เรามาฟังบทสรุปที่วิทยากรแต่ละท่านสรุปกันนะครับ เริ่มจากหลวงพี่ติ๊ก ก่อนท่านจะไปฉันเพล ก็เลยขอให้จบก่อน ท่านก็ได้นำกลอนของคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ในบทที่เกี่ยวกับบุญคุณครูซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ที่ว่า....
ใครคือครู ครูคือใคร ในวันนี้ ใช่อยู่ที่ ปริญญา มหาศาล......... และลงท้ายว่า “ขอมอบเพลงนี้มาบูชาครู” เพื่อบูชาครูทุกท่าน เพราะครูเป็นผู้นำความคิด เป็นผู้เสียสละจริงๆ เพียงถูกฆ่ามากไปหน่อย...อิอิ..เมื่อกี้ อ.ประสิทธิ์ ว่า ท่านอัฮหมัดสมบูรณ์ว่าเหมือนพันธมิตร แต่อาตมาว่า อ.ประสิทธิ์ เหมือนสนธิมาเอง ฮา.....
ท่านเห็นว่าวัดและมัสยิดเป็นสถานที่สำคัญที่จะถ่ายทอดอารยธรรม วัฒนธรรม และคำสอนของศาสนาบ่มเพาะวัฒนธรรมให้เข้มแข็ง เป็นแหล่งสำคัญที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เมื่อวานลงไปที่ยะหริ่งได้พูดคุยกับชาวบ้าน อาตมาก็ลองไปพูดภาษามลายูเพื่อการเรียนรู้ เพื่อให้เข้าใจความแตกต่าง หากเราจะเรียนรู้ร่วมกันก็อาจจะไปวัดบ้างบ้านโต๊ะครูบ้างเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และอยากให้คนที่มาอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ศึกษาวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นให้เข้าใจเพื่อจะให้ปัญหาความขัดแย้งมันน้อยลง เพื่อถึงแม้เราจะแตกต่างกันแต่เราก็อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และท่านได้เล่าเรื่องราวตามพุทธประวัติว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมให้สิงหเสนาบดีซึ่งมีลูกน้องจำนวนมากและนับถือพระเจ้าเป็นสรณะ ซึ่งเมื่อฟังแล้วเกิดศรัทธาในพุทธศาสนา จึงขอบวชกับพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธองค์ทรงเห็นว่าหากเขาบวชแล้วก็จะเกิดปัญหาความขัดแย้งกับความเชื่อของลูกน้องเขาจึงให้เขาคิดให้ดีก่อน แต่สิงหเสนบดีนี้ยืนยันว่าจะบวช พระพุทธองค์ก็บวชให้แต่บอกว่าอย่าละทิ้งพวกของท่าน ซึ่งเล่าเรื่องนี้เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีความแตกต่างแต่เมื่อทำความเข้าใจกันแล้วก็อยู่ด้วยกันได้ เพราะแม้แต่พุทธเองก็มาจากศาสนาอื่นมาจากพราหมณ์ แต่ทุกวันนี้พุทธกับพราหมณ์ก็อยู่ด้วยกันได้ เป็นต้น
ได้เวลาฉันเพลหลวงพี่ติ๊กบอกว่า ขอจบก่อนเพื่อจะได้ไปฉัน ภาระกิจสำคัญอันยิ่งใหญ่...ฮา...เท่าที่สังเกตหลักสูตรนี้มักจะไปเน้นความสำคัญที่ตอนเย็น มีอาหารดีๆเลี้ยง มีการแสดง ในขณะที่ของพระมีแต่ผัดฟักทอง...ฮา เลยเพลแล้วฉันไม่ได้....ที่พูดนี้ไม่ได้โกรธเพียงแต่เปรียบเทียบให้เห็นถึงการจัดสรรทรัพยากรอันไม่เป็นธรรม....ฮา....
เรื่องการจัดสรรทรัพยากรนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะเมื่อลงพื้นที่ได้ทราบว่านักเรียนที่เขาเรียนที่ปอเนาะเพื่อจะเป็นครูสอนศาสนา บางครั้งไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศกลับมาก็มาสอนที่ปอเนาะ แต่ไม่มีเงินเดือนให้ทั้งๆที่เป็นการสอนให้คนเป็นคนดี จึงฝากข้อคิดนี้เพื่อหาทางให้มีการจัดสรรทรัพยากรมาที่ปอเนาะบ้าง การแก้ปัญหาขอให้แก้ให้ครบวงจร มิฉะนั้นแก้เท่าไหร่ก็ไม่จบ ท่านฝากให้ช่วยกันอบรมสั่งสอนเด็กให้เป็นคนดี ท่านได้ยกบทกลอนของ ม.ล.ปิ่น มาลากุล เกี่ยวกับการอบรมเด็กและเรื่องเหตุปัจจัยเรื่องผล(อิทัปปัจยตา)ซึ่งได้เขียนไว้อย่าน่าสนใจว่า
การอบรมบ่มนิสัยให้เด็กนั้น เพียงแค่วันละนาทีก็มีผล
จะอยู่รอดปลอดภัยหรือล่มจม อาจเพราะการอบรมหนึ่งนาที
การอบรมเด็กเพียงหนึ่งนาที อาจส่งผลให้เด็กเป็นคนดี สังคมก็ได้รับผลดีตามไปด้วย การทำดีแม้นิดเดียวก็อาจส่งผลให้ความดีกระจายไปได้ และการทำไม่ดีแม้นิดเดียวมันก็จะส่งผลกระจายไปด้วยช่นกัน ท่านยังฝากให้ช่วยกันส่งเสริมความดีและช่วยกันป้องกันสิ่งไม่ดี ซึ่งเป็นการใช้พลังวัฒนธรรมให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง
ท่านฝากบทกลอนของท่านพุทธทาส ที่สอนให้รู้จักคิดพิจารณาว่า
มองอะไรมองให้เห็นเป็นครูสอน มองไม้ขอนหรือมองคนให้ค้นหา
มีสิ่งสอนเสมอกันมีปัญญา ย่อมเห็นว่ามีพิษอนิจจัง
จะมองทุกข์หรือมองสุขมองให้ดี ว่ามันเป็นอย่างที่เรามุ่งหวัง
หรือเป็นไปตามปัจจัยให้ระวัง อย่าคลุ้มคลั่งมองให้เห็นเป็นธรรมดา
มองดวงใจให้มันสอนอย่าสอนโศก มองเยกโยกมันไม่สอนนอนเป็นบ้า
ถ้ามองผิดจะโทษใครที่ไหนนา มองถูกค่าทุกข์ก็คลายสลายคืน
มันมีเหตุมีปัจจัย ที่จะส่งผลให้เกิดความรุนแรง หาเหตุปัจจัยให้เจอแล้วแก้ไขเสีย แก้ปัญหาต้องแก้ด้วยความสงบอย่าใช้ความรุนแรง
หลวงพี่พูดเสร็จ เราก็เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยขอให้นักศึกษา สสสส๑ ไม่ต้องถาม
เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัดนราธิวาส เสนอความคิดเห็นว่า ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้สร้างพลังมวลชนในการพัฒนา นำหน้าบ้านวัด มัสยิด โรงเรียน ต้องการให้ตั้งใจจริงจังมากขึ้นในการอบรมเด็กและเยาวชนดังที่อ.ประสิทธิ์ได้พูดไปแล้ว รัฐต้องสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูในกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตของชุมชน ถ้าอยากเห็นความสงบ รัฐบาลต้องจริงใจ,มุ่งมั่นในแก้ไขปัญหา โดยบูรณาการบ้านวัดโรงเรียนมัสยิดด้วยกันจะมีผลดี และเห็นว่าปัจจุบันนี้พี่น้องชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
