จากการที่ผมพยายามขับเคลื่อนให้ โครงการ “เรียนนอกห้องเรียน ปรับเปลี่ยนทัศนคติ สู่จิตสำนึกสาธารณะ” เป็นอีกทางเลือกของการเรียนรู้ชีวิตนอกหลักสูตรมาระยะหนึ่งแล้ว
เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งว่า กิจกรรมดังกล่าว ได้รับการขานรับอย่างดียิ่งจากนิสิต
การสัญจรเข้าร่วมของนิสิตอย่างหลากหลาย ทั้งจากการชักชวนจากคนที่เคยร่วมชะตากรรมเดียวกันนี้จากครั้งก่อนๆ รวมถึงคนที่มาใหม่ด้วยใจอย่างหนาตา (เพียงเพราะต้องการแสวงหาความหมายของการใช้ชีวิตในมุมมองใหม่) ล้วนทำให้ผมและทีมงาน มีกำลังใจกับการบุกเบิกเส้นทางสายใหม่นี้เป็นยิ่งนัก

การเรียนรู้ด้วยวิธีลงมือทำ
ในความจริงที่ผมโกหกตัวเองไม่ได้เลยก็คือ วันที่ผมถอดทิ้งหัวโขมาสู่สถานะใหม่เช่นนี้ เรียกได้ว่าท้าทายและกดดันอยู่มิใช่น้อย เพราะในจุดที่เป็นอยู่ล้วนเป็นงานใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครริเริ่มนำร่องไว้ให้ศึกษา อีกทั้งขุนพลข้างกายก็มีเพียงไม่กี่คน รวมถึงการไม่มีองค์กรนิสิตอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ก็ยิ่งทำให้การขับเคลื่อนงานของผมและทีมงาน ดูหนักโขเอาการอยู่มิใช่น้อย
แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ทันทีเราเปิดตัวโครงการเรียนนอกห้องเรียนปรับเปลี่ยนทัศนคติสู่จิตสำนึกสาธารณะ ครั้งที่ 1 ขึ้น ณ ศูนย์ศึกษาศิลปะธรรมชาติเด็กรักป่า จ.สุรินทร์ ซึ่งมีพี่หน่อยและพี่จืดให้ความอนุเคราะห์ด้านการเรียนรู้แล้วนั้น กลับกลายเป็นว่า กิจกรรมดังกล่าวถูกกล่าวขานอย่างกว้างขวาง ทั้งในมิติของการเรียนรู้ที่แปลกใหม่ ทำจริง เรียนจริง และบูรณาการกิจกรรมได้อย่างแนบเนียน โดยไม่ติดยึดกับวัฒนธรรมเดิม ๆ ที่เต็มไปด้วยกฎกติกา หากแต่ให้เสรีกับหัวใจของแต่ละคนได้เรียนรู้ตามแต่หัวใจของแต่ละคนพึงปรารถนา ภายใต้เงื่อนไขแห่งใจประการเดียวคือ ทุกคนต้องมีใจให้กับกระบวนการของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งในหมู่ของนิสิตกับนิสิต และระหว่างนิสิตกับชุมชน -

