คลังเจอวิกฤตบริหารเงินสด
รายรับเดือนมีนาคมไม่พอกับรายจ่าย
แถมต้องควักเงินจัดเลือกตั้ง-คืนภาษีคน กฟผ. รวม 4 พันล้าน รอง
ผอ.สศค.ระบุเหลือเงินคงคลังใช้อีกแค่ 14 วัน
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า
ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังประสบปัญหาการบริหารเงินสดในแต่ละวันอย่างหนัก
เนื่องจากรายรับที่ได้จากการจัดเก็บภาษีในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ที่ส่วนราชการต่าง ๆ เบิกเข้ามาในช่วงนี้
เนื่องจากมีงบประมาณเหลื่อมปีเข้ามาหลายหมื่นล้านบาท
ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายเร่งรัดการเบิกจ่ายของรัฐบาล
อีกทั้งยังมีเรื่องของงบฉุกเฉินที่เพิ่มเข้ามาโดยไม่ได้คาดการณ์ไว้
เช่น งบฯ เลือกตั้งกว่า 2,000 ล้านบาท การคืนภาษีพนักงาน กฟผ. 2,000
ล้านบาท เป็นต้น นอกจากนี้วงเงินกู้
เพื่อบริหารสภาพคล่องที่ขออนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่
28 พฤศจิกายน 2548 จำนวน 80,000 ล้านบาทนั้น
กระทรวงการคลังได้ออกตั๋วเงินคลังไปเต็มจำนวนแล้วในเดือนมีนาคม 2549
และได้อนุมัติเบิกจ่ายไปหมดแล้ว
จึงไม่มีช่องว่างเพียงพอที่จะกู้เงินเพิ่มเติมอีก
“ขณะนี้กระทรวงการคลังได้แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละวัน
โดยชะลอการเบิกจ่ายเงินงบประมาณในส่วนที่มีความจำเป็นน้อยที่สุดออกไปก่อน
เพื่อรอให้มีเงินภาษีเข้ามาในวันถัด ๆ ไป
แล้วค่อยอนุมัติรายการที่ค้างไว้เหล่านั้น
บางวันมีรายการขอเบิก
เป็นหมื่นล้านบาทแต่เงินเข้ามาเพียง 5,000 ล้านบาท
ซึ่งส่วนราชการที่ยื่นฎีกาเบิกจ่ายเข้ามาต่างก็ทวงถามว่าทำไมไม่ได้รับเงิน
แต่ในฐานะผู้ที่ดูแลกระเป๋าเงินเราก็ต้องจัดลำดับ
และเรียกมาชี้แจงว่าการเบิกจ่ายไปตามสิทธิ แล้วนำไปฝากธนาคารไว้
ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการบริหารเงินคงคลัง” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า กระทรวงการคลังคงต้องเผชิญกับปัญหานี้ไปอีก 1
เดือน
เพราะขณะนี้รัฐบาลรักษาการเองก็ไม่ต้องการพิจารณากู้เงินเพิ่มอีก
จึงได้แต่หวังว่าเมื่อมีเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เป็นภาษีก้อนใหญ่ที่สุดที่จะเข้ามาในเดือนพฤษภาคมแล้วปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลายลง
นายสมชัย สัจจพงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
ในฐานะกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้เงินคงคลังมีประมาณ 40,000
ล้านบาท ยังเพียงพอที่จะสามารถอยู่ได้อีก 14 วันทำการ
ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ไม่น้อยไปกว่ามาตรฐาน
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าการบริหารเงินสดเริ่มขาดดุลประมาณวันละ
5,000 ล้านบาทนั้น
เป็นเพียงการบริหารเงินบางวันเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน
นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า
เคยเตือนเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว แต่รัฐบาลไม่สนใจ
เคยบอกไว้ว่าในเดือนตุลาคมจะมีเงินคงคลังสูงสุด
เคยมีสูงหลายแสนล้านบาท แต่เมื่อเดือนตุลาคม 2548
กลับเหลือเพียง 50,000 กว่าล้านบาท
ทำให้เกิดปัญหาเงินคงคลังเหลือเพียง 30,000 กว่าล้านบาท
จนรัฐบาลต้องออกตั๋วคงคลัง 80,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยไป
ในความเป็นจริงแล้วต้องออก
150,000-160,000 ล้านบาท
เพราะในขณะนี้นอกจากเงินในส่วนกลางจะไม่พอแล้ว
เงินในคลังจังหวัดก็ไม่เหลือแล้ว
เพราะรัฐบาลดึงเงินแต่ละจังหวัดมาอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วให้เบิกด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
“ตอนนี้ ถังแตกแห้งจริงๆ การที่เหลือเงินคงคลังเพียง 14 วันนั้น
ถือว่าความมั่นคงทางการคลังแย่มาก
หากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติแล้วเงินไม่เข้าคลัง ทุกอย่างจะหยุดทั้งหมด”
นายพิเชษฐกล่าว
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเสนอแนวทางแก้ไขเรื่องนี้ว่า
ต้องยกเลิกโครงการประชานิยม เลิกเอาเงินในอนาคตมาใช้
และกันเงินจากบางส่วนมาใช้ก่อน เช่น
เงินที่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจะต้อง คืนให้แก่ธนาคารออมสินทุกปี
ปีละ 11,000-12,000 ล้านบาท ก็ขอให้ระงับไว้ก่อน
อย่าเพิ่งคืนให้ธนาคารออมสิน
หรือเงินที่รัฐบาลจะต้องจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม
แล้วหันมาดูแลงบประจำ เงินเดือน และค่าจ้าง อย่าให้ขาด