นายรึดี ยูโซะ (ถ้าผิดก็ขออภัยเพราะฟังยากครับ)นักศึกษาคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้ขอแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องวัฒนธรรมและศาสนา ศาสนาคือคำสั่งของพระเจ้าที่บัญญัติโดยท่านศาสดา วัฒนธรรมคือสิ่งดีงามที่เราปฏิบัติตามกันมา ผู้รู้ได้แยกศาสนากับวัฒนธรรมเป็นของต่างกัน ไม่ได้รวมกันอย่างที่วิทยากรว่า วัฒนธรรมไม่ใช่คำสั่งของพระเจ้าจึงไม่ใช่ศาสนา วัฒนธรรมที่เข้าใจว่าเป็นของชาวใต้ที่เข้าใจกัน ก็ไม่ใช่วัฒนธรรมของชาวใต้ ไม่ใช่วัฒนธรรมของมุสลิม ลิเกฮูลู หนังตะลุง แต่เป็นวัฒนธรรมของมลายู แต่ก็เห็นว่าบางครั้งศาสนาและวัฒนธรรมต้องควบคู่กัน แต่บางครั้งต้องแยกจากกัน
นักศึกษาปริญญาโท(ฟังชื่อยากจริงๆครับ) ขอแสดงความคิดเห็นว่า นักศึกษาชุด สสสส.ที่มาลงพื้นที่จริงและจะเป็นเมล็ดพันธุ์ในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหานั้น เห็นว่ามันท่าจะไม่ทัน ..อิอิ..ต้องใช้วิธีการติดตาทาบกิ่ง เพื่อจะได้กระจายความรู้ เห็นด้วยกับบรมบวร อยากเห็นการตั้งด่านปฏิบัติธรรม อยากเห็นวัดกับมัสยิดเป็นต้นแบบ ร่วมกันสร้างความรู้ความเข้าใจวัฒนธรรมประเพณี เมื่อได้เกิดการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจ หากได้มีการพูดคุยกัน ความรุนแรงก็ไม่เกิด พอไม่คุยกันความรุนแรงก็เกิด
ประชาชนผู้เข้าร่วมฟัง ขอแสดงความคิดเห็น พูดถึงบรมบวรว่าดี พูดกันมา ๑๘ ปี แต่ในวิธีปฏิบัติจริงไม่เกิดขึ้นจริง ถ้าบ้าน วัด มัสยิด โรงเรียน ทุกอย่างเข้มแข็งปัญหาจะไม่เกิดเพราะต่างก็เป็นเสาหลัก แต่ที่มีปัญหาคือไม่มีการทำอย่างต่อเนื่องมีการปล่อยปละละเลย ๖ ปีที่แล้วก็เอามาพูดกันขึ้นใหม่ แต่พอที่ไหนไม่มีสถานการณ์ มีความสงบ สิ่งนี้ก็ไม่เกิดขึ้น ในความเป็นจริงศาสนาสอนให้เราทำดี ผมมึนจดไม่ถูกเพราะท่านยกคำพูดของอัลเลาะห์เป็นภาษาอิสลาม ดีว่าท่านแปลเป็นไทยด้วย จึงจดมาได้กระท่อนกระแท่น อิอิ อัลเลาะห์สอนให้คิดว่า พรุ่งนี้เจ้าจะทำอะไร ให้ทำแต่สิ่งที่ดี ที่ไม่ดีอย่าทำ เดี๋ยวนี้คนติดยา(ใบกระท่อม) ไม่มีงานทำ ปัญหาก็เกิดขึ้น ขอให้ทุกฝ่าย(บ้าน วัด มัสยิด โรงเรียน)ช่วยกันแก้ปัญหาอย่างจริงจังด้วยความเข้มแข็งปัญหาเหล่านี้ก็จะสามารถแก้ไขได้
อ.เสาวณีย์ ขอใช้สิทธิพาดพิงเพราะท่านได้พูดถึงเรื่องศาสนากับวัฒนธรรมเอาไว้และมี นักศึกษาไม่เห็นด้วย เพราะนักศึกษาเห็นว่าศาสนากับวัฒนธรรมมันคนละอย่างกัน แต่อาจารย์เสาวณีย์ก็เลยยกทฤษฎีให้ฟังว่าแท้จริงแล้วศาสนาและวัฒนธรรมมันอยู่ด้วยกัน แต่เนื่องจากเลยเวลาพักมาพอสมควรแล้ว คนก็เลยคุยกันเสียงดังมากขึ้นเลยฟังที่อาจารย์อธิบายได้ยากมาก