การเรียนรู้ผ่านการบอกเล่าและสัมผัสกับผลผลิตที่แตะต้องสัมผัสได้
ถัดจากนั้น ภายหลังการเปิดตัวโครงการดังกล่าวในครั้งที่ 2 โดยมีมหาชีวาลัยอีสานของพ่อครูบาฯ เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ยิ่งเห็นได้ชัดว่า นิสิตเริ่มให้ความสนใจและขยับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับเรามากขึ้นและมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผมเข้าใจเองว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้ น่าจะมาจากหลายปัจจัย อาทิ ชื่อโครงการและสถานที่ดูสะดุดหูสะดุดตา และสถานที่ที่กล่าวถึงนั้น ล้วนเป็นสถานที่ที่พวกเขาต่างไม่เคยคุ้นชิน ทั้งโดยการได้ยินและการไม่เคยไปเยือนมาก่อน รวมถึงการเกิดเครือข่ายของคนกลุ่มแรกที่เคยไปค่ายที่เด็กรักป่า เมื่อกลับมาแล้ว ก็รวมตัวกันชักชวนให้เพื่อนพ้องน้องพี่ได้ร่วมค้นหาความหมายของชีวิตร่วมกันอย่างคึกคัก
ในมิติของการรวมตัวกันนั้น ผมถือว่าเป็นความสำเร็จของผมและทีมงาน เพราะนั่นคือภาพที่เราต้องการให้เกิดการ “ต่อยอด” กันในทางกิจกรรม และคนที่มาร่วมกันนั้น ก็ล้วนแล้วแต่เปิดใจสู่การเรียนรู้ที่หลากหลาย ไม่ติดกรอบและยึดพวกพ้องจนเกินเหตุ รวมไปถึงการมีความกระหายรู้ในมุมมองใหม่ ๆ ทั้งในมิติของพื้นที่ เนื้อหา และรูปแบบที่ไหลลื่นและนุ่มเนียน

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกระบวนการเปิดเปลือยใจบอกกล่าวเล่าความ
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม จากการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมของนิสิตนั้น กลับเริ่มเห็นบางอย่างที่ชวนขบคิดเป็นที่สุด และเป็นสิ่งที่ผมบอกกับตัวเองและทีมงานอย่างจริงจังว่า นี่คือปัญหาที่เราจะต้องลงแรงกันอย่างหนัก
ปัญหาที่ว่านั้นก็ได้แก่ ปัญหาที่นิสิตยังไม่คุ้นชินกับการทำกิจกรรมในลักษณะของการ “แลกเปลี่ยนเรียนรู้” และการไม่มีทักษะในการ “ถอดบทเรียน” จากกิจกรรมที่ตนเองได้สัมผัส
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงย้ำกับทีมงานที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่และนิสิตกลุ่มไหลอย่างแน่นหนักว่า “เราต้องใจเย็นให้มากที่สุด และพยายามสะท้อนให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเห็นความสำคัญของการถอดบทเรียนในแต่ละกิจกรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงการอย่าท้อที่จะสร้างวัฒนธรรมแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ควบคู่ไปกับการถอดบทเรียนให้เกิดขึ้นกับถนนสายกิจกรรมของเราเอง”

การสรุปงานประจำวันของทีมไหล ด้วยบรรยากาศอันเรียบง่ายและเฮฮา ...อีกหนึ่งของวัฒนธรรมการถอดบทเรียนที่กำลังเริ่มต้น
ผมพูดเช่นนั้น เพราะผมเชื่อว่านั่นคือสภาพปัญหาที่ค้นพบมาแล้วในระยะหนึ่ง สังเกตได้จากวัฒนธรรมขององค์กรนิสิตนั้น ส่วนใหญ่มักไม่คุ้นเคยกับการถอดบทเรียนในกิจกรรมต่าง ๆ แต่จะเน้นหนักไปในกิจกรรมการ “เปิดใจ” ในวันสุดท้ายของกิจกรรมนั้น ๆ เป็นสำคัญ บางกิจกรรมก็เปิดใจกันอย่างออกรสออกชาติ - เปิดใจตั้งแต่กลางดึกไปจนถึงรุ่งสางของวันใหม่เลยก็มี
และการเปิดใจที่ว่านั้น ก็มักสุดโต่งไปในเรื่องความสะเทือนใจที่ตนมีต่อเพื่อน ต่อชาวบ้าน หรือไม่ก็สะท้อนถึงความประทับใจและปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตนได้สัมผัสมาในช่วงของการเข้าร่วมกิจกรรม สุดท้ายก็หลังน้ำตาอำลากันและกันอย่างสุดซึ้ง

