เมื่อเช้าตรู่วันจันทร์ก่อนหน้าวันนี้ เป็นวันที่ผมเฝ้ารอ รอการมาของสมาชิกใหม่ในบ้าน และเช้าวันนั้นผมทั้งตื่นเต้น ดีใจ สุขใจ ทุกอย่างสดชื่นไปหมด แต่พอคล้อยบ่าย ผมกลับเกิดความกังวลใจเกี่ยวกับอาการของสมาชิกคนใหม่ของบ้าน

วันพุธ ในระหว่างที่ผมเร่งรีบเคลียร์งานบนโต๊ะให้ลุล่วงโดยเร็ว เพื่อที่จะไปยังโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการของลูก เสียงโทรศัพท์จากน้องชายของผมก็ดังขึ้น "บัง!(หมายถึงผมเองครับ) พี่สาวคนที่สี่เกิดอุบัติเหตุ ไม่แน่ใจว่าอาการหนักขนาดไหน แต่ที่เห็นคือ เนื้อที่ขาหายไปจนเห็นกระดูก และไม่แน่ใจว่ากระดูกจะหักด้วยหรือเปล่า" ผมพยายามซักถามอาการเพิ่มเติม แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรมาก

ผมหนักใจขึ้นมาทันทีครับ แทนที่ผมจะมุ่งหน้าไปโรงพยาบาล ผมเปลี่ยนไปเลี้ยวรถเข้าบ้าน ผมตั้งใจจะบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพี่สาวให้พ่อและแม่ฟัง อือ แล้วผมจะเริ่มต้นบอกอย่างไรดี? ผมคิดคำพูดที่จะบอกเล่าเรื่องราวให้พ่อและแม่ฟัง ที่จะให้ฟังแล้วดูดีที่สุด สบายใจมากที่สุดในข่าวที่รู้สึกว่ามันร้ายแรงมากๆ สำหรับคนเป็นพ่อแม่

ผมขับรถเข้าไปที่จอดรถหน้าบ้าน ผมเห็นพ่อกำลังสนุกกับงานตกแต่งแก้ไขอะไรต่างๆ นานาในบ้าน ผมคุยกับท่านไปหลายเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่ผมตั้งใจจะมาบอก โอ้ย มันยากที่จะเป็นคนบอกข่าวร้ายๆ แก่พ่อ ผมตัดสินใจว่า จะต้องรอให้น้องชายทราบอาการที่แน่ชัดก่อน แล้วค่อยกลับมาแจ้งข่าวแก่พ่อแม่ ผมเลยขับรถออกจากบ้าน

ผมขับรถไปยังไม่ทันถึงโรงพยาบาลครับ ผมรู้สึกว่า ผมต้องพักก่อน ก่อนจะต้องไปดูสภาพลูกในหอเด็กและต้องฟังคำบอกเล่าสภาพจากพยาบาลที่เฝ้าดูอาการ ผมยังไม่อยากฟังอะไรแย่ๆ ต่อเนื่องกัน ผมตัดสินใจแวะร้านขายข้าว ฮือ วันนี้วันพุธแล้ว ผมไม่ได้ทานเข้ามื้อเที่ยงมาหลายวันแล้ว โอ๊ อาหารมื้อนี้ไม่อร่อยเลยครับ

ระหว่างทานข้าว ผมก็โทรไปหาน้องชายอีกครั้ง "อาการเป็นงัยบ้างแล้ว?" คำตอบคือ "ยัง รอผลถ่ายเอ็กซ์เรย์อยู่ ติดต่อพี่ๆ คนอื่นไม่ได้เลย บัง(หมายถึงผม) โทรไปบอกให้หน่อย" การโทรบอกพี่ๆ น้องๆ ง่ายกว่าบอกพ่อครับ อันนี้ทำได้ง่าย

ถึงคราวนี้ผมได้รับรู้อารมณ์ของน้องชายผมแล้วครับ ในตอนที่ผมมอบหมายให้เขาเป็นคนโทรบอกผมถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับผม แต่นั่นน่าจะดีกว่าผมตอนนี้อย่างหนึ่งตรงนี้ ตอนที่ผมให้ภรรยาโทรไปหาน้อง อาการของผมชัดเจนว่าไม่น่าเป็นห่วงขนาดนี้ ผมก็บอกน้องชายไปว่า ผมยังไม่ได้บอกพ่อกับแม่หรอก ซึ่งน้องก็เห็นด้วยกับผมว่า ควรให้รู้อาการของพี่สาวให้ชัดเสียก่อนจะดีกว่า

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี แต่ที่ผมชัดเจนขึ้นคือ ไม่คงไม่มีอะไรดีสมบูรณ์แบบ และคงไม่มีอะไรที่แย่แบบสมบูรณ์เช่นกัน เพราะในอาการของลูกผมเอง ก็มีข้อบ่งชี้ดีๆ อยู่มากกว่าข้อไม่ดี ในขณะเดียวกับอุบัติเหตุของพี่สาวผมก็เพียงเนื้อฉีกขาด ไม่ถึงกับกระดูกหัก และในช่วงเย็นผมก็ได้โทรคุยกับพี่สาวได้แล้ว และนั่นแหละครับ ผมจึงโทรไปแจ้งข่าวให้พ่อทราบ พร้อมกับบอกว่า ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว โทรคุยกันได้แล้ว

บางทีถ้าเราอยู่ในสภาพที่แย่ แล้วจมอยู่กับความแย่ๆ นั้น โดยไม่พยายามมองสิ่งที่อาจจะดีอยู่บ้างในความแย่ ที่แย่ที่สุดก็ตัวเราเองนั่นแหละครับ

ในขณะเดียวกันหากเราอยู่ในความสุข ไม่เหลี่ยวมองในสิ่งที่ไม่สุขบ้าง เราก็อาจลืมมองส่วนสำคัญของชีวิตไปก็ได้ครับ