อัฮหมัดสมบูรณ์ ขอตบท้ายและเล่าให้ฟังถึงสถิติที่น่าสนใจ ว่าท่านทำวิจัย ในปี ๒๕๓๔ มีคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เรียนจบชั้นปริญญาตรีเพียงแค่ร้อยละ ๒.๕ เท่านั้น อีก ๑๐ ปีต่อมา ทำวิจัยซ้ำอีก แต่กลับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ ๓ เท่านั้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมมุสลิมที่นี่ต้องเอาตัวรอดทางการศึกษา เพราะถูกบังคับว่าท่านต้องเรียนรู้ นักการศาสนาบางคนบอกว่า เมื่อท่านเดินทางไปเพื่อการศึกษาแล้วตายก็เหมือนท่านตายในสนามรบ นักเรียนในห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงต้องดิ้นรนไปเรียนข้างนอกเพราะการศึกษาในจังหวัดไม่สนองตอบความต้องการของตนเอง ไปเรียนอินโดนีเซียก็ถูกเข้าใจว่าไปฝึกอาวุธ เมื่อไปเรียนปอเนาะก็ถูกเข้าใจว่าปอเนาะเป็นแหล่งซ่องสุมอาวุธ เมื่อไรจะเข้าใจ เมื่อไรจะเข้าถึง และเมื่อไรจะได้รับการพัฒนาสักที....การจะตั้งมหาวิทยาลัยอิสลามก็ไม่เกิดสักทีมีปัญหาสารพัด ทำท่าจะเกิดแล้วก็มีปัญหา ความล่าช้าก็เหมือนความไม่จริงใจอัฮหมัดสมบูรณ์ฝากว่า ไม่ต้องให้ความเห็นใจคนห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะยิ่งเห็นใจยิ่งตกเป็นเหยื่อของความโหดร้ายมากขึ้น เท่าที่มองทุกวันนี้รัฐยังไม่เข้าใจว่าปัญหาภาคใต้คืออะไร
พี่ประสิทธิ์ ฝาก กระทรวงมหาดไทย ดูแลเรื่องบ้าน กระทรวงวัฒนธรรม ดูแลเรื่องวัดมัสยิด และกระทรวงศึกษาธิการ ดูแลโรงเรียน หากให้สามองค์กรนี้พูดเป็นภาษาเดียวกันได้ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนเป็นร่างแหคลุมสังคม เป็นสะพานเชื่อมภาครัฐกับเอกชน น่าจะให้โรงเรียนมีบทบาทเต็มกำลังในการบ่มผู้เรียนให้ได้ที่ เพาะให้งอกงามทั้งความรู้และคุณธรรมเพื่อจะได้ไปสู่ผลคือสามารถนำไปแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
นี่เป็นเพียงน้ำจิ้มที่พวกเรามาร่วมมหกรรมสันติวิธีที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มาแถวนี้ผมก็สงสัยว่า เงยดูป้ายอะไรก็เจอคำว่ามหกรรม มีมหกรรมกีฬา มหกรรมวิชาการ มหกรรม....เมื่อจบโปรแกรมที่ยะลา เรา(ผม ลุงเอก หลวงพี่ติ๊ก พ่อครูบา) ก็เลยรับเชิญมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ไปสร้างมหกรรมฮาเรื่อง วิธีติดโช้คอัพให้กับความขัดแย้ง โปรดติดตามตอนต่อไป...อิอิ
การอบรมบ่มนิสัยให้เด็กนั้น เพียงแค่วันละนาทีก็มีผล
จะอยู่รอดปลอดภัยหรือล่มจมอาจเป็นเพราะการอบรมหนึ่งนาที
สวัสดีครับคุณแดนไท
ขอบคุณที่แวะเข้ามาเยี่ยม
ผมว่าการอบรมเด็ก แม้ไม่ใช่ครูบาอาจารย์ แต่ใช้เวลาพูดคุยกับเขาทุกวัน บ่อยๆ ให้เขารู้จักผิดชอบชั่วดี ก็เหมือนการอบรมที่ให้ครูพูดกับนักเรียน และพ่อแม่ยิ่งจะน่าสำคัญกว่าครูเสียด้วยซ้ำ เพราะมีเวลาคลุกคลีอยู่กับลูก อยู่ที่ว่าพ่อแม่จะให้เวลาลูกในส่วนนี้หรือเปล่า
