GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

แชร์ประสบการณ์ "งานได้ผล ตนเป็นสุข"

ถ้ารู้สึกไม่ enjoy ขึ้นมาเมื่อใด ให้ถอยตัวองออกมาจากสภาวะนั้นๆ ออกมายืนดูอยู่ห่างๆ แล้วมองย้อนกลับเข้าไปใหม่ มองให้เห็นว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นมันเป็นประโยชน์ต่อตัวเรา ต่อผู้อื่น หรือเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร ...

       วันนี้ขอพูดเรื่องที่ต่อเนื่องจากบันทึกเมื่อวานนะครับ เป็นการแชร์ประสบการณ์ของตัวเองไปด้วย ...อย่างเช่นตอนที่ผม "ทำงาน" แปลหนังสือ ถึงผมจะมีความเพลิดเพลินไปกับการทำงานนี้ แต่ก็มีบางครั้งเหมือนกันครับที่รู้สึกว่ามันกลายเป็น "ภาระหน้าที่" จะต้องทำให้เสร็จทันวันนั้นวันนี้ ...ต้องฝืนทำไปทั้งๆ ที่  "ไม่มีอารมณ์" เพราะหากไม่ทำเช่นนั้นก็จะส่งต้นฉบับไม่ทัน ทำให้จัดพิมพ์ไม่ทันการเปิดตัวในงานมหกรรมหนังสือ เป็นต้น

       เมื่อผมอ่านคำแนะนำของ osho ในเรื่องที่ว่า "ถ้าไม่เพลิดเพลินก็ให้หยุด" อ่านไปก็เถียงอยู่ในใจว่า ถ้าผมทำตามคำแนะนำนี้ พอผมไม่ enjoy ในการแปล ผมก็ควรจะหยุดแปลในทันที ...แล้วนี่ผมจะทำงานชิ้นนี้เสร็จทันตามกำหนดได้อย่างไร? ...โชคดีครับ...ที่ผมได้ยินเสียงเหล่านี้ และตระหนักดีว่านี่คือผลงานของ "ปรีชาญาณ (Intellect)" มันมีสิทธิ์ที่จะคิด ที่จะถาม หรือสร้างข้อโต้แย้งต่างๆ ที่ฟังดูมีเหตุมีผลดีมาก

       ...แต่ในที่สุดผมก็เจอคำตอบครับ ...."จงทำงานที่รัก (ชอบ) และจงรัก (ชอบ) งานที่ทำ" ...ก็อย่างที่ osho แนะนำไว้แหละครับว่า "ถ้าไม่เพลิดเพลิน ก็จงหยุดเสีย" เพราะถ้าผม "ฝืนใจ" ทำสิ่งนั้นต่อไป...งานที่ได้มา ย่อมจะ "ด้อยค่า" ...ด้อยค่าเพราะว่าเป็นผลงานที่ไร้จิตวิญญาณ ขาดชีวิตชีวาในการได้มาซึ่งผลงานนั้นๆ ส่งผลให้มันออกมาอย่างไม่มีคุณภาพ

       วันนี้ผมได้เรียนรู้วิธีแล้วว่า ถ้ารู้สึกไม่ enjoy ขึ้นมาเมื่อใด ให้ถอยตัวองออกมาจากสภาวะนั้นๆ ออกมายืนดูอยู่ห่างๆ แล้วมองย้อนกลับเข้าไปใหม่ มองให้เห็นว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นมันเป็นประโยชน์ต่อตัวเรา ต่อผู้อื่น หรือเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร ...มันเป็นเทคนิคสำหรับสร้างกำลังใจ จุดไฟปรารถนา (จะเรียกว่าทำให้เกิด "Passion" หรือ "ฉันทะ" ก็ได้) ทำให้ได้เห็น "คุณค่า" เห็น "ความหมาย" ในสิ่งที่ทำอยู่

       ...พอได้ "แรงบันดาลใจ" ก็จะ "มีไฟ" สามารถกลับไปทำงานนั้นๆ ได้ต่ออย่างจดจ่อ เพลิดเพลิน และมีความสุขครับ ...ท่านอาจจะมีเทคนิคอื่นที่แตกต่างกันออกไป อย่าลืมแชร์มาให้ฟังกันบ้างนะครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 20407
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 5
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (5)

คิดเหมือนอาจารย์ค่ะ   แต่จะเพิ่มเติมอีกข้อคือเวลาเบื่อและเหนื่อยก็คิดว่าเป็นหน้าที่ความรู้สึกเบื่อก็จะหายไปเอง

เห็นด้วยกับอาจารย์คะ  

          และมีความเห็นเพิ่มเติมว่าแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้น ต้องสร้างขึ้นภายในจิตใจของเราเอง  เมื่อเรารู้สึกท้อแท้ เบื่อ ไม่มีกำลังใจ  เราต้องสร้างแรงบันดาลใจด้วยตนเอง  ให้เราสามารถมีกำลังใจต่อสู้ต่อไป  การสร้างแรงบันดาลใจต้องใช้ความพยายามอย่างมากขึ้นกับแต่ละบุคคล การนั่งสมาธิก็เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้เป็นประจำเลย  และการสนทนากับผู้ที่คิดดี ทำดี เพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็เป็นอีกหนึ่งวิธีคะ

         ส่วนงานที่เรารักและเราชอบ เราต้องให้น้ำหนักและให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ต้องตั้งธงไว้ในใจเราจนกลายเป็นความเคยชินและเป็นกิจวัตร

 

 

