เพราะสัดส่วนของ นศ. ที่มี Learnability ต่ำ มีเกือบ ๕๐%    มอ. จึงจัดสัมมนาคณบดีในเรื่องนี้   มีข้อสรุปสิ่งที่จะดำเนินการ ๘ เรื่อง ได้แก่

1. กำหนดเป็นนโยบาย ให้การเรียนการสอนเป็น active learning

2. อบรม “วิธีจัดการเรียนการสอน” แก่อาจารย์ 

3. ถ่าย วิดีโอ ชั่วโมงสอน เอาไปแขวนไว้บน เว็บ 

4. จัดเวที ลปรร. วิธีการจัดการเรียนการสอนระหว่างอาจารย์

5. มีหน่วยงานทำหน้าที่พัฒนาการเรียนการสอน และวิจัยสถาบันด้านการเรียนรู้

6. สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมในชั้นเรียน

7. share ทรัพยากรการเรียนการสอนระหว่างวิทยาเขต

8. ร่วมมือกันด้านการเรียนการสอนระหว่างวิทยาเขต

 

น่าชื่นชมที่ มอ. เอาใจใส่เรื่องนี้   และเอาข้อสรุปจากการสัมมนาผู้บริหาร มาเข้าสภาวิชาการ เมื่อวันที่ ๓ ต.ค. ๕๑  

รศ. ยืน ภู่วรวรรณ ให้คำแนะนำการเรียนแบบท้าทาย สนุกสนาน ไม่จำเจ   เน้นการจัดสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระตุ้นและอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้   เปลี่ยนฐานคิดจาก teaching เป็น learning  

 

ผมเสนอว่า ต้องเปลี่ยนจากเรียนเพื่อรู้ fact   ไปสู่ เรียนเพื่อฝึกตีความความรู้   ด้วยกรณีศึกษา ที่เรียกว่า Case-Based Learning 

 

ผมให้ความเห็นว่า ในยุคใหม่ คุณค่าสำคัญที่สุดที่อาจารย์ให้แก่ นศ. คือการจุดประกายแรงบันดาลใจ   ดังนั้นอาจารย์ต้องพัฒนา Inspirational skill    และมหาวิทยาลัยต้องมีการจัดการ จัดบรรยากาศ จัดปฏิสัมพันธ์ ให้มี Inspirational process

  

ตัวอาจารย์ และตัวสถาบัน ต้องให้บริการ Learning facilitation แก่ นศ.   ดังนั้นอาจารย์ต้องมี Learning Facilitation Skill   และตัวมหาวิทยาลัยต้องมีการจัดการ Learning Facilitation Management    (ซึ่งเป็นอย่างไรผมก็ไม่ทราบ)   

 

นศ. เปลี่ยนมาก  สมองของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปมาก   แต่ การจัดการเรียนการสอนยังคงเดิม เหมือนเมื่อ ๒๐ – ๓๐ ปีก่อน    นี่คือความท้าทายต่อมหาวิทยาลัยที่เอาใจใส่ปฏิรูปการเรียนรู้

 

วิจารณ์ พานิช

๕ ต.ค. ๕๑