เห็นน้องแดนน้องดินแล้ว ดีใจที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่เอาใจใส่ในการให้เขาได้เรียนรู้กับธรรมชาติ เรียนรู้กับความจริง เขาจะเติบโตอย่างคนที่มีภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่มีความคิดวิเคราะห์แบบปัญญาชน อยากได้เจอตัวจริงของหลานๆ ครับ
สวัสดีครับคุณสิงห์ป่าสัก
เพื่อนผมบอกว่า เมื่อจะคิดถึงการแก้ปัญหาของภาคใต้ อย่าด่วนสรุปตามความเข้าใจของเราเอง ต้องฟังให้รอบด้าน แล้วจะรู้ว่าปัญหามีโจทย์หลายข้อที่จะต้องแกะไปเรื่อยๆ ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าจะแก้ให้จบภายในปีสองปี เหมือนด้ายที่มันมีคนทำให้มันพันกันยุ่ง คนทำก็เดินจากไปแล้ว เหลือแต่คนที่อยู่ต้องใช้ความใจเย็น ค่อยๆแกะที่ละเปลาะ ไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งก็จะประสบความสำเร็จครับ
ที่สำคัญอันดับแรกเลยคือ ทำอย่างไรให้คนพื้นที่เกิดความไว้วางใจในคนภาครัฐ ตอบได้เลยว่ายากมาก เจ้าหน้าที่ภาครัฐก็จะต้องใช้ความอดทน อดกลั้น และเดินหน้าที่ทำสิ่งเกิดประโยชน์แก่ชาวบ้านมากที่สุดเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าสิ่งที่ทำนั้นเพื่อชุมชนไม่ใช่เพื่อเจ้าหน้าที่ แต่เรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลา คนที่ฟังข่าวอยู่รอบนอกก็ต้องเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วย อย่าเร่งรัดเขาให้เห็นผลทันตา เรื่องเหล่านี้ต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ
สวัสดีครับน้องสายลม
เรียกผมเสียแก่เลย อิอิ
ยังไม่มีเวลาบันทึกเรื่องการไปพูดที่ มอ.เลย งานมันยุ่งมากๆเลยครับ อดใจรอสักนิดครับพี่น้อง...
สวัสดีครับ ท่านอัยการ
ผมยังนึกเสียดายที่ไม่สามารถมางานมหกรรมสันติวิธี ที่ทางสถาบันพระปกเกล้าร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จัดขึ้นมาได้ ซึ่งมันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งแก่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่มาปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้หรือแม้คนในพื้นที่เอง จะต้องมาเรียนรู้ มาฟังมารับรู้ในสิ่งที่ผู้รู้ได้ถ่ายทอดให้พวกเราได้รับทราบได้เข้าใจในวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ 3 จว.ภาคใต้ สำหรับผมเสียดายจริงๆครับ
สวัสดีครับ หมอน้อย 447
ผมลงพื้นที่จริงแล้วเป็นห่วงผู้ลงไปปฏิบัติราชการที่นั่นครับ เพราะถ้าไม่ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก็จะเกิดปัญหาเรื่อยๆ ไม่อดทนก็อยู่ไม่ได้ ราชการจะหาคนเก่งลงไปอยู่ก็ยากเพราะทุกคนห่วงความปลอดภัย หาคนที่อยู๋คิวบ๊วยไปอยู่ก็ต้องปรับทัศนคติของคนเหล่านี้ให้อยากทำงาน แต่ความจริงก็คือข้าราชการเหล่านี้มีความรู้สึกถูกทอดทิ้ง แล้วเราจะหาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานจากไหนครับ เฮ้อ..
