บางครั้งในชีวิตประจำวัน เรารู้สึกว่ามีหน้าที่หลายอย่างที่เรา “ต้อง” ทำ ทั้งๆ ที่ขี้เกียจแสนขี้เกียจ หรือเหนื่อยแสนเหนื่อยแล้วจากการทำงาน เช่น การล้างจาน การท่องหนังสือ การจดจ่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แถมพ่อแม่หลายท่านในปัจจุบันนอกจากทำงานเหนื่อยแล้วยังต้องมานั่งรับส่งลูกเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์อีก...เวลานั่งรอบางครั้งก็เหนื่อยจนลืมชื่นใจความเก่งความน่ารักของลูก

 

สิ่งของเหล่านี้ดูธรรมดาและดูเหมือนเป็น หน้าที่ที่เราต้องกระทำ ทั้งๆ ที่บางครั้งทำให้เราหงุดหงิดพอควรเลย...ตัวผมเป็นคนเกลียดการล้างจานมาก เพราะไม่ชอบความเหนอะของคราบอาหารและความสากมือหลังจากล้างจานเสร็จ ถึงขนาดมีกฎประจำใจเลยว่า ผู้หญิงคนไหนจะมาขอผมแต่งงาน ผมจะให้ล้างจานให้ดูก่อน...แถมอาจมีการเซ็นสัญญากันว่า ผมยินดีทำอาหารทุกชนิดแต่ฝ่ายหญิงต้องรับอาสาเป็นผู้ล้างจาน...จนกระทั่งวันหนึ่งผมได้ไปปฏิบัติธรรมในวิถีเซน การไปอยู่วัดครั้งนั้น ทุกคนต้องล้างจานเอง...พระสอนว่า เวลาล้างจานเราต้องการอะไรจากการล้างจาน...คำตอบของพวกผม คือ เราต้องการให้จานสะอาด (แหม ถามอะไรตอบง่ายอย่างนี้ ก็มันชัดเจนอยู่แล้วใช่ไหมครับ)...แต่ท่านบอกว่า ตอบผิดครับ ...อ้าว ถ้าไม่อยากให้จานสะอาดแล้วจะล้างไปทำไมครับ ผมงงมาก...ท่านตอบว่า จากนี้ไป ขอให้ล้างจานเพื่อล้างจานได้ไหม...

ทำไมต้อง ล้างจานเพื่อล้างจานกว่าผมจะเข้าใจและทำได้ก็ผ่านไปจากนั้นนานแสนนาน และทุกวันนี้ผมก็ยังฝึกเป็นประจำ...เคล็ดอยู่ตรงนี้เองครับ หากเราล้างจานเพื่อต้องการให้จานสะอาด ก็เหมือนกับเราโยนทิ้งปัจจุบันแล้วรอให้ความสุขเกิดขึ้นในอนาคต แต่ปัจจุบันคือความทุกข์ที่ต้องอยู่กับจานสกปรก เราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อจานสะอาดแล้วเท่านั้น ...สรุปว่าใช้ชีวิตแค่กับเป้าหมาย รอให้เป้าหมายเป็นผลแล้วค่อยยอมปล่อยใจให้เป็นสุข แต่หากเราเปลี่ยนมาเป็นทำใจให้สุขในขณะล้างจาน จิตจดจ่ออยู่กับน้ำ ฟองน้ำและจาน...เป็นสุขอยู่ตรงนั้น ซึ่งหลังจากครั้งแรก พระท่านก็สอนที่สูงขึ้นไปอีกว่า จินตนาการดูสิว่า จานเป็นพระพุทธรูปและเรากำลังชำระล้างท่านให้สะอาดอยู่...น่ารักมากเลยครับ ไม่เห็นต้องรอวันสงกรานต์แล้วค่อยสรงน้ำพระ ถ้าคิดอย่างนี้ได้ ความสุขเล็กๆ ก็เกิดขึ้นได้ตลอดวัน

ในการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข...ผมคิดว่า เราต้องแยกให้ออกระหว่างวิถีและเป้าหมายก่อน ...คนส่วนใหญ่มักเอาความสุขไปผูกไว้กับเป้าหมายแต่หลงลืมว่า เวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตอยู่ที่ วิถีในการไปถึงเป้าหมายนั้น เหมือนเมื่อก่อนผมตั้งเป้าไว้ว่า จะเรียนให้ได้คะแนนดีๆ ให้ได้เกียรตินิยม...และระหว่างภาคเรียนจะต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนผมไม่มีหวั่น เพราะเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก...พอสอบเสร็จโล่งอกสบายใจ ได้เกรดดีๆ ก็ดีใจอยู่แผล็บเดียวเดี๋ยวก็เปิดเทอมอีกแล้ว...จะเป็นจะตายต่อไปอีกเทอม...พอมาดูจริงๆ แล้วเรียนปริญญาตรีเราจะได้เห็นเกรดตัวเองหลักๆ ก็ 8 ครั้ง โอ้โห เวลา 4 ปี จะยอมให้ตัวเองมีความสุขใหญ่ๆ แค่ 8 ครั้ง ก็ดูเป็นชีวิตที่เศร้าสร้อยไปหน่อยนะครับ

ดังนั้น การกลับมาปรับ วิถีให้เรามีสุขขึ้นในระหว่างทางกลับทำให้ดัชนีความสุขมวลรวมของชีวิตเราพุ่งสูงขึ้นอีกมาก เมื่อหารเฉลี่ยแล้วทั้งชีวิตเราน่าจะมีความสุขขึ้นอีกมากนะครับ ...เดี๋ยวนี้ผมเลยมีกฎในการใช้ชีวิตว่า วิถีคือเป้าหมายพูดง่ายๆ ว่า การทำใจให้สุขเป็นประจำวัน มีสุขในวิถี นั่นแหละคือเป้าหมายของผม ส่วนเป้าหมายใหญ่ๆ ภายนอกก็ยังมีอยู่ครับ ไม่ได้ทิ้งหายไปไหน ผมยังคงวางแผนชีวิตและมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่เช่นเดิม...อาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะตัวผมคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ยังรวมคนอื่นๆ ในสังคมเข้ามาอีกด้วย และผมไม่รอให้ เป้าหมายสำเร็จแล้วค่อยเป็นสุข...ไม่มีกฎอะไรกำหนดนี่ครับว่าต้องรอ ก็เลยขอเป็นสุขเรื่อยๆ ดีกว่า

ติช นัท ฮันท์ บอกไว้ว่า “ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินอยู่บนอากาศ
แต่ปาฏิหาริย์ คือการเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว”
(หยิบยืมมาจากหนังสือ “ขอบคุณสรรพสิ่ง” ของคุณหนูดี ที่พูดถึงเรื่องนี้ไว้)

ในหนังสือ คุณหนูดีบอกไว้ว่า…
“ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่อง”ธรรมดา” อย่างเช่น ตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน
ขับรถไปทำงาน กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ
ตอนเย็นกลับมาก็เห็นหน้าภรรยาหรือสามีคนเดิมๆ ใส่ชุดธรรมดาๆ…
หน้าตาเราหรือก็ธรรมดาๆ…เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น

แต่ถ้าความ “ธรรมดา” นี้หมดไป เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว
หรือสามีเราถูกรถชนตาย หรือเราถูกไล่ออกจากงาน!ที่เราเบื่อแสนเบื่อ…
เรื่องก็จะ “ไม่ธรรมดา” ไปในทันที และในเวลานั้นเอง
เราจะหวนมาคิดเสียดายความ “ธรรมดา” จนใจแทบจะขาด…”

อ่านแล้วก็ตอบกับตัวเองว่า นั่นสินะ…ใครล่ะอยากให้เรื่องไม่ธรรมดาแบบนี้
เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนที่เรารัก … คงไม่มีหรอก

 

วันนี้ ผมขอชวนพี่น้องลองมองหาสิ่งธรรมดาๆ สักสองสามสิ่งที่เรามองข้ามไปแล้วลองคิดขอบคุณเขาไหมครับ เช่น วันนี้เราไม่ปวดฟันเลย ขอบคุณฟันที่อยู่อย่างปกติ หรือวันนี้ลูกของเรายังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า เรามีความสุขจัง หรือแม้แต่ วันนี้รถของเรายังไม่ถูกชน โชคดีจังเลย...เรื่องสุดท้ายนี่ผมคิดเป็นประจำเลยครับ เพราะในโลกนี้ ผมเป็นหนึ่งในคนที่รถชอบโดนชนประจำขนาดขับช้าเหมือนเต่าคลาน ดังนั้น หากวันไหนรถผมอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แค่ได้มองเห็น ก็เป็นสุขแล้วครับ ...สุขสันต์วันธรรมดาๆ อีกวันหนึ่งนะครับ ขอให้ทำงานอย่างเป็นสุขครับ