ในการบรรยายเพื่อทำความเข้าใจเรื่อง KM ผมมักจะเริ่มต้นด้วยการอธิบายให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นว่าแท้จริงแล้ว KM นั้นเป็น “เครื่องมือบริหาร” ชนิดหนึ่งที่เราสามารถนำมาใช้พัฒนาองค์กรของเราได้ ในองค์กรของเรานั้นมีการใช้เครื่องมือบริหารอยู่แล้วหลายดัว แต่ละตัวล้วนมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป เช่น เราใช้ SWOT หรือ BSC สำหรับจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ใช้หลัก 4P สำหรับวางแผนการตลาด เป็นต้น แต่คนแทนที่จะพยายามทำความเข้าใจว่าเครื่องมือตัวนี้มี “หลัก” อะไรที่สำคัญ หรือว่า “แก่นแท้” ของมันนั้นคืออะไร? กลับกลายเป็นชอบตั้งคำถามยอดนิยมในทำนองที่ว่า “ใครคิดเครื่องมือตัวนี้ขึ้นมา?” หรือว่า “เครื่องมือตัวนี้มันต่างจากเครื่องมือตัวนั้นอย่างไร?”
ผมไม่แน่ใจว่าท่านเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า? ผมไม่ได้กำลังสอนหนังสืออยู่ในชั้นเรียน ไม่ได้บรรยายเพื่อให้ท่านจำไว้เอาไปไว้ใช้ตอนทำข้อสอบ แต่ผมกำลังพูดถึงวิธีการใช้งานเครื่องมือตัวนี้ ตัวที่เรียกว่า KM ผมอยากให้ท่านได้รู้จักมัน รู้จักมันดีพอที่ท่านจะนำมันไปใช้ในองค์กรของท่านจริง แล้วทำไมท่านจึงต้องรู้ให้ได้ว่าใครคือผู้ที่คิดประดิษฐ์เครื่องมือตัวนี้ขึ้นมา รู้แล้วมันช่วยทำให้ท่านใช้เครื่องมือตัวนี้ได้ดีขึ้นหรือเปล่า? แต่ที่ผมเจอมาก็คือว่าถ้าผมเผลอเออออไปกับคำถามทำนองนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือการถกเถียงต่างๆ นานา หลายครั้งก็หาข้อสรุปอะไรไม่ได้ บางท่านก็บอกว่าไม่ใช่เทคนิคของอเมริกา แต่มาจากญี่ปุ่น บางท่านก็บอกว่าเมืองไทยทำมานานแล้ว ไม่รู้จะเถียงกันไปถึงไหน? เถียงกันทำไม? เถียงแล้วได้อะไร?
มันเหมือนกับว่าผมกำลังสอนท่านให้ใช้เครื่องมือชิ้นใหม่ที่มีคนประดิษฐ์ไว้เพื่อใช้ “เปิดกระป๋อง” เป็นเครื่องมือชิ้นใหม่ที่ท่านไม่คุ้นเคย สิ่งที่ท่านทำได้และควรกระทำก็คือการตั้งใจฟังวิธีใช้ให้ดี เพื่อที่จะได้นำไปทดลองใช้ด้วยตัวเอง ท่านจะได้ “รู้จริง” ว่าเครื่องมือตัวนี้ มันดีจริงเหมือนที่คุยไว้ไหม? แต่นี่อะไรกัน ในขณะที่ผมกำลังบรรยายวิธีการใช้ "ที่เปิดกระป๋อง" อยู่นั้น หลายท่านกลับไม่สนใจฟัง บางท่านก็พลิกเอกสารไปมา อ่านเนื้อหาที่อยู่ล่วงหน้าที่ผมยังไม่ได้พูดถึง บางท่านก็มาค่อนข้างสาย ไม่ได้ฟังสิ่งที่ผมอธิบายไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น จับต้นชนปลายไม่ถูก ตั้งใจมาฟัง "บางส่วน" ที่อยากฟัง นั่งลงได้ไม่ถึงห้านาที ท่านก็ถามขึ้นมาทันทีว่า “ไอ้เครื่องมือตัวนี้ มันต่างจากเครื่องมือตัวนั้นอย่างไร?”
มันคล้ายๆ กับท่านกำลังถามผมว่าเครื่องเปิดกระป๋องที่เรากำลังเรียนรู้กันอยู่นี้ มันต่างจากมีดที่ผมใช้เปิดกระป๋องมาเป็นเวลากว่าสิบปีอย่างไร? ไม่ใช่ว่าเป็นคำถามที่ไม่ดีนะครับ แต่สำหรับผมแล้ว ผมว่าเราน่าจะสนใจเรียนรู้สิ่งที่อยู่ “ตรงหน้า” นี้ เพื่อที่จะได้รู้เพียงพอที่นำไปลองใช้ได้ และเมื่อท่านนำไปลองใช้ ท่านก็จะได้รู้จริงผ่านการกระทำของท่านเอง ดีกว่าที่จะมาถามว่า “มันต่างกันอย่างไร?” คำตอบที่แท้จริงน่าจะมาจากภายในตัวท่านมากกว่าผ่านคำพูดของคนอื่น . . . มิใช่หรือ?