ขอบคุณคุณหมอน้อยครับที่แวะเข้ามาทักทายครับ
สวัสดีค่ะท่านอัยการชาวเกาะ
จะอยู่รอดปลอดภัยหรือล่มจม อาจเพราะการอบรมหนึ่งนาที เนี่ยค่ะ...ปัญหาของครูแอนเลย...ตรงที่มันต้องเกินเวลาหนึ่งนาทีทุกทีสิน่า 55555
ฝากเรียนหลวงพี่ติ๊กด้วยแล้วกันนะคะ สงสัยเด็กๆ ครูแอนต้องรอดและปลอดภัย เพราะรับฟังการอบรมบ่มนิสัยจากครูแอนเกิน 1 นาทีทุกที.....แป่ว...ถ้าให้ 1 ชั่วโมงก็ยังไม่หมดเรื่องที่ต้องอบรมกัน...เอา..เอาเข้าไปนั่น
สบายดีนะคะท่านอัยการ บุญรักษานะคะ
สวัสดีครับน้องครูแอน
555 พี่ว่าลูกศิษย์น้องต้องปลอดภัยแน่นอนเลย อบรมทีละชั่วโมงไม่ดีก็ให้มันรู้ไป 5555
สบายดีครับ ตอนนี้อยู่กทม. พ่อครูบาไม่ค่อยสบาย วันนี้ไปหาหมอ ตอนเย็นลุงเอกมารับไปประชุมเรื่องการหารายได้ก็ขอตัวพักผ่อน
น้องก็คงสบายดีนะ..ขอให้มีความสุขกับการทำงานกับเด็กๆและอยู่รอดปลอดภัย คุณพระคุ้มครองนะ..
+ อืม....อ่านแล้วถอนใจเลยค่ะ...เฮ้อ....
+ ในฐานะที่เป็นครู...มีอะไรหลายอย่างที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน...
+ มันไม่สามารถแก้อย่างหนึ่งอย่างใดได้....
+ โลกภายนอกหมุนเปลี่ยนไปเร็วมาก...(โลกพลวัต)
+ วิถีชิวิต ปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจ การศึกษา ที่คนที่นี่มีมันไม่เพียงพอที่จะเท่าทัน
กับภาวะโลกที่หมุนไป(โลกพลวัต)....
+ เมื่อสะสม...ทับถม...นานวัน...นานวัน...คนที่นี่ก็ยิ่งไม่เท่าทัน...
+ ขณะที่รัฐเองก็ละเลย...เมื่อถึงที่สุด...มันก็เลยเป็นเช่นทุกวันนี้...
+ สิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ คือ การศึกษา...
+ ทำอย่างไรให้คนหนุ่มสาวที่นี่มีการศึกษา...มีความเท่าทันโลกที่เปลียนไปอย่างรวดเร็ว...
+ ทำอย่างไร...ให้คนที่นี่มีงานทำ...มีวิถีชีวิตที่พอเพียงกับความเป็นจริงที่โลกหมุนอยู่....
+ ถ้ามาใกล้ชิดเยอะ ๆ จะรู้ว่า...ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังมีวิถีชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของภาวะโลก(โลกพลวัต)...
+ เมื่อพ่อแม่..ไม่รู้จะเอาอะไรมาเป็นทางออกให้กับคนหนุ่มสาว...เพราะพ่อแม่เองก็ลำบาก...ยังมีน้องเล็ก ๆ อีกเยอะแยะที่ต้องเลี้ยงดู...
+ คนหนุ่มสาวเหล่านี้ก็ออกไปสู่โลกภายนอกไม่ได้..เพราะไม่รู้จะเอาอะไรไปสู้กับเขา...
+ ก็เป็นปัญหา...สะสม...สะสม..จนเป็นช่องว่างและมีใครสักกลุ่มหนึ่งนำเอาช่องว่างนี้พลิกเป็นโอกาส...
+ เอาแค่พื้นฐานนะค่ะ....
+ ครอบครัวหนึ่งมีลูกเยอะมาก...พอลูกอยู่ ป.1พ่อแม่ก็เริ่มไม่เอาใจใส่....
+ เพราะมีน้องที่ต้องดูแลอีก 2-3 คน...
+ เศรษบกิจก็แย่...เด็กก็โดนพ่อแม่ไม่เอาใจใส่ตั้งแต่ยังมีองค์ความรู้ไม่มากพอ...
+ ขณะที่โลกกำลังหมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว...และเด็กเหล่านี้ก็ตกอยู่ในกระนี้ด้วย
+ มา ร.ร.ครูก็สอนแต่ในหนังสือ...หนังชีวิตไม่สอน...