สมุดทำมือจากกระดาษที่ใช้แล้ว .เครื่องมือหนึ่งที่ผมนำมาให้นิสิตใช้ถอดบทเรียนของตนเอง
ผมไม่ปฏิเสธหรอกว่า นั่นคือผลพวงอันดีงามของการเรียนรู้จากกิจกรรม แต่ก็พยายามสะท้อนให้ทีมงาน หรือแม้แต่ตัวนิสิตได้เข้าใจว่า กระบวนการ “เปิดใจ” ที่ผมกล่าวถึงนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งเล็ก ๆ ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการถอดบทเรียนเท่านั้นเอง

การให้อิสระต่อการเรียนรู้ด้วยตนเองในบริบทที่ตนเองพึงใจปรารถนา
จากสภาพการณ์เช่นนั้น จึงไม่แปลกเลยว่า นิสิตส่วนหนึ่งที่สัญจรมาสู่แวดวงกิจกรรม จึงยังติดกับดักของการสกัดความรู้เหล่านั้นอยู่อย่างน่าเห็นใจ
- พอชวนพูดชวนเสวนา ก็ไม่กล้าที่จะพูด ไม่กล้าที่จะนำเสนอเรื่องราวที่ตนเองพบเจอมา ไม่รู้ว่าตนเองได้อะไรจากการเรียนรู้ เพราะนั่นคือการไม่มีทักษะในการถอดบทเรียนดี ๆ นั่นเอง
ปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้น ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะผลพวงของกิจกรรมแบบเดิม ๆ ที่เน้นให้นิสิตเป็น “ผู้รับแบบตั้งรับ” คอยรอให้มีคนเอาอาหารสำเร็จที่บดที่เคี้ยวอย่างสำเร็จรูปแล้วมาป้อนให้อย่างง่าย ๆ หรือแม้แต่กิจกรรมที่เน้นบรรยายแบบปาว ๆ อยู่ฝ่ายเดียว โดยไม่สนใจที่จะเปิดพื้นที่ให้นิสิตร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับการบรรยายของตัวเอง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งเหล่านี้ได้ปั้นแต่งให้นิสิตขาดทักษะของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถอดบทเรียนไปโดยปริยาย

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ –
ผมจึงย้ำว่า เราต้องใจเย็น ๆ … ตัดตอนการบรรยายแบบยืดยาวออกไป โดยหันมาเน้นกิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมสามารถร่วมคิดร่วมสร้าง และสามารถลงมือปฏิบัติจริงด้วยตัวของเขาเอง ทั้งในระดับปัจเจกและระดับกลุ่มเป็นที่ตั้ง แล้วนำเสนอสิ่งที่ได้รับนั้นต่อสาธารณะ เพื่อให้คนอื่น ๆ ได้ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดกันและกันอย่างเป็นกันเอง หรืออาจจะเข้มข้นบ้างก็ไม่ว่ากัน ขออย่างเดียว คือเป็นไปตามกรอบกติกาแห่งเหตุผลและมิตรภาพอันแสนงามของชีวิตเป็นพอ

การนำเสนอเมนูอาหารและกระบวนการทำอาหาร ..หนึ่งในกลไกของการถอดบทเรียนของนิสิต
ดังนั้น กิจกรรมในห้วงปีที่ผ่านมา ผมจึงพยายามอย่างเต็มกำลังให้นิสิตคุ้นเคยกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนในแต่ละกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนให้แต่ละองค์กรนำกระบวนการเหล่านี้ไปใช้อย่างง่าย ๆ เพื่อให้คุ้นเคยเสมอเหมือนกิจกรรมการเปิดใจที่ถือปฏิบัติเป็นวัฒนธรรมกันอย่างเข้มแข็งอยู่แล้ว รวมถึงการพยายามบูรณาการกระบวนการดังกล่าวให้อยู่ในกิจกรรมการเปิดใจอย่างแนบเนียน เรียกได้ว่า ให้ได้ทั้งสาระชีวิตและความบันเทิงไปพร้อม ๆ กัน

