าสะสางปัญหาที่ซ่อนเร้นเอาไว้

วันนี้เอาเรื่องนี้มาคิด อันเนื่องจาก ผมเองก็กำลังจะลุกออกจากเก้าอี้ตัวเดิมที่นั่งมานานหลายปีดีดัก งานนี้เลยต้องมานั่งคิดพิจารณาครับว่า ผมนั่งทับปัญหาอะไรไว้บ้างหรือเปล่า ฮือ สารภาพเลยครับว่า ดูเหมือนมันจะเยอะจริงๆ ครับ งานนี้ว่าที่รองคณบดีคนใหม่มีแววว่าจะรับเคราะห์หนักอันเนื่องจากแผลกดทับที่ข้าน้อยได้ทำไว้กระมั่ง ขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ

ความจริงอย่างหนึ่งคือ จนถึงตอนนี้ชื่อของรองคณบดีคนใหม่ยังไม่เป็นที่ปรากฏครับ วันนี้เลยตั้งใจเรียนถามท่านรักษาการคณบดี คำตอบก็ยังเหมือนเดิมครับ คือ ยังอยู่นกระบวนการพิจารณาครับ เพียงแต่ทราบว่า ผ่านที่ประชุมคณบดีไปแล้ว แถมตบท้ายการพูดคุยว่า ถ้ายังหาไม่ได้ก็ให้ผมรักษาการไปก่อนแล้วกัน ผมเลยต้องรีบตอบครับว่า "ไม่มีทางครับ"  ใครจะทนอยู่ต่อไหว ก็หนองมันกำลังจะแตกแล้ว ฮาฮาฮา

ผมทำงานบริหารคณะในช่วงเวลาของการเริ่มต้นทำงานของคณะครับ คณบดีบอกตอนเริ่มงานว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้กระดาษเปล่าแก่เรามา เป็นหน้าที่ของเราในการแต่งแต้มสีสรรต่างๆ ลงไป ซึ่งเข้าทางผมพอดีเลยครับ เพราะสมัยเรียนวิชาศิลปะ ผมจะเป็นคนวางโครงได้ดีพอสมควร แต่ส่วนใหญ่จะจบลงอย่างไม่สวยก็เพราะการลงสีนี้แหละครับ ฮาฮา (ถ้าให้ผมวาดรูปขาวดำละพอใช้ได้อยู่ ออ.เลยนึกไปถึงตอนเรียนปริญญาโทครับ เวลาทำงานกราฟิก อาจารย์จะบอกว่าจัดองค์ประกอบดี ใช้ได้ แต่ไอ้ตอนเลือกสีมาใส่นี้สิ ดูไม่ได้จริงๆ)

ถ้าถามว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอะไรบ้าง ล้มเหลวอะไรบ้าง คงบอกกันยากครับ แต่ความจริงคือ ผมใช้เวลาช่วงแรกสำหรับการวางรากฐานเพื่อการก้าวเดินและเป็นเวลาสำหรับการเรียนรู้งานของผมเองด้วย ช่วงเวลาต่อมา ผมเริ่มออกแบบกระบวนการเพื่อการก้าวเดินไปข้างหน้าครับ แล้วก็ขยายงานใหม่ๆ

ขณะทำงาน ผมยอมรับว่า ผมทำงานหลายอย่างพร้อมกันไม่ได้ อันเนื่องจากกำลังพลมีน้อยครับ ดังนั้นจึงต้องจับงานที่ละเรื่องสองเรื่องครับ ปีแรก เน้นเรื่องการสอนและกิจการนักศึกษา ส่วนวิจัยและบริการวิชาการไม่ได้จับต้องเลยครับ เนื่องจากตอนนั้นงานเหล่านี้รวมศูนย์อยู่ที่หน่วยงานกลาง ปลายปีมานั่งประเมินผลกับคณบดี ก็สรุปได้ ปีต่อไปเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะมีรองคณบดีคนเดียว ต้องเพิ่มตำแหน่ง และงานแรกที่ต้องมีคนมาช่วยคืองานกิจการนักศึกษา เพราะปีแรกนั้นมันเละไปกับมือผมเลยครับ (เดิมผมมั่นใจมากก่อนที่จะเริ่มงาน คุยกับคณบดีชัดมากว่า แผนเราเป็นอย่างนี้ๆ แล้วผมก็อ้างอิงประสบการณ์การเป็นนักกิจกรรมมาก่อนเป็นเครื่องการันดี)

พอมีผู้ช่วยมาเพิ่มอีกหนึ่งแรง คณบดีก็มอบหมายงานเพิ่มให้ผมอีกเรื่องครับ คือ "งานแผนและประกัน"  แรกๆ ก็ทำได้ดีครับ แต่หลังๆ กำลังมันอ่อนแรงลงครับ ซึ่งสุดท้ายท่านคณบดีก็ได้อัตรากำลังในตำแหน่งรองคณบดีมาเพิ่มอีกหนึ่ง งานบริหารและแผนเลยรอดพ้นมือผมไปก่อนที่มันจะเละเสียก่อน

หลังจากได้รับงานวิชาการแบบเต็มที่ ผมก็ขยายงานผมเองมากระตุ้นในเรื่องของงานวิจัยและบริการวิชาการครับ และสองปีหลังมานี้ ผมเน้นเกี่ยวกับงานวิจัยของคณะมากกว่างานอื่นๆ ทั้งนี้เนื่องจากงานการจัดการเรียนการสอน ผมคิดว่า ผมสร้างกลไกขับเคลื่อนได้แล้ว ซึ่งความจริงอีกครั้งหนึ่งคือ ปีนี้กลไกดังกล่าวทำงานมีประสิทธิภาพน้อยลงไปนิดหนึ่ง

 ดังนั้นถ้าให้ถอดออกมาเป็นบทเรียนจากการทำงานละก้อ ผมสรุปได้ว่า ก็ไม่ได้สวยอะไรมากมายครับ แต่ก็ไม่ขี้แหร่ ฮิฮิ พอควงแขนออกงานได้แล้วกันครับ

วันนี้มีคำถามจากสองนักวิจัยรุ่นแรกว่า แล้วผมจะไปทำอะไรต่อ ฮิฮิ ผมก็เลยตอบไปว่า ผมเตรียมแผนไว้แล้วครับ ผมจะไปเป็นเจ้าสำนักจอมขมังเวทย์ ตอนนี้กำลังหาผู้ร่วมก่อตั้ง และศิษย์ในสำนัก ใครสนใจสมัครได้ แต่เงื่อนไขของการเข้าสำนักนี้คือ อย่ามาตั้งเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้น ต้องมาด้วยใจ แล้วทีสำคัญคือจะต้องรู้จักคำว่า "พัฒนาตนเอง" สงสัยแนวคิดจะเข้าท่าครับ เพราะสองท่านพี่ตอบรับเข้าร่วมสำนักเรียบร้อยแล้ว และหลังประชุมคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาของคณะวันนี้ ก็ดูท่าทีว่า ผมจะมีศิษย์ก้นกุฏิไม่น้อยทีเลย