+ แล้วเด็กจะเอาองค์ความรู้ที่ไหน...มาให้ตัวเองเท่าทันโลกพลวัตละค่ะ...
+ สำหรับอ๋อย...คิดว่าสิ่งที่น่าจะแก้เป็นลำดับต้น ๆ คือ การศึษา ควบคู่กับ การมีงานทำ มีรายได้พอเลี้ยงชีพ แบบไม่แร้นแค้นค่ะ...
+ ถ้าสองอย่างนี้อยู่ในเกณฑ์ดี...
+ วิถีชีวิตของคนที่นี่ดีขึ้น...การเปิดหูเปิดตาของคนที่นี่ก็จะไปได้ไกล..และเท่าทันโลกพลวัตได้มากขึ้น....
+ ส่วนอื่นที่เหลือก็แก้ได้ไม่ยากค่ะ....
+ แต่การแก้ 2 อย่างข้างต้น...รัฐต้องตั้งใจจริง...จริงมาก ๆ ไม่ใช่แว๊บ ๆ ....
+ ไม่งั้นไม่มีทางที่สันติสุขใน 3 จังหวัดแดนใต้จะเกิดขึ้นค่ะ....
สวัสดีครับน้องแอมแปร์~natadee
ขออภัยที่ตอบล่าช้า ขึ้นไปเรียนหนังสือที่กรุงเตบ..อิอิ แล้วโน้ตบุ๊คมันเจ๊ง ทำอะไรไม่ได้เลย ดีว่าทำเรื่องนำเสนอเสร็จแล้ว เซฟเก็บไว้ในทัมพ์ไดร๊ฟ์ เลยหมดปัญหา
เมื่อสองวันก่อนเราพูดกันถึงว่าปัญหาเกิดที่ไหนควรจะต้องแก้ที่นั่น ไม่มีใครรู้ปัญหาภาคใต้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ดีเท่ากับคนสามจังหวัดชายแดนแน่นอน แต่การคิดวางแผนนั้นต้องเป็นระบบและมีส่วนร่วมของชุมชน กับทั้งทุกฝ่ายต้องมีทิศทางในทางดำเนินการเป็นทิศทางเดียวกัน เข่น เราจะทำอย่างไรให้ทหารกับตำรวจรวมทั้งฝ่ายปกครองและชุมชนคิดแก้ปัญหาเป็นทีม และต้องมองแบบเดียวกันด้วยการแก้ไขจึงจะมีพลัง
พูดง่ายแต่ปฏิบัติยากเพราะชุมชนแม้อยากจะสงบแต่รัฐก็ไม่สามารถคุ้มครองเขาได้อย่างเต็มที่ ก็เจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองครูก็โดนเสียบ่อย ความมั่นใจในความปลอดภัยจึงยังไม่เต็มที่ ชุมชนเรียกร้องการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี แต่ทหารตำรวจถูกยิงตายทุกวัน จะทำอะไรรุนแรงก็จะต้องรุมกินโต๊ะ แต่อีกฝ่ายใช้ความรุนแรงไม่มีข้อจำกัด ตำรวจทหารก็เป็นคนเหมือนกันจึงมีอดทนอดกลั้นไม่เท่ากันเป็นธรรมดา
ตำรวจทหารฝ่ายปกครองจึงต้องใช้ยุทธวิธีการเมืองนำหน้าให้ได้
และที่เห็นด้วยกับน้องแอมแปร์คือเรื่องการศึกษาต้องนำเรื่องอื่น เรื่องการมีงานทำก็เป็นเหมือนกันทั่วโลกเหมือนกัน ผู้ที่ก่อปัญหาจะไม่มีการมีงานเป็นหลักแหล่งสักเท่าไหร่ (เว้นแต่ระดับมันสมอง) และการแก้ปัญหาเหล่านี้จะให้ได้ดังใจก็คงไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ใจเย็นๆ เมือนดับไฟป่านั่นแหละครับ
จะลงพื้นที่อีกครั้ง คงจะได้มีโอกาสเจอน้องอ๋อยนะครับ