เคยเป็นค่ะ บางครั้งไม่มีอารมณ์หรือรู้สึกเหนื่อย ถ้ารู้สึกต้องฝืน จะบอกตัวเองให้พักก่อน ถ้ามีเวลาน้อยก็อาจะ 10-15 นาที ถ้ามีเวลามากอาจเลี่ยงไปทำกิจกรมอื่นๆก่อน เช่น เดินเล่น ฟังเพลง หรือนอนสัก 30 นาที-1 ชม. และเมือรู้สึกดีขึ้น ค่อยมาทบทวนและตั้งสติ  มองภาพฝันที่เราตั้งไว้ แล้วทำต่อค่ะ

ตอนเข้ามาอ่านครั้งแรก ตั้งใจว่าจะเข้ามาแสดงความคิดเห็น แต่เห็นว่าจะยาว ก็เลยทิ้งไว้หลายวัน วันนี้เพิ่งไปซื้อหนังสือของอาจารย์ประพนธ์จากงานหนังสือ ก็เลยกลับเข้ามาเขียนครับ

เรื่องหยุดนี้ผมขอแชร์ประสบการณ์นะครับ

"หยุด" เป็นเทคนิคหนึ่งซึ่งผมเคยทดลองนำมาใช้ในการสอนครับ และค่อนข้างได้ผลดี

จำบทพูดที่พระพุทธเจ้าพูดกับองคุลีมาลได้ไหมครับ ท่านก็พูดว่า "เราหยุดแล้ว" ขณะที่ท่านยังดำเนินอยู่

เราสามารถหยุดได้ครับ ขณะที่กำลังทำงานอยู่ และสามารถแสวงหาความเพลิดเพลินได้ด้วย เพียงแต่เรื่องนี่ก็เป็นเรื่องต้องฝึกฝนครับ ไม่ใช่สำเร็จด้วยความคิด ถ้าจำไม่ผิดเรื่องนี้ดูเหมือนท่านติทช์ นัท ฮัน ก็เคยเขียนไว้ครับ

ผมยกตัวอย่างที่ใช้กับกรณีเด็กไม่ชอบอ่านหนังสือนะครับ เด็กที่ไม่ชอบอ่านหนังสือจะมีเหตุผลสารพัดที่ทำให้เขาไม่สามารถอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ ได้ ผมบอกเขาว่าผมไม่ต้องการให้อ่านทั้งเล่ม ผมต้องการแค่ 1 บรรทัด ขณะนี้ให้มองแค่ 1 บรรทัด ถ้าอ่านไม่ได้ ปัญหาคืออะไร แดดร้อนหรือเปล่า หรือนั่งไม่สบาย หรืออ่านไม่ออก หรืออยากทำอย่างอื่นมากกว่า เช่นเล่นเกม กินขนม ฯลฯ ในกรณีความไม่สบายในลักษณะสภาพแวดล้อม ก็ทำเสียให้สบายตามสมควร เรืองเกม รอไว้บรรทัดนี้จบก่อน พอจบหนึ่งบรรทัด คำถามถัดไปก็คือ แล้วบรรทัดถัดไปล่ะ ยังไหวไหม ถ้ามันถึงจุดที่ไม่ไหวแล้วแม้ 1 บรรทัด แม้ 1 ตัวอักษร ก็เลิกอ่านเถอะ ไปเล่นเกมดีกว่า

เพียงแต่ 1 บรรทัด หรือ 1 ตัวอักษรนั้นเราต้องกระทำด้วยการ "หยุด" ตอนนี้ไม่มีหนังสือทั้งเล่ม ไม่มีเกม ไม่มีขนม ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีอาการปวดหลัง ไม่มีอะไรทั้งสิ้น มีแค่ 1 ตัวอักษร แล้วก็ลงมือทำครับ แรกๆ เราย่อมไม่สามารถ "หยุด" ได้ครับ ใจมันไม่อยู่กับปัจจุบันสักที มันคอยแต่จะสอดส่ายหาเรื่อง ฟุ้งซ่านไปเรื่อย ก็ต้องปล่อยมันไป นึกได้ก็ "หยุด" อีก  ฝึกฝนกันไปเรื่อยๆ แหละครับ

ขณะที่ "หยุด" เราจะพบกันความเบิกบาน ความเพลิดเพลินที่แท้ ลองทำดูก็ได้ครับ "หยุด" 

เห็นไหมครับ ถ้าทำงานแล้วไม่สบาย ไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่ "หยุด" ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีเจ้านาย ไม่มีพรุ่งนี้ ไม่มีความง่วง ไม่มีปวดหลัง แค่ "หยุด" แล้วก็ทำงานต่อไป

มันจะเบา สบายครับ เพียงแต่แรกๆ จิตเรามันยังหนักครับ ยังรักษาสมดุลของความเบานี้ไม่ได้ มันก็พลัดตกลงมาอีก ก็ค่อยๆ ฝึกฝนไปครับ

 
งานบางอย่างมันหยุดไม่ได้ค่ะ อย่างตรวจคนไข้เนี่ย บางทีมันเบื่อมากเลยนะ แต่ก็หยุดไม่ได้ ถ้าหยุดก็เท่ากับไปกินแรงคนอื่น สงสารคนไข้ด้วย นั่งรอกันตรึมหน้าห้อง หรือคนไข้ที่ต้องผ่าตัดบางทีตอนนั้นมันเบื่อ ๆ เหนื่อยด้วย ไม่มีอารมณ์จะผ่า แบบนี้ก็ต้องพยายามทำใจอย่างเดียวว่าถ้าเราไม่ทำก็ไม่มีใครอื่นที่จะทำได้ ถ้าเราไม่ทำ คนไข้ก็เดือดร้อน พยายามคิดถึงผลลัพธ์ที่ได้ ว่าคนไข้หายสบายดีเราก็มีความสุข ก็พอจะทำใจทำต่อไปได้