ภาพเขียนเล็ก ๆ และถ้อยคำสั้น ๆ ของการฝึกถอดบทเรียนของนิสิต
เหนือสิ่งอื่นใด
ผมเองก็ตระหนักเสมอมาว่า กระบวนการดังกล่าวนั้น ไม่ง่ายเลยกับการที่จะก่อร่างสร้างวิถีนี้ให้คุ้นชินได้ในห้วงอันแสนสั้น แต่กิจกรรมที่มีขึ้นในแต่ละครั้ง ก็ล้วนเปลี่ยนภาพลักษณ์จากการฟังไปสู่การเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นที่ตั้ง กำหนดให้แต่ละคนมีอิสระพอที่จะคิดและเดินเข้าหาสิ่งที่ตนเองสนใจ โดยเราถอยออกมาสังเกตอยู่ใกล้ ๆ เสร็จแล้วก็ให้เขานำเสนอเรื่องราวที่พบเจอในรูปแบบที่เขาสันทัด บ้างเป็นภาพวาด บ้างเป็นกลอน เป็นลำนำ บ้างเป็นบันทึกสั้น ๆ เพียงไม่กี่บรรทัด บ้างก็เป็นบทเพลงเลยก็มี จากนั้นก็นำสิ่งที่เขาสื่อสารนั้นมาเป็นประเด็นของการพูดคุย และพยายามสร้างสถานการณ์ให้แต่ละคนได้แสดงออกร่วมกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หรือบางครั้งผมและทีมงานก็กำหนดโจทย์ขึ้นมาเอง และให้แต่ละคนได้เดินเข้าสู่การเรียนรู้แบบง่าย ๆ ทั้งในระบบส่วนตัวและกลุ่มย่อย พร้อม ๆ กับการสร้างเวทีให้พวกเขาถอดบทเรียนออกมา แล้วนำเสนอร่วมกันอย่างง่าย ๆ ไม่ติดยึดกับอุปกรณ์อันทันสมัยใด ๆ ..
ผมไม่รู้ว่าผิดหรือถูก แต่เท่าที่สังเกตเห็นก็คือ ขณะนี้นิสิตหลายกลุ่มก็เริ่มใช้กระบวนการของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนถี่ครั้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนผมและทีมงานก็ไม่ลืมที่จะนำเรื่องราวอันเกิดจากเวทีการเรียนรู้ของพวกเขามาผลิตเป็นสื่อเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งในรูปของหนังสือทำมือ วีดีทัศน์ อัลบั้มเพลง นิทรรศการ และการนำพวกเขาขึ้นสู่เวที เพื่อนำเสนอให้สังคมในมหาวิทยาลัยได้ร่วมรับรู้และซึมซับกับสารัตถะที่พวกเขาได้ค้นพบ
และผมก็เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า เมื่อใดก็ตามที่นิสิตคุ้นเคยกลับกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และมีทักษะการถอดบทเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดอกฝันแห่งปัญญาก็จะเริ่มผลิบานอยู่ในตัวตนของเขาอย่างสง่างาม
โห ท่านที่ปรึกษาอาวุโส
มาอย่างเร็วๆๆๆ
สวัสดีค่ะ อ.แผ่นดิน
แวะมาเยี่ยมค่ะ
ขออนุญาตินำเรียนครับบอส
-ค่ายนี้เป็นค่ายที่ให้คำนิยามของการเรียนรู้ตลอกดชีวิตได้ดีมากเลย
-การถอดบทเรียนเป็นการเค้นความรู้ที่อยู่ในตัวเราได้ดีครับ
-ขอบคุณครับบอส
สวัสดีครับพี่
มีโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้อย่างมากมาย เชื่อว่าต่อไปในภายหน้าเด็กกิจกรรมทั้งหลายคงเข้าใจกระบวนการมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ฝากพี่ช่วยเคาะ...เด็กๆในการสัมมนาครั้งนี้ด้วยครับ
