บรรยากาศการบ้าน กับบรรยากาศการเมือง

          ขณะเขียนบันทึกนี้หูส่วนหนึ่งก็นั่งฟัง รายการโทรทัศน์ที่มีการแสดงความคิดเห็นจากหลากหลายนักวิชาการ    และพยายามนั่งฟัง การประชุมสภาผู้แทนราษฎรตลอดเวลา หากไม่ติดธุระจำเป็นจริงๆ   เมื่อวานนี้ได้นำอาหารไปวัดตามคิวสลากภัตร ที่รับถวายภัตตาหารพระภิกษุในพรรษาที่วัดใกล้บ้าน

       ที่วัด มีคณะญาติโยมนั่งอยู่หลายคนเพราะมีการทำบุญแผ่ส่วนกุศลแก่ญาติผู้เสียชีวิตซึ่งเพิ่งทำการฌาปณกิจไปเมื่อวานนี้   หลังจากถวายภัตตาหารและทำพิธีทางศาสนาเสร็จ ก็เป็นเวลาส่วนตัวของผู้ไปร่วมงานบุญ เพราะล้วนแต่เป็นบุคคลที่รู้จักมักจี่กันทั้งนั้น   เรื่องที่คุยกันก็หนีไม่พ้น เหตุการณ์บ้านเมือง    ประเด็นที่เริ่มต้นคุยกัน ก็คือประเด็นความวุ่นวายของบ้านเมือง ณ วันนี้   เริ่มต้นการพูดให้ได้อรรถรส ก็ต้องเป็นคำพูดที่ได้เสียดสีบุคคลต่างๆ  โดยพูดกันไปหัวเราะกันไป แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครให้ความสนใจเหตุการณ์ความวุ่นวายมากไปกว่า เรื่องราคาผลผลิตการเกษตรในวันนี้  เพราะว่าราคารับซื้อผลปาล์มน้ำมัน ที่ลานรับซื้อปาล์มร่วงปาล์มทะลายได้ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากราคา 5 บาท ต่อกิโลกรัม  เมื่อ เดือนที่แล้ว  เมื่อ 15 วัน ที่ผ่านมาลดลงเหลือ 4 บาท ต่อกิโลกรัม    และวันนี้ราคารับซื้อเพียง  3 บาท 50 สตางค์    หนุ่มวัยรุ่น หันมาถามผมว่าพระราชบัญญัติฉุกเฉินคืออะไรแล้วแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างไร   ตอบให้เขารับฟัง ไปว่า เป็นกฏหมายพิเศษที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสามารถตัดสินใจใช้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติของบ้านเมือง โดย มอบอำนาจให้ทหารซึ่งมีศักยภาพสูงสุดเป็นผู้ใช้อำนาจนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

       ช่วงบ่าย ไปเยี่ยมสถานีวิทยุชุมชน นั่งคุยกับน้องๆ   น้องดีเจสาวได้ปรารภว่า เธอกลัวจริงๆว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรง เหมือน 14 ตุลาคม 2516 เพราะเคยอ่านและเห็นภาพในหนังสือแล้วน่ากลัวมาก แม้ว่าไม่ได้ประสพกับเหตุการณ์เหล่านั้น   แต่ข้อมูลเหล่านั้นได้ก่อความรู้สึกในใจว่าคนไทยฆ่าคนไทยกันเองอย่างเปิดเผยและทารุณโหดร้ายมันช่างเลวร้ายเสียจริงๆ   เห็นสีหน้าหล่อนแล้วก็เลยปลอบใจว่า ไม่ต้องกลัวหรอก เพราะเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นั้น การสร้างสถานะการณ์น่าจะเกิดขึ้นเพราะผู้มีอำนาจคิดว่าเมื่อทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายลงแล้วผู้คนที่เข้าร่วมชุมนุมคงจะเข็ดขยาดและเลิกรากันไป  เพราะเขามีสมมติฐานว่าคนทุกคนกลัวตายเมื่อสร้างความตายให้เห็น คนจะต้องหนี  แต่บทสรุปแล้วมันไม่เป็นดังที่คิด เพราะกลุ่มคนที่เข้าร่วมชุมนุมไม่ได้หนีอย่างที่คิด  วันนี้คนไทยได้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ มามาก คงจะไม่มีใครกล้าเสี่ยง สั่งฆ่าประชาชน เพราะนั่นคือการทำลายชีวิต ของตนเองทั้งชีวิต      ตอนบ่ายเจอคนไกล้บ้านไปซื้อขนมที่ร้านขายของชำ ที่ร้านขายของชำเปิด เอเอสทีวีดูอยู่  ชายผู้นั้นยืนบ่นด้วยความเสียใจว่าเขาตื่นไม่ทัน รถโดยสารที่พรรคพวก เช่าเหมาเดินทางไปกรุงเทพ เพื่อร่วมสนับสนุนพันธมิตร     เขาบอกว่าเรื่องอื่นยอมได้แต่เขาไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์นองเลือด      

