ในชีวิตการทำงาน สิ่งหนึ่งสำหรับข้าพเจ้าที่ได้เกิดการเรียนรู้สำหรับตนเอง ก็คือ ความกล้า ... กล้าที่จะคิด และกล้าที่จะทำ แต่เป็นการคิดและการทำภายใต้ความดี เป็นประโยชน์ เต็มที่ภายใต้ศักยภาพที่ตนเองมี หรืออาจเกินไปบ้างเล็กน้อยแต่ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่ทำให้ทั้งตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน
หากเมื่อย้อนมองแล้ว ข้าพเจ้ามองว่าตนเองค่อนข้างๆไม่ค่อยได้ดำเนินตนเองไปตามวิถีการทำงานเช่นคนอื่น มักคิดและลองทำสิ่งแปลก แม้จะถูกมองว่าเป็นคนแปลกๆ แต่นั่นก็ไม่นำมาเป็นสาระต่อชีวิตตนเอง มองย้อนไปเมื่อสามปีก่อนที่มาทำงาน ข้าพเจ้าได้นำเสนอต่อพี่ๆ ที่คุ้นเคยที่รวมตัวกัน ให้ลองนำแนวคิดการทำงานเพื่อการพัฒนางานประจำให้มาเป็นการทำวิจัย ... คือ ทำงานประจำไปด้วยกระบวนการทำวิจัยไปในตัว หลายๆ คนในองค์กร มองว่าเป็นไปไม่ได้ เดี๋ยวกระแสนี้ก็หายไป แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ใส่ใจยังคงมุ่งมั่นทำกันต่อไป ในกลุ่มคนเล็กๆ ในองค์กร
ข้าพเจ้ารู้สึกเสียดาย คนในองค์กรที่มีศักยภาพมาก แต่ไม่ได้ทำงาน ทำหน้าที่ในศักยภาพที่ตนเองมี เช่น นักสังคมสงเคราะห์ ที่จบมาระดับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แต่กลับถูกโยกย้ายให้กลับไปทำงานในตำแหน่งเจ้าพนักงานเภสัช ผู้นำองค์กรให้เหตุผลว่าให้ไปทำงานที่ตนเองบรรจุมา ในส่วนที่ไปเรียนเพิ่มมาเป็นการเรียนด้วยตนเององค์กรไม่ได้ส่งไป ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปทำในหน้าที่นักสังคมสงเคราะห์ ... จากการทำงานร่วมกันนักสงคมสงเคราะห์ท่านนี้เป็นคนที่ทุ่มเทในการทำงาน แม้ตอนนี้จะกลับไปทำงานตามตำแหน่งของตัวเอง แต่พี่เธอก็ยังคงทำงานสังคมสงเคราะห์ไปด้วย เมื่อเรา (จิตเวช) ร้องขอความช่วยเหลือ แม้ว่าเจ้านายจะไม่ทราบ แต่ด้วยใจที่มองเห็นประโยชน์ในการทำงาน คนทำงานท่านนี้ก็ยังมุ่งมั่นทำงานตนเองต่อไป
และคนหน้างานที่มีในลักษณะนี้มีเยอะมาก จะอยู่ตามมุมเล็กๆ ในองค์กร หากแต่เมื่อมองความรู้ความสามารถที่มี มีมากกว่าขอบเขตหน้าที่ที่ตนทำ ... และคนเหล่านี้เท่าที่สัมผัส มักจะเป็นคนที่มีความตั้งใจสูง มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์มาก เสียดายว่า ขาดการได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน
การมาทำงานที่โรงพยาบาลยโสธรของเข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นความอึดอัดของการทำงานที่ไม่เต็มตามศักยภาพในคน ที่นี่มีคนที่จบปริญญาโทมาไม่น้อยกว่ายี่สิบคน เป็นผู้เชี่ยวชาญก็มาก แต่ขาดการดึงศักยภาพออกมาใช้เต็มที่ ... ระบบของโครงสร้างข้าราชการน่าจะมีส่วนทีทำให้คนหน้างานไม่กล้าลุกขึ้นมาทำงานในเชิงสร้างสรรค์ เพราะเกรงในเจ้านาย ทำไปกลัวไม่ได้ความดีความชอบ แต่...ก็มีไม่น้อยอีกเช่นกันที่มีคนอีกกลุ่มที่ทำงานไม่ได้มุ่งเจ้านายหรือลาภ ยศ สรรเสริญเป็นหลัก แต่ยึดประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นหลัก ... คนกลุ่มนี้ในองค์กรมีพลังในการสร้างสรรค์อย่างมาก และเมื่อไปสัมผัสแล้วคนกลุ่มนี้จะค่อนข้างมีลักษณะมีความสุขในการทำงาน เช่น คนหน้างานไอซียูศัลยกรรม หรือทีมงานเบาหวาน ... หรือกลุ่มแกนนำขับเคลื่อน R2R ของโรงพยาบาลที่มีจิตอาสามาร่วมช่วยกัน ซึ่งพลังส่วนใหญ่เป็นพยาบาล ...
สำหรับข้าพเจ้ามักมองมาที่คนกลุ่มนี้เป็นหลัก แม้จะมีน้อยคนแต่เป็นน้อยคนที่มีความกล้าหาญ มีพลังที่ยิ่งใหญ่ เมื่อไรที่คนในสังคม ในองค์กร ได้ใช้พลังด้านดีงามในการดำรงตนต่อการทำงานในชีวิตประจำวันมาใช้อย่างเต็มเปี่ยม ไร้พันธนาการในลาภ ยศ สรรเสริญ สังคมและโลกคงจะรื่นรมย์และสุขสงบยิ่งกว่านี้
-------------------------------------
บันทึกฉบับนี้....ถูกใจพี่ชายมาก ๆ เลย..และพี่ชายก็ "โดน"ด้วย....ไม่งั้น พี่ชายคงจะ"ไม่โดนให้ว่าง ๆ" จนต้องมาหา "งาน"ทำหรอก.....พี่ชาย ชยพร แอคะรัจน์
พี่ชายชยพรคะ...
เรื่องราวและปัญญาที่นำพาตนเอง มาสรรค์สร้างพลังที่ดีต่อการดำรงชีวิตนี้... พี่มีมุมมองอย่างไร อยากให้แบ่งปันเพื่อร่วมเป็นพลังใจให้คนกล้าหน้างานอีกหลายๆ คนด้วยค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
(^___^)
กะปุ๋ม
สวัสดีค่ะ...พี่บัว
กะปุ๋มมองว่าคำกล่าวนี้ดูท่าจะจริงนะคะ.... เพราะคนหน้างานที่มีความมุ่งมั่น ดูท่าจะไม่ค่อยหวั่นไหวอะไร เกรงอยู่เพียงสิ่งเดียว คือกลัวว่าจะไม่ได้ทำงาน
ขอบพระคุณมากนะคะที่แวะมาทักทาย...
(^___^)
@21180 รับทราบค่ะ อีกสักครู่นะคะ
(^___^)