เรื่องของกิเลสที่มีให้เห็นนี้เป็นสิ่งที่ควรศึกษาเอาเสียจริง ๆ เมื่อสังเกตตามสิ่งที่ตามองเห็นหูได้ยินจมูกได้สัมผัสดมกลิ่นลิ้นได้รับรสกายสัมผัสรู้ว่าอ่อนหรือแข็ง สรรพสิ่งอย่างนี้ล้วนมีกิเลสเป็นเจ้าเรือนคอยเฝ้ามองจ้องจิตถ้าไม่มีหลักธรรมต้านไว้ก็ไหลไปตามกระแสแห่งกิเลสคือความอยากเอาง่าย ๆ เลยละ
ได้มองพฤติกรรมของสัตว์สองตัวคือกิ้งก่าบินกับงูเขียว คือความหยากของงูเขียวบังตาพาเลื้อยไล่ล่าเจ้ากิ้งก่าน้อยไปถึงปลายสุดกิ่งไม้ ทางตันซะแล้วเจ้ากิ้งก่าเอ๋ย ขณะงูเขียวยิ้มเลื้อยเข้าไปใกล้จะฉกเอามันไปกิน
ทันใดนั้น กิ้งก่ากระโจนไปในอากาศกางหนังข้าง ๆ ตัวเป็นปีกบินลอยไปยังต้นไปที่อยู่ไกล ๆ ส่วนเจ้างูเขียวก็กระโจนบินตามทันทีอนิจจาร่างของมันหมุนเคว้งคว้างตกลงมาอย่างไร้ท่าแน่นิ่งอยู่นาน...
ผมว่า...นี่แหละความอยากที่เกินขอบเขตไม่ดูตาม้าตาเรือตาหมากรุกเอาเสียเลย เจ้างูเขียวเอ๋ย..เหมือนคนเรามีความอยากไม่รู้จักพอ ย่อมเสียตัวเสียใจเสียความเที่ยงธรรมในจิตนั้นเองละ ฮิ ฮิ ฮิ.
ผมได้อ่านบทความที่เขียนแล้ว เห็นว่าเป็นบทความที่ดีมีข้อเตือนใจสำหรับมนุษย์ที่ยังมีกิเลสไม่รู้จบสิ้น แต่แน่ละธรรมะค้ำจุนโลกและผดุงคุณธรรม มีตัวอย่างอีกมากมายที่เกิดจาก "กิเลสและความอยาก" ที่สุดท้ายก็นำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ตัวเองและสังคมรอบข้าง
ดีมากครับแล้วจะคอยติดตามงานเขียนของท่านอีกนะครับ
สวัสดีครับ คุณs_kumsadtra
ผมเขียนไปตามอารมณ์นะ
มีความสุขทุกวันนะครับผม
ขอบคุณครับ