      ย้อนเหตุการณ์เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา  ไปธุระที่สุราษฎร์ธานี  เข้าไปซื้อยาที่ร้านขายยาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง  เมื่อเข้าไปในร้าน เห็นรายการทีวีกำลังแถลงเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ผู้นั่งดูทีวี นั่งวิจารณ์กันว่าเมื่อไรเหตุการณ์ จะจบลงเสียที ถ้าใช้กำลังทหารคงจะทำให้เหตุการณ์ยุติเร็วขึ้น ผมยืนฟังดูก็อยากรู้ว่าเขาเหล่านั้นคิดอย่างใร  แกล้งพูดขึ้นว่า นายกรัฐมนตรีอดทนมากจริงๆ แม้ท่านจะรับประทาน ยาบำรุงจิตชนิดที่หากเป็นชาวบ้านธรรมดา  ด่ากันด้วยวาจาอย่างนั้น คงจะไม่เกิน 2 ครั้ง   คงชกปากและตีกันหัวร้างข้างแตก  แต่นายกรัฐมนตรีไทยวันนี้ ถูกด่า ทั้ง เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน ทั้งก่อนและหลังอาหาร  ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้น  เพียงเท่านั้นแหละคุณเอ๋ย  ทุกคนที่นั่งอยู่หันมาหา และผู้ที่มีอาวุโสพูดจาใส่เข้ามายังกะนำป่าทะลัก บอกไม่ได้ว่าพูดว่าอย่างไร รู้แต่ว่าเราต้องรีบเดินออกจากร้าน โดยเร็ว

     หวนคิดให้ยาวนานออกไปอีก ประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา เจอน้องๆที่ร้านขายของชำไกล้บ้าน ถามว่าไปใหนกันมา พวกเขาหล่านั้นทั้งหญิงและชาย บอกว่าไปกรุงเทพฯมา เมื่อคืนนี้พี่ไม่ดูทีวีบ้างหรือ พวกเราไปยืนยกป้ายกันอยู่เต็มไปหมด  ผมเลยบอกไปว่าเออเมื่อคืนดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และจดจ้องรอดู รมว.เฉลิม ปะทะ สส.สุเทพฯเทือกสุบรรณ     หลังจากนั้นไปธุระที่เกาะพะงัน ไปเจอร้านขายของกำลังเปิดรายการเอเอสทีวีอยู่ก็เลย นั่งดูกับเขาด้วย  กลับมาถึงบ้านเลยติดตั้งอินเตอร์เนตของ ทีโอที ทำให้สามารถ ออนไลน์ เอเอสทีวีได้ ก็นั่งดูด้วยความตั้งใจ และดูจนกระทั่งคนในบ้านรำคาญคือเปิดทิ้งไว้เกือบครึ่งคืน เพราะหลับๆตื่นๆเพราะรอแกนนำสำคัญพูด  อย่างอื่นดูดีไปหมด แต่ที่รับไม่ได้คือคำพูดที่หยาบคายของคนบางคน

    ครับ ในวันนี้ หากเป็นเหมือนเมื่อ  2 - 3 ร้อยปีที่แล้ว คงจะไม่มีคำว่าประเทศไทยให้ลูกหลานได้สุขสรร อย่างทุกวันนี้ หรอก   เพราะความแต่งแยกกันนั้นมันเหมือนขนมหวานสำหรับชนชาติใดก็ได้ที่มีความสามารถเข้ามาครอบครองบุรีไทย  แต่ ณ วันนี้ หากเราคิดให้ดีแล้ว  เราจะเกิดความรู้สึก ว่ามันเป็นช่วงการทำสงครามจิตวิทยา การนำข้อมูลมาหักล้างกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล  การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยกำลังจะเกิดขึ้น  เพราะรัฐบาลกำลังหาบันไดลงโดยไม่หล่นลงอย่างเจ็บปวด  ในขณะที่ผู้เรียกร้องให้รัฐบาลลาออก ก็เหมือนกับขึ้นไปนั่งอยู่บนปากเสือ หากหล่นจากปากเสือเมื่อไรก็คงถูกเสือกิน