ดีจัง
ไว้มีโอกาสจะไปแจมด้วยนะ
สถานีเรียนรู้ สถานีต่อไปที่ไหนน้อ....
ช่วยตอบให้คลายสงสัยหน่อยน่ะครับ...บอส
กลุ่มไหลขอสมัครกลุ่มแรกเลยครับ
ตั้งต้น
ตั้งไข่
เดินหน้า หรือถอยหลัง ผลลัพธ์ต่างกัน แน่นอน
ครูโย่ง ~ natadee ครับ
สวัสดีครับ berger0123
สวัสดีครับ น้อง พุดตาล
อย่างไรเสีย ก็ขอให้ช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการถอดบทเรียนให้เกิดขึ้นกับแวดวงกิจกรรมของเราให้เป็นรูปธรรมมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ นะครับ
และที่สำคัญ...
ตอนนี้ รออ่านบันทึกอยู่นะครับ
แวะมาดูกิจกรรมดีๆค่ะ
มีความสุขมากมาย
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ ก้อง ก้อง...สะเร็น
สวัสดีครับ พี่นงค์ MSU-KM :panatung
อยากให้พี่ไปร่วมเรียนรู้ด้วยนะครับ เพราะบางที การทำงาน หรือเรียนรู้ในบริบทอื่น ๆ ที่ไม่ติดยึดอยู่ในห้องหับ อาจช่วยให้เราได้พบมุมมองใหม่ ๆ ได้อย่างแทบไม่น่าเชื่อ
หรือบางที...
น่าจะนำนิสิตที่มาขอรับคำปรึกษาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ไปจัดกิจกรรมร่วมกันนอกสถานที่สักครั้ง
ลองเปลี่ยนวิธีการดูบ้าง. หลายเรื่องรอการค้นพบอยู่นะครับ
เรียนแบบไม่มีกรอบ ขอมีแค่ใจ เท่านี้ก็พร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆได้ตลอดเวลา
วันพฤหัสที่เราจะไปจัดการความรู้ต่างๆให้กับนักกีฬาวอลเลย์บอลเรา คงทำให้พวกเค้าได้ยกระดับความคิดและจิตใจตัวเองได้ไม่มากก็น้อยค่ะ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าผลที่คาดหวังไว้จะเป็นเยี่ยงไร
ขอบคุณค่ะที่พาออกสู่เวทีการเรียนรู้ที่หลากหลาย
เดียร์ muangkhan
สวัสดีครับ พ่อครูบา ฯ
เราคุยกันแล้ว ยังไงทั้งผมและน้อง ๆ ยังต้องเดินหน้าต่อไป ตอนนี้เริ่มตั้งไข่ ล้มลุกบ้างก็เป็นธรรมดาของชีวิต การมีโอกาสได้ไปเรียนรู้ที่มหาชีวาลัยอีสาน ช่วยให้เกิดมุมมองชีวิตใหม่ ๆ โดยเฉพาะทัศนคติที่มีต่อการเรียนรู้ เพื่อให้ได้ความรู้ และทางเลือกของการใช้ชีวิต
ขอบพระคุณพ่อฯ มากครับ
สวัสดีครับ
ค่ายนี้ผมมีความสุขกับการทำงาน และมีความสุขที่เห็นนิสตมีความสุขกับการเรียนรู้
ผมชอบการเรียนรู้แบบง่าย ๆ เช่นนี้.. ไม่เครียด แต่ก็ต้องเตือนตัวเองเสมอว่า ต้องเรียนรู้อย่างมีสติ เพราะที่นี่ ไม่อธิบายอะไรนัก เราต้องเดินเข้าหา..ศึกษา ตั้งคำถาม และหาคำตอบด้วยตัวเอง ทั้งผ่านตัวพ่อ ฯ และอื่น ๆ ที่หลากล้นอยู่อย่างมีชีวิต
ทักทายจากอันดามันค่ะคุณแผ่นดิน
* เห็นคุณแผ่นดินทำงานอย่างมีความสุข
* ดีใจค่ะ ยังระลึกถึงนะคะ
* เป็นกำลังใจให้ทุกเส้นทาง และ
* รักษาสุขภาพนะคะ ขอบคุณค่ะ