Ø   วันที่ 27 สิงหาคม 2551 นี้ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้กราบนิมนต์ ท่านพระมหาวุฒิชัย หรือ ท่าน ว. วชิรเมธี มาบรรยาย เรื่อง การมีชีวิตอย่างคุ้มค่า ณ ห้องนิธิภาวี   ศรีสุข ชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา คณะทันตแพทยศาสตร์


Ø   ท่านเทศน์ว่า มนุษย์ เกิดมา ไม่มี งา อย่างช้าง ไม่มีนออย่างแรด ไม่มีเขาอย่างกวาง ที่จะนำมาป้องกันตนเองได้

Ø   มนุษย์เกิดมาป้องกันตนเองไม่ได้ ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นอุ้มชู เลี้ยงดูจนเติบโต  แต่มนุษย์สร้างสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ มนุษย์สร้าง ปัญญา  ขึ้นมาได้  ซึ่ง สติ นั่นเองที่ ต่อยอด ให้เกิดปัญญา

 

Ø   คน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1.        มีชีวิต สักแต่ว่ามีชีวิต

2.        มีชีวิตแค่เท่าทุน ตัวเองบรรลุสิ่งที่ตนเองต้องการเท่านั้น ไม่สนใจสิ่งอื่นใด

3.        มีชีวิตที่คุ้มค่า คือ เป็นผู้ที่สู้ชีวิตเพื่อช่วยตัวเองได้ และยังเผื่อแผ่ให้คนอื่นได้อีก  อาทิเช่น ท่าน สืบ   นาคะเสถียร เวลาท่านบรรยาย ท่านจะแทนตัวเองว่าท่านในฐานะตัวแทนของสัตว์แห่งห้วยขาแข้ง หรือ แพทย์หญิง ซินเธีย หม่อง หมอลี้ภัยการเมืองพม่า แห่งเอเชีย ท่านได้รับรางวัล หมอแม็กไซไซ เป็นต้น

ท่าน ว. วชิรเมธี กล่าวว่า

         อยู่เพื่อตัวเอง อยู่แค่สิ้นใจ อยู่เพื่อคนอื่นอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย


ท่านได้ฉายภาพรายการของไตรภพ  ลิมปิพัฒน์ ที่สัมภาษณ์ท่านเมื่อก่อนวันอาสาฬหบูชา คงจะเป็นปีนี้เอง เป็นปริศนาธรรม โดยท่านนำสิ่งของที่เป็นปริศนาธรรมมาให้ดู หลายอย่าง โดยบอกว่า
หากมนุษย์จะอยู่อย่างคุ้มค่า จะต้อง ปฏิบัติ ดังนี้

1.      ตั้งปณิธานในการดำรงชีวิต

2.      หาความรู้ให้แก่ตนเอง

3.      อย่ารอโอกาส แต่ให้เดินไปหาโอกาส อยากมีงาน ให้ไปหางาน ถ้าไม่มีงานต้องสร้างงาน

4.      ให้แสดงศักยภาพที่ตนเองมี

5.      ถอดจิตวิญญาณให้กับงาน (ทำงานเต็มที่) รินหัวใจ ใส่งาน

6.      ทำงานมาก แต่ต้องพักผ่อนบ้าง ให้รักษาสุขภาพให้ดีทั้งกายและจิต

7.      ตำแหน่งเกียรติยศเป็นสิ่งสมมติ ให้รู้จักสวม ให้รู้จักถอด

8.      เมื่อมีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว ให้นึกถึงสังคม ต้องรู้จักให้  
มือที่ให้อยู่สูงกว่ามือที่รับ

9.      ท่านพุทธทาส กล่าวไว้ว่า
ถ้าจะอยู่ในโลกอย่างมีความสุข อย่าประยุกต์สิ่งทั้งผองเป็นของฉัน
สรรพสิ่งคือของใช้ ไม่ใช่ของฉัน  
ถ้าปล่อยเป็นจะเย็นใจ

10.  ความสุขมี 2 แบบ คือ
- สุขโกลาหล คือ สุขๆ ทุกข์ๆ

- สุขจากการดูจิต ดูใจ ตนเอง

11.  เวลา คือ พระกาฬ เวลากลืนกินสรรพสิ่งรวมทั้งตัวมันเอง
เวลา ใช้แล้ว นำกลับมาใช้อีกไม่ได้ ไม่สามารถย้อนกลับมาได้

12.  สรุป คือ ให้รู้จักพอบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งสุดท้าย คือ  อย่าประมาท

 

ท่านสอนให้เข้าใจชีวิต เมื่อเราสร้างมูลค่าให้ชีวิตแล้ว ให้แสวงหาความคุ้มค่าให้กับชีวิต การมีชีวิตที่คุ้มค่าเมื่อรู้จักให้  การให้สิ่งใดไป เราจะได้สิ่งนั้นตอบแทน ยกตัวอย่าง เช่น ถ้า เราพูดถึงใครในสิ่งที่ดี เขาก็จะกล่าวถึงเราในสิ่งที่ดีเช่นกัน  ทันทีที่เราให้ออกไป เราได้รับเรียบร้อยแล้ว

ท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ไม่เคยจดลิขสิทธิ์ นโม

ท่านกล่าวว่า ถ้าเราเห็นคนอื่นมีปัญหาและเราไม่ช่วยแก้ไขปัญหา เราได้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเรียบร้อยแล้ว

ท่านเล่าเรื่องสุนัขที่เมือง ฮิบูยะ ที่ประเทศ ญี่ปุ่น ชื่อ  ฮาจิ   ที่มีความกตัญญูต่อเจ้านาย ท่านจึงสอนให้ อยู่เพื่อคนอื่น

ท่านถามว่า คุณอยู่เพื่ออะไร
อยู่เพื่อตัวเอง อยู่แค่สิ้นใจ อยู่เพื่อให้ อยู่ชั่วฟ้าดินสลาย
ฉะนั้น เกิดมาบำเพ็ญประโยชน์ตน เกิดมาบำเพ็ญประโยชน์ท่าน

ท่านยกตัวอย่าง การให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน เช่น การให้โอกาสคน การให้กำลังใจ การให้เวลาลูกที่บ้าน การให้ความใส่ใจ

และการให้ นั้น ให้ถามตัวเองว่าจริงใจไหม เป็นการให้เพื่อทิ้ง หรือให้เพื่อให้ หรือ ให้เพื่อรับ

การให้ที่ท่านสอนนั้น คือ การให้ด้วยการวางจิตใจที่บริสุทธิ์

มีคนถามท่านเรื่องการแผ่เมตตา ทำที่วัดและทำที่บ้านมีผลต่างกันหรือไม่

ท่านตอบว่า การแผ่เมตตา ไม่ใช่แผ่ที่บ้าน หรือ ที่วัด แต่
แผ่เมตตาที่ใจ

จึงนำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