สวัสดีครับ คุณวีรยุทธ . . . ผมเองก็ถูกถามเรื่องสถานที่ดูงานอยู่บ่อยๆ เช่นกัน . . . ทำให้ได้เห็นว่าคนเรามักไม่ค่อยอยู่กับ "ปัจจุบัน" เท่าใดนัก
แทนที่จะสนใจฟังเพื่อจะได้เข้าใจ จะได้รู้หลัก ดันเอาชีวิตไปฝากไว้กับ "อนาคต" ฝากไว้กับคนอื่นตลอดเวลา . . . แต่ว่าที่ตั้งใจฟังก็มีเยอะครับ
แต่สำหรับพวกที่ไปทำจริงเช่นของทีมคุณวีรยุทธ ที่กำแพงเพชร ยังมีน้อยมากครับ
สวัสดีครับ
ขอบคุณอาจารย์ Handy ที่ร่วมแสดงความรู้สึกในเรื่องนี้ ผมว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ถือว่าเป็น "อุปสรรค" ใหญ่ที่ทำให้คนไทย ไม่ได้เรียนรู้อย่างแท้จริงครับ
เท่าที่สังเกตุมักจะเป็นผู้บริหารหรือนักวิชาการที่ไม่เข้าใจระบบคุณภาพทั้งระบบ และมีความคิดลบกับการใช้เครื่องมือใหม่ๆค่ะ เวลาไปสื่อสารหมอมักจะพยายามชี้ให้เห็นว่าMMอยู่ตรงใหนของระบบคุณภาพทั้งระบบที่คนฟังพอจะเข้าใจเพื่อให้คนฟังซึ่งมักจะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชานำมาใช้ให้เกิดประโยชน์
แต่ก็ยากมากๆค่ะที่จะยอมรับ
ตั้งแต่ทำงานมา เจ้าหน้าที่ของสถาบันถูกให้ใช้ระบบตามนโยบายของรัฐเช่น ISO HA AIC 5ส QC TQM BSC PBBS PMQA KM ซึ่งคนมักจะงงกับระบบใหม่ๆตามที่ผู้บริหาร กรม กำหนดให้ใช้ ทำให้ไม่ฟังอาจารย์สอน
เห็นใจอาจารย์ที่ต้องเจอแบบนี้บ่อยค่ะ
เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ "การเรียนรู้ ที่ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันทำให้เนิ่นช้า"
และ ขอเพิ่มเติมอีกนิดนะคะ
"การเรียนรู้ ที่ไม่มองตนเอง หรือ การเรียนรู้ที่มองออกนอกตัว แก้ปัญหาไม่ได้"
จึงเห็นว่า "การเรียนรู้ที่ดี ควรที่เราจะต้องมองตนเอง และ อยู่กับปัจจุบัน" ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
เขียนผิดค่ะ....
"การเรียนรู้ที่ไม่มองตนเอง แก้ปัญหาตัวเองไม่ได้" ค่ะ...
ตกคำว่า ปัญหาตัวเองไปค่ะ...
สวัสดีครับท่านอาจารย์
ตามที่อาจารย์ท่านได้เล่าประสบการณ์จากการเป็นวิทยากรว่า "ในขณะที่ผมกำลังบรรยายวิธีการใช้ "ที่เปิดกระป๋อง" อยู่นั้น หลายท่านกลับไม่สนใจฟัง บางท่านก็พลิกเอกสารไปมา อ่านเนื้อหาที่อยู่ล่วงหน้าที่ผมยังไม่ได้พูดถึง " ซึ่งผมก็เจอสถานะการณ์แบอาจารย์จริงครับ คือ วันนี้ผมประชุมคณะครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเพื่อให้การประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและสะดวกเมื่อคืนตี่นมาตอน ตี 2 พิมพ์วาระการประชุมครูเรียบร้อยตอนตี 4 ตอนเช้าก็ไปปริ๊นแล้วแจกคณะครูในตอนประชุมเวลา 11.00 น. ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์เหมือนอาจารย์ว่าเลยพอเริ่มประชุมเข้าวาระที่ 1 เรื่องเสนอเพื่อทราบผมก็พูดตามวาระไปทีละข้อปรากฏว่าครูบางท่านไม่ได้สนในที่ผมพูดเลยก้มหน้าอ่านวาระที่ผมพิมพ์แจก บางคนพลิกอ่านหน้าที่ 2 (หน้าที่ 1 ยังพูดไม่ถึงครึ่งหน้าเลย) ผมเลยหยุดการประชุมชั่วขณะแล้วหยิบเอกสารข้อความของอาจารย์ใน blog (เมื่อคืนปริ๊นออกมาเผื่อได้ใช้งานเวลาจำเป็น) ออกมาอ่านให้ครูฟัง ทุกคนหน้าตาตื่น ตกใจเหมือนไก่โดนเชือดเลย หลังจากนั้นปรากฏว่าทุกท่านตั้งใจฟังผมพูดตลอดเวลา ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์อย่างมากที่ผมได้ใช้ประโยชน์ในครั้งนี้
สวัสดีครับอาจารย์
ผมขอขอบคุณ ในองค์ความรู้ที่อาจารย์มอบให้ ขอบคุณครับ