    ทุกเวลานาทีในวันนี้ มากมายหลายข้อเสนอแนะและหลายหลากข้อคิดเห็น แต่นั่งฟังแล้ว มันก็เหมือนกับฟังเพลงลูกกรุงกับเพลงลูกทุ่งในสมัยก่อน ขณะนี้และวันนี้ ต้องหาบทสรุปให้ได้ว่าเมืองไทยไม่มีคำว่าเพลงลูกกรุงกับเพลงลูกทุ่ง มีแต่เพลงไทยที่มีความเป็นอมตะนิรันดกาล  เพียงแต่ทำอะไร และทำอย่างไร ให้คนรู้จักและซึ้งในค่าของความเป็นไทย ทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม จารีตประเพณี การกลับมาสร้างและฟื้นฟูทรัพยากร โดยสลายการยึดติดอารยะธรรมตะวันตกที่ครอบงำลง ให้เหลือเพียงเทคโนโลยีแห่งชาติที่เกิดขึ้นโดยศักยภาพของความเป็นคนไทย  อะไรคือสิ่งที่ต้องต่อสู้และอะไรคือเป้าหมายที่แท้จริง

     การสร้างบรรยากาศของการเมืองใหม่  สำคัญที่สุดต้องเน้นให้คนเข้าใจ อย่างลึกซึ้งระหว่างบรรยากาศการบ้าน กับบรรยากาศการเมือง  ความสมานฉันท์ นั้นต้องเริ่มจากครอบครัว จากครอบครัวต้องเน้นความสมานฉันท์ของชุมชน และสำคัญที่สุดก็คือการเชื่อมสังคมเมืองกับสังคมชนบทให้เกิดความรู้สึกผูกพันต่อกันและกันอย่างแท้จริง และผู้ที่จะทำงานการเมือง ต้องเป็นผู้รู้และผู้ประสานความสมานฉันท์เหล่านี้ให้ได้ พวงหรีดไว้อาลัยงานศพของนักการเมืองเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะสร้างความผูกพันในระดับหนึ่ง แต่หากนักการเมือง รู้ว่าคนที่นำพวงหรีดไปวางให้นั้นเขาตายเพราะสาเหตุอะไร และการตายนั้นเกิดจากอะไร เป็นปัญหาอย่างไร สิ่งที่ต้องแก้ปัญหาคืออะไร แล้วนำมาคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ยกตัวอย่างเรื่องโรคมะเร็งโรคเดียวก็สามารถมองภาพได้หลายมิติ  สามารถคิดสร้างสรร ส่งเสริมสังคม  หากเขาสามารถคิดได้ถึงขนาดนั้น เขาก็จะเป็นสุดยอดของนักการเมืองที่แท้จริง

       อีกประการหนึ่งที่น่าจะเป็นปัจจัย ก่อให้เกิดคำว่าการเมืองใหม่ น่าจะมีสาเหตุมาจาก การเลือกคนเข้าพรรคการเมือง  เพราะพรรคใหญ่ๆที่ผูกขาดความเป็นฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล นั้นเน้นส่งเสริมแต่ผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจทางธุรกิจ  มากกว่าผู้มีความรู้ความสามารถ เพราะที่ผ่านมาค่าตัวของคนที่จะเข้าไปอยู่ในพรรคการเมืองและพรรคจะส่งลงสมัคร สส.ได้นั้น ค่าตัวแพงจนคนไม่มีเงินหมดโอกาส  นั่นคือเหตุผลที่คิดว่า ทำใมจึงถูกนำมาเอ่ยว่า การเมืองใหม่ต้องแต่งตั้ง 70 และเลือกตั้ง 30  

      ค่อยหายเซ็งไปสักหน่อย คงไม่ว่ากันนะคะรับ